[SF] Dream Of Tomorrow

posted on 24 Nov 2012 16:57 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney

 

Dream Of Tomorrow

Pairing: KhunWoo
Genre: เอิ่มมม.. ไม่รู้ ไม่รู้สิ = ='
Rate : NC-17

 

 

 

                เมื่อถึงจุดจบของโลก สิ่งของฟุ่มเฟือยหรูหราเหล่านี้ ไม่มีค่าอะไรเลย เมื่อมีเพียงกลิ่นของความตายที่ลอยฟุ้งในอากาศ คฤหาสน์โอ่อ่าใหญ่โตก็ไร้ความหมาย จุนโฮย่างเท้าบนพื้นครัวที่ถูกปูด้วยหินอ่อนราคาแพง ไม่มีใครอยู่ที่นี่แล้ว เมื่อพวกเขามาถึง ประตูหน้าที่มีลูกบิดทำด้วยทองเหลืองถูกพังเข้ามา ข้าวของล้มระเนระนาดราวกับถูกพายุแห่งความตายกระหน่ำโจมตีอย่างรวดเร็วในค่ำคืนที่เงียบสงบ มีรอยเลือดลากยาวในห้องรับแขกที่ครั้งหนึ่งพรมชุ่มเลือดนั้นเป็นผืนพรมนุ่มที่สั่งนำเข้าจากประเทศตะวันออกกลาง เส้นไหมพรมแห้งกรังด้วยของเหลวสีดำคล้ำ โคมไฟระย้าบนเพดานสูงยังถูกเปิดสว่างไสว แต่ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิต... หรือสิ่งไร้ชีวิต... อยู่แถวนี้ แต่เขาก็ไม่สามารถวางใจได้ พวกมันมีอยู่ทุกที่ ออกล่า และพร้อมจะพุ่งเข้าจู่โจม จุนโฮเปิดตู้ด้านบนเคาต์เตอร์ครัว และกวาดอาหารกระป๋องพวกนั้นใส่ในถุงใบใหญ่ที่เขาเตรียมมา เขาไม่สามารถเรียกมันว่าการขโมยได้ในเมื่อเจ้าของบ้านคงไม่มีโอกาสได้ใช้มันอีกแล้ว

 

                “อูยอง..” เขาตะโกนเรียก เมื่อเขาตุนเสบียงได้มากพอกับที่ต้องการ

 

                “อูยอง เราควรไปได้แล้ว”

 

                พวกเขาแยกกันตอนที่เข้ามาถึง เขามาหาอาหาร และอูยองจะหาเสื้อผ้า และถ้าโชคดีพวกเขาอาจจะเจอยาและอุปกรณ์ปฐมพยาบาล ซึ่งมันจะช่วยพวกเขาได้มากในระหว่างการเดินทาง

 

                ความเงียบของอูยองทำให้หัวใจของเขาเต้นถี่เร็ว เขายังไม่ได้สำรวจบ้านนี้ให้ทั่ว ความสะเพร่าของเขา เขาไม่น่าปล่อยให้อูยองไปคนเดียว ความหวั่นกลัวทวีขึ้นทุกขณะที่เขาตะโกนเรียกพี่ชายฝาแฝดของตัวเอง มือของเขากำแน่นที่ด้ามปืนซึ่งถูกเหน็บไว้ที่เอว

 

                “อูยอง ให้ตายเถอะ ตอบสิ!!”

 

                เขาเห็นมันแล้ว...

 

                ที่นอกหน้าต่างนั่น พวกมันตัวหนึ่งกำลังยืนมองอย่างหิวโหยในมุมมืดของบ้านฝั่งตรงข้าม ร่างกายที่บิดเบี้ยวจนแทบไม่เหลือเค้าโครงของมนุษย์ ดวงตาลึกโบ๋ มันเงยหน้าขึ้นใช้ปลายจมูกอันน่าสะอิดสะเอียดสูดกลิ่น ก่อนจะแยกเขี้ยวที่เต็มไปด้วยเลือดและน้ำลายเหนียว พวกเขาต้องรีบไปจากที่นี่ ถ้าความมืดโรยตัวลงมาเมื่อไหร่ พวกมันต้องพากันยกโขยงกันมาที่นี่แน่

