[SF] In Another World (Part I)

posted on 26 Nov 2013 21:18 by woohoney
 
 
In Another World
2PM, Sci-fi, PG-15
 
 
 
PART I
 

               ชานซองลืมตาขึ้น เมื่อรู้สึกว่าพาหนะที่เขานั่งอยู่กำลังชะลอตัวและหยุดลงในที่สุด เขามองออกไปนอกหน้าต่างรถผ่านฟิล์มรถยนตร์สีเข้ม รู้สึกไม่คุ้นตากับบรรยากาศรอบตัว แสงไฟในรถสว่างขึ้นเมื่อประตูหน้าถูกเปิดออก เขาหรี่ตาลงเพื่อมองพี่จินซอก ผู้จัดการชั่วคราว ที่มาช่วยเป็นคนขับรถวันนี้ เพราะผู้จัดการประจำวงของเขาลาพักร้อนตั้งแต่สองวันก่อน พี่จินซอกหันมาเห็นเขาซึ่งใบหน้าคงยังสับสนและงุนงง ถึงแม้จะไม่ได้ยิน เพราะเสียงเพลงที่ดังมาจากหูฟังที่ตัวเองใส่ไว้ตลอดเวลา แต่เขาก็พอจะอ่านปากออกว่า พวกเขากำลังจอดแวะที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง และพี่จินซอกไปเข้าห้องน้ำ ชานซองพยักหน้าตอบเพื่อแสดงว่าเขารับทราบแล้ว พี่จินซอกกระโดดลงจากที่นั่งคนขับ

 

                เสียงประตูปิดลง พร้อมกับแสงไฟที่ดับหาย ทำให้ชานซองมองเห็นภาพข้างนอกได้ชัดขึ้น มันเป็นปั๊มน้ำมันขนาดเล็ก  เขาเดาว่าพวกเขายังเดินทางมาได้ไม่ไกลนักจากจุดที่พวกเขาใช้ถ่ายโฆษณา พื้นที่ชนบทที่เงียบสงบ เป็นเวลาประมาณเที่ยงคืนในตอนนี้ และมันก็ดูเหมือนว่าผู้คนกำลังหลับใหล ไม่เหมือนกับในกรุงโซล ที่เขาจะสามารถมองเห็นแสงสีและการเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา สายตาที่กวาดมองออกไปรอบๆสะดุดกับเงาร่างของคนๆหนึ่งที่ยืนอยู่ไกลออกไป ด้านหลังรั้วไม้ซึ่งกั้นเป็นพื้นที่ของปั๊ม เขาพยายามเพ่งมอง ตอนที่ไฟถูกเปิดสว่างขึ้น

 

                “ปวดหัวชะมัด” อูยองพึมพำจากเบาะด้านหน้า หลังจากเปิดไฟเพื่อค้นหายาแก้ปวดในกระเป๋า เขาทำท่าจะไม่สบายตั้งแต่ตอนที่ถ่ายทำกันอยู่แล้ว การขยับตัวของอูยองทำให้นิชคุณทีนั่งอยู่ข้างๆ ตื่นขึ้น ชายหนุ่มถอดหูฟังออก ก่อนจะช่วยอูยองค้นหายา

 

                แทคยอนที่นั่งเบาะหลังคู่กับเขาและจุนโฮ ดูเหมือนจะหลับสนิทเป็นตายไปแล้ว ถ้าเขาเงี่ยหูไปฟังดูใกล้ๆก็คงได้ยินเสียงกรนออกมาจากไอดอลสัตว์ป่าคนนี้แล้วล่ะ ในขณะที่เปลือกตาของจุนโฮเริ่มกระตุกถี่ๆ เหมือนใกล้จะรู้สึกตัว เสียงเบสหนักๆดังออกมาจากหูฟังที่จุนโฮใส่อยู่ ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าตัวหลับลงไปได้ยังไงทั้งๆที่ฟังเพลงชวนปวดหัวอย่างนี้

 

                มินจุนที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างคนขับ บิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาดูน้องๆในวง อูยองกลืนเม็ดยาเข้าไปแล้ว ก่อนจะดื่มน้ำตาม เขามองออกไปข้างนอก พี่จินซอกกำลังเดินกลับเข้ามา ประตูด้านคนขับถูกดึงเปิดออก