 

                “จุนโฮ” มือข้างหนึ่งจับแขนของเขาเอาไว้

 

                “อูยอง นายหายไปไหนมา พวกมันอยู่ที่นี่ อยู่อีกฝั่งนึง” จุนโฮถอนหายใจเมื่อเห็นหน้าอูยอง ก่อนจะรีบกระซิบกระซาบ จนไม่ทันสังเกตเห็นแววตาของคนพี่

 

                “จุนโฮ”

 

                “เราต้องรีบไปแล้ว ไปเถอะ”

 

                “จุนโฮ” อูยองรั้งแขนของเขาไว้

 

                “มีคนอยู่ที่นี่” อูยองสบตาของเขา “เขายังไม่ตาย”

 

 

                “นายต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ” จุนโฮสบถ หลังจากที่พวกเขากลับขึ้นมาในรถเก๋งคันเก่าที่พวกเขาเจอมันถูกจอดทิ้งเมื่อวันก่อน ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่อูยองแบกออกมาจากบ้านหลังนั้นนอนขดอยู่ที่เบาะหลัง

 

                “แต่เขายังไม่ตาย”

 

                “ยังไม่ตาย แต่กำลังจะ.. และก็กำลังจะฆ่าพวกเราได้ด้วย” จุนโฮพยายามคุมสติ หลังจากเหวี่ยงพวงมาลัยรถจนเกือบจะพาพวกเขาออกนอกเลนถนน ถึงแม้ว่ามันแทบไม่มีโอกาสที่จะมีมนุษย์คนไหนขับรถมาในฝั่งตรงข้ามก็เถอะ

 

                “เขาโดนมันกัด อูยอง เขาโดนกัด และเขาจะกลายเป็นเหมือนพวกมัน”

 

                “แต่ตอนนี้เขายังเป็นมนุษย์” อูยองสวนกลับ เขาน่าจะรู้ น่าจะรู้อยู่แล้ว พวกเขาใช้ชีวิตทั้งชีวิตมาด้วยกัน แต่อูยองก็น่าจะรู้บ้างว่ามันมีความต่างระหว่างลูกหมาหลงทาง กับคนที่กำลังจะกลายเป็นซอมบี้

 

“เขายังเป็นมนุษย์เหมือนพวกเรา”

 

                แววตามุ่งมั่นของอูยอง ทำให้เขาไม่สามารถเถียงอะไรได้อีก เขาเหลือบมองกระจกหลังที่ร่างของชายคนนั้นนอนขดอยู่ ผิวของเขาซีดเผือด ดวงตาลึกโหลหลับสนิท เขาแต่งกายดี แน่ล่ะจากในบ้านหลังใหญ่ขนาดนั้น แต่ความร่ำรวยช่วยเหลืออะไรใครไม่ได้เมื่อความตายมาถึง ชายหนุ่มคนนี้ดูอายุไม่น่าจะห่างจากพวกเขาเท่าไหร่นัก ใบหน้าอิดโรยดูคมคาย และหล่อเหลาอย่างที่คาดเดาได้ไม่ยากว่าก่อนหน้านี้ชายคนนี้เป็นผู้ชายที่ดูดีมากทีเดียว

 

                พระอาทิตย์เลื่อนคล้อยต่ำมากขึ้นทุกที จุนโฮเหยียบคันเร่งแข่งกับเวลาที่ไล่ตามมา เขาจะต้องออกจากตัวเมืองก่อนมืด มันไม่มีที่ไหนที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นหรอก แต่ยิ่งที่ๆเคยมีมีคนอยู่มากเท่าไหร่ ก็คือแหล่งอาหารของพวกผีดิบพวกนั้นมากขึ้นเท่านั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากโรคระบาดปริศนาที่คร่าชีวิตคนไปกว่าร้อยคน ก่อนที่จะทันมีพิธีศพให้คนเหล่านั้น พวกคนที่ตายไปแล้วราวกับได้ปฏิเสธพรจากสวรรค์และรับคำลวงอันหอมหวานจากซาตาน พวกเขาฟื้นกลับขึ้นมาบนโลกในร่างของปีศาจร้าย กัดกิน และแพร่เชื้อ จนในเวลาเพียงไม่ถึง 48 ชั่วโมง โซล... เมืองหลวงของสาธารณะรัฐเกาหลีใต้ กลายเป็นเมืองร้าง ในยามกลางวัน พวกมันหลบซ่อนอยู่ตามซอกหลืบที่มืดมิด ตอนกลางคืนพวกมันออกเดินพล่านราวกับที่นี่คือนรกบนดิน

 

                “เราจะพักที่นี่” จุนโฮดับเครื่อง พวกเขามาถึงลานกว้างแห่งหนึ่งปกคลุมด้วยหญ้าสั้นๆที่ชื้นด้วยไอน้ำค้าง คืนนี้ฟ้าโปร่ง มีลมพัดโชยอ่อนๆ เมฆบางเบาเคลื่อนผ่าน ไม่มีที่ให้ผีดิบพวกนั้นซ่อนตัว ไม่มีทางที่พวกมันจะโผล่มาโดยที่พวกเขาไม่เห็น

 

                อูยองคลานเข้าไปที่เบาะหลัง สะกิดเรียกบนผิวเย็นเฉียบที่ชื้นเหงื่อ

 

                “นายเป็นไงบ้าง”

 

                ร่างสูงขยับตัว พร้อมส่งเสียงครางออกมาเบาๆ

 

                “เราจะแวะพักกันที่นี่ ไปเถอะ”

 

                จุนโฮมองดูอูยองพยุงร่างนั้นออกมาอย่างไม่ค่อยจะสบายใจนัก เขารู้ว่าชายคนนั้นยังเป็นมนุษย์ แต่เมื่อไหร่ล่ะ ที่พวกเขาจะถูกมองว่าเป็นอาหารแทนที่จะเป็นผู้ช่วยชีวิต

 

                “นิชคุณ” เขาได้ยินเสียงอูยองเรียกชื่อชายคนนั้น เอาล่ะ อย่างน้อยก็ยังมีชื่อ

 

                “ทานซุปหน่อยนะครับ เดี๋ยวผมอุ่นให้” อูยองเปิดกระป๋องซุป อุ่นมันเหนือกองไฟที่พวกเขาช่วยกันจุดขึ้น

 

                นิชคุณนั่งชันเข่าในผ้าห่ม ริมฝีปากแห้งผากค่อยๆละเลียดซุปข้าวโพดที่อูยองเป็นคนป้อนให้ ใบหน้าที่ซีดเซียวซับสีเลือดขึ้นทีละน้อย ทำให้อูยองใจชื้น และยิ้มออกมา เขาขึ้นไปเอาเสื้อผ้าที่ชั้นบน ตอนที่จุนโฮหยิบอาหารอยู่ในครัว ในห้องที่สองที่เขาเข้าไป ที่พื้นข้างเตียง เขาเจอนิชคุณ เสียงแห้งพร่ากระซิบเรียกเขา เต็มไปด้วยความหวั่นกลัว และตื่นตระหนก

 

                “ขอผมดูแผลคุณหน่อย” อูยองรั้งแขนที่นิชคุณพยายามฝืนหนี เขาถกแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นผิวขาวจัด รอยเลือดเกรอะกรังผสมกับน้ำเหลืองซึมชื้นเหนียวติดอยู่บนปากแผล มันเป็นรอยกัด ไม่ลึกนัก แต่ก็ติดเชื้อรุนแรง รอบๆรอยแผลเป็นรอยช้ำสีม่วงขนาดใหญ่จนน่ากลัว

 

                “ผมจะทำแผลให้คุณนะ”

 

นิชคุณเบือนหน้าหนีเขา อูยองถือว่ามันเป็นคำอนุญาต

 

 