 

                “มีใครอยากเข้าห้องน้ำมั้ย”

 

                ก่อนที่จะมีสมาชิกคนใดทันได้ตอบ ร่างของพี่จินซอกก็ถูกกระแทกล้มลงด้วยเงาดำขนาดมหึมาซึ่งพุ่งโจมตีด้วยความรวดเร็ว ร่างที่ล้มลงไม่ทันได้กรีดร้องคมเขี้ยวก็ฝังลงตัดเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอ ก่อนจะฉีกเนื้อจนหลุดออก เลือดสีข้นไหลนองชุ่มโชก คิมมินจุนจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยดวงตาเบิกโพลง เขากลั้นลมหายใจ เมื่อสิ่งที่เพิ่งฆ่าผู้จัดการของเขาก้าวถอยจากศพที่โดนกัดจมกองเลือด มันหันดวงตาแดงก่ำมาที่เขา

 

                “ปิดประตู” เสียงตะโกนของนิชคุณเรียกสติของเขากลับมา

 

                มินจุนโผไปคว้าบานประตูปิดลง พร้อมๆกับเสียงคำรามของสัตว์ป่าตัวนั้นที่วิ่งพุ่งเข้ามา มันชนกระแทกเข้ากับตัวรถด้วยแรงมหาศาลที่ทำให้รถตู้โคลงเซ พวกเขาหกคนในรถซึ่งบัดนี้ไร้คนขับ ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ลมหายใจของพวกเขาติดขัด แรงเต้นของหัวใจถี่กระชั้นจนแทบจะหยุดลงได้ทุกเมื่อ

 

                มันไม่ได้มีตัวเดียว ปีศาจ... ลำตัวซึ่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแข็งแกร่งของมันปกคลุมด้วยเส้นขนสีเข้ม ดวงตาสีแดงก่ำราวสีเลือด ราวห้าตัวกำลังเดินวนรอบรถของพวกเขา เสียงคำรามของพวกมันทำให้ร่างกายของพวกเขาเย็นเฉียบ

 

               ต้องหนี


               คือสิ่งเดียวที่เขาคิดได้ สมองที่ยังคงช็อกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ยังไม่สามารถประมวลผลได้ดีนัก มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ มีคนตาย พวกนี้คือตัวบ้าอะไร เขาไม่รู้อะไรทั้งนั้น แต่เขารู้ว่าถ้าพวกเขายังไม่หนีไปจากตรงนี้ พวกเขาได้กลายเป็นอาหารของพวกมันแน่ๆ มินจุนปีนข้ามไปที่นั่งคนขับอย่างช้าๆ เขามองไปที่ศพของพี่จินซอกเป็นครั้งสุดท้าย มือที่เอื้อมปลดเบรกมือชะงักเมื่อเห็นการเคลื่อนไหว

 

               “เขายังไม่ตาย” มินจุนเอ่ยเมื่อสังเกตเห็นปลายเท้าที่เคลื่อนไหวอย่างเล็กน้อย

 

               “มินจุน” แทคยอนกล่าวเล้นรอดไรฟัน เมื่อดวงตาแดงดั่งเลือดของพวกมันตัวหนึ่งมองจ้องมาที่เขาด้วยระยะเพียงหนึ่งคืบ โดยมีเพียงกระจกกั้นไว้ เขากลั้นลมหายใจและหยุดนิ่ง มันแสยะเขี้ยวออก คราบเลือดยังคงเกรอะกรังไหลย้อยออกมาพร้อมน้ำลายข้นเหนียว

 

                 จุนโฮหลับตาแน่น ขณะที่จับมือของแทคยอน และชานซองเอาไว้แน่น

 

                 “เขายังไม่ตาย เราทิ้งเขาไว้ไม่ได้นะ” มินจุนเอ่ยด้วยเสียงสั่นเทา เมื่อกี้ เพิ่งเมื่อกี้นี้เองที่พี่จินซอกพูดกับเขา ยังยืนอยู่ตรงนี้เอง ก่อนที่จะโดนจู่โจม

 

                 “เราออกไปไม่ได้หรอก เราทำอะไรไม่ได้หรอก” นิชคุณพูด และเอื้อมมือไปบีบไหล่ของพี่ใหญ่ของวง

 

                 มินจุนจ้องมองผ่านน้ำตาที่เอ่อคลอ ก่อนที่หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น เมื่อร่างที่นอนอยู่ลุกขึ้นยืน ลำคอที่ขาดวิ่นค่อยๆหันมาทางพวกเขา ก่อนจะสบตาเขาด้วยนัยตาแดงก่ำ

 

                 “พี่มินจุน” อูยองร้องออกมา

 

                 มินจุนพยายามตั้งสติควบคุมมือที่สั่นเทา เขาถอยรถออก เมื่อพี่จินซอกเริ่มวิ่งมาทางพวกเขา ร่างที่โชกเลือดวิ่งพร้อมกระโจนราวกับสัตว์ป่าที่หิวกระหาย เสียงคำรามดังกึกก้องเมื่อร่างซึ่งเคยเป็นมนุษย์แปลงเปลี่ยนเป็นสัตว์ป่าสีดำขนาดใหญ่ กรงเล็บของมันจิกลงบนฝากระโปรงหน้ารถ ขณะมองจ้องเข้ามาด้วยดวงตาของสัตว์ร้าย

 

                มินจุนเหยียบคันเร่งจนมิด รถของพวกเขาถอยส่าย เขาหักพวงมาลัย จนร่างของสัตว์ร้ายตัวนั้นกระเด็นหล่นลงไป และเปลี่ยนเกียร์อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเร่งเครื่องออกไปบนถนนที่มืดสนิทอย่างไม่รู้ทิศทาง ฝูงหมาป่าสีดำขนาดใหญ่วิ่งไล่ตามมาด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อ ดูดุร้าย และหิวกระหาย พวกมันกำลังออกล่า และพวกเขาก็คือเหยื่อ

 

                ทั้งๆที่รถขับด้วยความเร็วเกือบสองร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง สัตว์พวกนั้นก็ยังคงไล่กวดตามมาข้างหลังอย่างไม่ลดละ นิชคุณตะโกนแข่งกับเสียงของคนอื่นๆที่กำลังตื่นกลัว เขาพยายามแจ้งข้อมูลกับตำรวจ มีคนถูกฆ่าตาย และคนๆนั้นก็ลุกขึ้นมา ไล่ล่าพวกเขา ในร่างของสัตว์ร้าย พวกมันฝูงหนึ่งกำลังวิ่งไล่รถของพวกเขาอยู่

 

                “อะไรนะครับ โซล?” มินจุนได้ยินเสียงของนิชคุณ ทวนประโยคกับปลายสาย

 

                “พรุ่งนี้เช้า? ครับ ได้ครับ” นิชคุณกดวางสาย เขาจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์อยู่สักพัก จึงได้รู้สึกตัวว่าภายในรถเงียบลงแล้ว และทุกสายตากำลังจับจ้องมาที่เขาด้วยความสงสัย

 

                “เขาบอกให้ออกห่างจากชายแดน และวิ่งกลับเข้าโซลให้เร็วที่สุด อย่าหยุดเป็นอันขาด”

 

                “โซล” มินจุนเอ่ย พยายามมองหาป้ายบอกทาง เขาขับรถมาอย่างไม่รู้ทิศไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังมุ่งหน้าไปไหน

 

                “โซลจะปิดเมือง ห้ามไม่ให้คนเข้าออก ภายในเช้าวันพรุ่งนี้ เราต้องไปให้ทัน” คำพูดของนิชคุณทำให้ทุกคนต้องก้มลงมองเวลา

 

                “เราอยู่ไม่ไกลจากโซลแล้ว นายต้องตรงไป แล้วแยกออกทางซ้ายหน้าเพื่อเข้าทางหลวง” แทคยอนตะโกนจากเบาะหลัง เขาเปิดแผนที่จากแท็บเล็ตที่พกติดตัวเป็นประจำ ในขณะที่สายตาคอยมองไล่หลัง เขายังคงสังเกตเห็นได้ถึงดวงตาวาวโรจน์หลายคู่ของสิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดเบื้องหลัง