                แขนซ้ายของเขาไม่ค่อยมีความรู้สึกนัก หรืออาจเป็นเพราะมันปวดจนเขาสับสน บางทีมันเจ็บจนเขารู้สึกเหมือนเนื้อหนังกำลังจะหลุดออกจากกระดูก บางทีมันชาจนเขาไม่รู้สึกอะไร จนเมื่อนิ้วมือเล็กๆนั้นค่อยๆทำแผลให้เขาอย่างเบามือ นิชคุณรู้สึก มือของอูยองอุ่น ผิดจากความหนาวเย็นที่แทรกผ่านมาจากด้านในกระดูกของเขาเอง ความอุ่นนั้นทำให้อาการปวดของเขาน้อยลง แผลของเขาถูกทำความสะอาด และพันผ้าปิดไว้อย่างเรียบร้อย อูยองอมยิ้มน้อยๆด้วยความภูมิใจในฝีมือของตัวเอง

 

“เสร็จแล้วครับ”

 

                เขาได้ยินเสียงลมหายใจ ลมหายใจเป็นจังหวะลึกและยาว อูยองหันมองร่างที่นอนอยู่ข้างๆ เปลือกตาปิดสนิท เขายังจำดวงตาคู่นั้นได้ ดวงตาที่เงยขึ้นสบตาเขา ดวงตาที่แม้เพียงแวบแรกที่ได้เห็น เขาสาบานว่าเขาไม่เคยเห็นอะไรที่สวยงามเท่านั้นมาก่อน แววตาที่ทำให้เขาเชื่อว่าวิญญาณในร่างนี้ จะไม่มีวันกลายเป็นปีศาจร้าย แววตาที่ทำให้เขาไม่สามารถทิ้งนิชคุณไว้ได้

 

                “ขอบคุณนะ”

 

                อูยองหน้าร้อนผ่าวราวกับถูกจับได้ว่าเขาแอบจ้องมอง เมื่อนิชคุณกระซิบด้วยเสียงต่ำนุ่มผ่านริมฝีปากซีดเซียว

 

                นิชคุณพลิกกายมาทางเขา เป็นครั้งแรกที่อูยองได้มองเห็นนิชคุณเต็มๆตา จมูกโด่งเป็นสันคม ริมฝีปากหยักอิ่มได้รูป คิ้วเข้มดำดกหนาเหนือดวงตากลมโตสีช็อกโกแลตที่สะกดเขาราวกับมีมนต์วิเศษ

 

                “คุณดูดีขึ้นแล้ว” อูยองพูด แตะมือลงบนหน้าผากของอีกคน “หนาวมั้ย”

 

                นิชคุณพยักหน้า

 

                “คุณโชคดีที่ผมขโมยเสื้อผ้าคุณมาเยอะนะ” อูยองหัวเราะ เขาลุกไปที่รถเพื่อหยิบเสื้อแจ็กเก็ตตัวหนึ่งจากในกระเป๋า

 

                ร่างที่สั่นเทาขยับเข้าไปในเสื้อที่อูยองสวมใส่ให้ น้ำเสียงที่อ่อนโยน ทำให้เขาไม่กล้าที่จะบอกอูยองว่า เสื้อผ้าไม่สามารถทำให้เขาหายหนาวได้ ความหนาวเย็นที่มาจากตัวเขา ภายในร่างกายของเขา   

 

                “ผมหยิบมาจากห้องคุณ คุณคงไม่ว่านะ” อูยองเอ่ย ชูแขนที่สวมนาฬิกาสีเงินให้นิชคุณดู “มันเป็นของคุณใช่มั้ย”

 

                “แต่นายใส่แล้วดูดีกว่าฉัน” นิชคุณเอ่ย เสียงหัวเราะของเขาเบาและแหบ

 

                “ผมใส่มันได้ใช่มั้ย”

 

                “อื้อ เอาสิ”

 

                “ว้าว.. ผมไม่เคยมีของแพงๆอย่างนี้เลย” อูยองยิ้มอย่างร่าเริง ชูแขนขึ้นจนสุดแขน มองนาฬิกากรอบเงินซึ่งล้อมกรอบหน้าปัดทรงกลมสีดำ มีเพชรเม็ดเล็กฝังอยู่แทนตัวเลขเหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าที่มืดสนิท อูยองครุ่นคิด ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นนั่ง นิ้วมือค่อยๆแกะสร้อยคอที่ตัวเองสวมใส่อยู่  จี้ทำจากหินสีดำวาววับในความมืด