 

                “มันคืออะไรกันแน่ มันเกิดอะไรขึ้น” จุนโฮมองกลับเข้ามาในรถ “ถ้ามันถึงขั้นต้องปิดเมือง มันต้องมีข่าวอะไรบ้างละน่า” เขาสรุปให้ตัวเอง ก่อนที่จะเอื้อมคว้ารีโมทเพื่อเปิดวิทยุ

 

                ขณะนี้มีการตรวจพบโรคระบาด โดยผู้ป่วยจะมีอาการเป็นไข้ตัวร้อนจัด ความดันลงต่ำ หัวใจเต้นช้าลง เพ้อ และหมดสติ หากท่านพบผู้ป่วยในครอบครัว หรือคนใกล้ชิดที่มีอาการเหล่านี้ ขอให้ท่านรีบออกมาจากบริเวณที่พบผู้ป่วย และแจ้งหน่วยงานฉุกเฉินของเรา หน่วยงานฉุกเฉินจะดูแลผู้ป่วยตามมาตรการพิเศษเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ทั้งนี้ขอให้ท่านที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง และยังไม่มีอาการป่วย อพยพออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด


                “โรคระบาด” จุนโฮหัวเราะออกมา “เหมือนมีใครพยายามปิดข่าวอยู่นะ” เขาหันกลับไปมองถนนข้างหลัง ที่ซึ่งเงาดำยังคงวิ่งตามมา ดูยังไงก็ไม่ใช่แค่โรคระบาดธรรมดาแน่ๆ

 

                เสียงโทรศัพท์ของพวกเขาดังขึ้นพร้อมกัน เป็นข้อความจากบริษัท

 

                พวกนายอยู่ไหน เห็นข่าวมั้ย รีบๆกลับมาก่อนที่พวกเขาจะห้ามเดินทางเข้า-ออก เห็นว่ามีโรคระบาดแทบชนบท เขาจะป้องกันการกระจายของโรค มีอะไรก็รีบโทรเข้ามาล่ะ

 

                “คนข้างในโซล ไม่รู้เรื่องกันเลยสินะ” อูยองอ่านข้อความทวนอีกครั้ง

 

                “ไม่ใช่เรื่องที่จะเชื่อกันง่ายๆนี่” นิชคุณนึกถึงตอนที่โทรหาตำรวจ เขาคิดว่าตัวเองจะถูกหาว่าเป็นคนบ้าที่โทรไปพูดเรื่องไร้สาระแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าตำรวจรู้เรื่องนี้ รู้ว่าพวกนั้นคืออะไร รู้ว่าพวกเขาควรจะต้องหลีกเลี่ยงมัน ในขณะที่ประชาชนหากไม่ได้เจอด้วยตาตัวเอง ก็ถูกทำให้เชื่อว่าพวกเขากำลังต่อสู้กับโรคระบาดบางอย่างที่ไม่ได้วิ่งไล่ล่าเราราวกับปีศาจอย่างนั้น

 

                เสียงสัญญาณไฟเลี้ยว ทำให้ทุกคนมองออกไปข้างนอก ป้ายขนาดใหญ่ชี้บอกทางไปโซล รถของพวกเขาวิ่งไปในทางนั้น ด้วยความเร็วที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับป้ายกำกับความเร็วอันเล็กที่ติดไว้ข้างทาง ชานซองกลืนน้ำลายหนืดในลำคอ พยายามผ่อนคลายตัวเอง แต่ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก เขายังคงหวาดผวาด้วยความรู้สึกที่ว่าเขาอาจถูกพวกมันกระโจนใส่จากด้านหลังได้ทุกเมื่อ เสียงใบพัดดังกระฮึ่มเข้ามาใกล้ทำให้เขาสะดุ้ง พวกเขาพยายามเงยหน้าขึ้นมอง เฮลิคอปเตอร์สามลำที่บินสวนผ่านไป มินจุนเร่งความเร็วขึ้นอีก เมื่อได้ยินเสียงกระสุนปืนดังขึ้นในความมืดเบื้องหลัง