 

                “ผมไม่อยากเอาของคุณมาฟรีๆ ผมรู้ว่าราคามันคงสู้กันไม่ได้ แต่มันก็เป็นของมีค่าอย่างเดียวที่ผมมี” อูยองใส่สร้อยเส้นนั้นให้นิชคุณ “มันจะช่วยปกป้องคุณ”

 

                อูยองกระซิบ มือบางทาบบนหน้าอกของนิชคุณเหนือสร้อยเส้นนั้น อุ่น ... จู่ๆความง่วงงุนก็พากันเข้ามาโจมตีให้เปลือกตาของเขาหนักอึ้ง เขาได้ยินเสียงฮัมเพลงเบาๆ เขาอยากจะคุยกับอูยองต่อ แต่เขาไม่สามารถฝืนความง่วงนี้ได้ ความง่วงที่เขาเคยฝืนปฏิเสธด้วยความหวาดกลัว เขากลัวว่าหากเขาหลับตา แล้วเขาจะไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก ไม่ได้ตื่นขึ้นในสภาพเดิม ด้วยวิญญาณดวงเดิม แต่สัมผัสของอูยองทำให้เขาผ่อนคลาย ทำให้เขาเชื่อว่าพรุ่งนี้จะต้องมาถึง

 

 

                เสียงวิทยุดังซ่าขณะที่อูยองพยายามหมุนเครื่องเสียงเก่าๆเพื่อหาสัญญาณ

 

                “นายน่าจะปิดมันซะ”

 

                “พวกเขาอาจจะใช้มันประกาศอะไรอีกก็ได้”

 

                “หรือไม่อาจจะไม่มี พวกเขา แล้วก็ได้ เราอาจเป็นมนุษย์สองคนสุดท้ายบนโลก ตลอดทางที่ผ่านมานายเห็นใครสักคนมั้ย มีแต่ความตายเท่านั้นแหละ”

 

                อูยองกดปิดวิทยุที่ส่งเสียงซ่าอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะหันไปหาจุนโฮที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับ ดวงตาเรียวของคนเด็กกว่ามองตรงออกไปที่ถนน

 

                “เราได้ยินมันเหมือนกันไม่ใช่หรอจุนโฮ พวกเขาบอกว่ามีค่ายพักพิง ที่นั่นปลอดภัย พวกเขาจะช่วยเรา แล้วเขาก็จะมียาเพื่อรักษานิชคุณ”

 

                 “มันไม่มียารักษาสำหรับคนที่ตายไปแล้วหรอก อูยอง”

 

                “แต่นิชคุณยังไม่ตาย”

 

                “เขาติดเชื้อ เขาโดนกัด นายก็เห็นแผลนั่น”

 

                “ใช่ และที่นั่นจะมียารักษา สำหรับคนที่ติดเชื้อ

 

                จุนโฮตบกระปุกเกียร์ โดยไม่พูดอะไร

 

                สองวัน... นั่นมันสองวันที่แล้วที่พวกเขาได้ยินประกาศเรื่องนั้นในวิทยุ พวกเขาจึงออกเดินทาง แต่หลังจากนั้นพวกเขาไม่เคยได้ยินอะไรนอกไปจากเสียงซ่าๆที่ยาวนานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

                “นายจะไปไหน” จุนโฮเอ่ย เมื่ออูยองปลดเข็มขัดนิรภัยออก

 

                “นอน ฉันนั่งเฝ้ายามให้นายทั้งคืนจำได้มั้ย” อูยองปีนไปที่เบาะหลัง “ฉันต้องการการพักผ่อนด้วยเหมือนกัน”

 

                “เฮ้” ร่างเล็กยิ้มทักนิชคุณ “ขอผมนั่งด้วยได้มั้ย”

               

 

 

             &