 

 

                มินจุนไม่ได้ดูนาฬิกาเลย จนกระทั่งเขาเริ่มเห็นรถยนต์คันอื่นๆกำลังมุ่งหน้าไปในทางเดียวกัน เขาชะลอความเร็วลง แสงไฟสว่างบนทางด่วนทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นได้บ้าง เขาดูเวลาเป็นครั้งแรก เขาขับรถมาสี่ชั่วโมงแล้ว อีกไม่นานท้องฟ้าก็คงสว่าง

 

                “แทค” เขาเรียกคนข้างหลัง ไม่แน่ใจว่าหลับไปหรือยัง เพราะเขาไม่ได้ยินเสียงพูดคุยกันมาได้สักพักแล้ว

 

                “ว่าไง” แทคยอนขานรับ ตาของเขายังคงค้างแข็งเกินกว่าจะหลับได้ลง

 

                “อีกไกลมั้ย”

 

                แทคยอนเปิดดูแผนที่อีกครั้ง “เราใกล้ถึงแล้วล่ะ”

 

                ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มคิดถึงความปลอดภัยเมื่อเข้าถึงตัวเมือง เสียงของมินจุนก็ดังขึ้นมา

 

                “อะไรวะเนี่ย”

 

                รถที่วิ่งมาด้วยความเร็วชะลอตัว เมื่อมารวมกันอยู่บนทางหลวงเข้าสู่ตัวเมืองอย่างหนาแน่นจนเกิดสภาวะติดขัด มันขยับได้ทีละน้อย จนในที่สุดก็หยุดนิ่ง

 

                “อย่าบอกนะว่าเขาปิดเมืองแล้ว” อูยองกัดริมฝีปากล่างอย่างเคยชิน หันมองพี่ๆในวง เมื่อพวกเขาไม่สามารถขยับไปไหนได้มากว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว

 

                นิชคุณเคาะโทรศัพท์บนตัก ครั้งสุดท้ายที่เขาโทรหาตำรวจ พวกเขาบอกว่าเขามีเวลาจนถึงตอนเช้า ตอนนี้เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าเช้าของพวกนั้นมันคือกี่โมงกันแน่ พวกเขายังมาทันอยู่มั้ย แล้วถ้าพวกเขากลับเข้าโซลไม่ทันจะเกิดอะไรขึ้น ถูกทิ้งให้กลายเป็นอาหารของสัตว์ประหลาดพวกนั้นหรือ นิ้วมือที่เคาะบนหน้าจอระหว่างใช้ความคิดสะดุดกึกเมื่อโทรศัพท์สั่นด้วยสายเรียกเข้า

 

                “พวกนายอยู่ไหน” พี่จินยองพูดด้วยด้วยเสียงที่เป็นกังวลอย่างรวดเร็ว เมื่อเขายกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู “แล้วทำไมฉันติดต่อจินซอกไม่ได้เลย”

 

                “เรากำลังจะเข้าโซลแล้ว แต่รถมันติดมากเลยครับ” นิชคุณเลือกตอบแค่คำถามเดียว และเลี่ยงการพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่จินซอก ยังไม่ใช่ตอนนี้

 

                “ลงจากรถซะ”

 

                “อะไรนะ” นิชคุณทวนอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง

 

                “พวกเขาไม่ให้ขับรถเข้ามาอยู่แล้ว พวกเขาจะตรวจรายคน” จินยองถอนหายใจ ทูพีเอ็มเป็นเหมือนลูกๆของเขา เขาอยากจะทำทุกอย่างที่จะรับประกันในความปลอดภัยของเด็กๆพวกนี้ได้ แต่เขาเองก็ไม่สามารถจะช่วยอะไรได้เลยในสถานการณ์อย่างนี้ เขารู้ว่ามีบางสิ่งที่ผิดปกติ และมันร้ายแรง ถึงแม้จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ถึงขั้นต้องอพยพผู้คน และสั่งปิดเมืองหลวง นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

 

                 “รีบๆลงจากรถ แล้วกลับเข้ามา