There's no place like home,
and home can never be home without you

Pairing: KhunWoo
Genre: fluff ... a lot of fluff!!
Rate : PG
 
 

                  ถ้าคุณทำงานแบบผม คุณจะเลิกสนใจว่ามันจะเป็นเช้าวันจันทร์ หรือวันเสาร์ หรือแม้กระทั่งบ่ายวันอาทิตย์ ตารางเวลาที่เคยอัดแน่นเจ็ดวันรวด และทำให้เรามีเวลาพักเพียงแค่สามชั่วโมงต่อวัน ซึ่งนั่นทำให้เวลาที่จะได้หลับจริงๆมีอยู่เพียงหนึ่งชั่วโมงกับอีกไม่กี่นาทีนิดๆ ทำให้ผมเลิกสนใจไปแล้วว่าผมสมควรที่จะมีวันได้หยุดพักผ่อนบ้าง ผมขอแค่ให้ได้มีเวลาเอนหัวลงบนหมอนนั่นก็เพียงพอแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเช้าตรู่อย่างวันนี้ หากผมจะตื่นขึ้นเพราะเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่วิ่งลงบันไดตึงตังขึ้นมา มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะต่อว่าอะไร อันที่จริงผมคิดว่าผมรู้ว่าเจ้าของเสียงดังนั้นเป็นใคร และมันทำให้ผมยิ้มออกมาถึงแม้จะยังขี้เกียจลืมตาอยู่สักหน่อย เพราะถ้านับกันจริงๆการที่ผมเพิ่งได้กลับมานอนบนเตียงของตัวเอง หลังจากที่เดินทางข้ามทวีปมาจากแอฟริกากว่าสิบสองชั่วโมง การนอนหลับเป็นตายเป็นเรื่องที่ผมปรารถนาที่สุด แต่ยังไงก็เถอะ ตอนนี้ผมมีเรื่องที่น่าสนใจกว่านั้น ผมยังคงหลับตารอถึงแม้ว่าริมฝีปากจะคอยเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอยู่เรื่อย จนเมื่อฝีเท้านั้นมาหยุดอยู่หน้าประตูห้อง เสียงบิดลูกบิดประตูเบาๆ ก่อนเจ้าของร่างในชุดนอนสีฟ้าอ่อนจะแทรกตัวเข้ามา และปิดประตูลงอย่างเงียบกริบ ผมเดาไม่ผิดหรอกว่าใครเป็นคงที่วิ่งออกมาจากห้องนอนตัวเอง และแอบเข้ามาในห้องของผมแต่เช้าตรู่

 

                ผมยังคงหลับตา ฟังเสียงพึมพำเบาๆว่า “อ่า.. ยังไม่ตื่นหรอ” เสียงฝีเท้าที่ก้าวเดินวนไปวนมาอยู่สักพัก จินตนาการถึงริมฝีปากสีแดงเล็กๆรั้นๆนั้นกำลังจะเบะ และแก้มก้อนกลมนั้นกำลังพองเข้าพองออกตามแรงถอนหายใจ จนผมรู้สึกสงสารกลัวว่าความกระตือรือร้นที่วิ่งลงมาของเขาจะเสียเที่ยว แต่อาจจะเป็นเพราะผมยังคงนอนไม่พอ และติดค้างจากอาการเมาเครื่องบินอยู่นิดหน่อย เมื่อผมลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อจะคว้าข้อมือของคนที่เพิ่งจะถอนหายใจอย่างผิดหวังและกำลังจะเดินกลับออกไป ผมถึงสูญเสียการทรงตัว และกลายเป็นว่าพาร่างของเขาให้ล้มกลับลงมาบนเตียงพร้อมกัน ผมหัวเราะเมื่อได้ยินเสียงโวยวายของเขา ที่เหมือนจะบ่นพึมพำไปถึงเรื่องไอศกรีมที่กินไปเมื่อวาน และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผมยังคงไม่เข้าใจว่าเขาสามารถทำได้ยังไงในการพูดถึงเรื่องต่างๆได้อย่างมากมายที่ไม่ได้จะเข้ากับสถานการณ์เท่าไหร่นัก

 

                “อรุณสวัสดิ์ครับ” ผมกระซิบกับร่างที่ล้มลงมานอนนิ่งบนตัวผม เขาขยับตัวเล็กน้อย เพื่อที่จะหาท่านอนที่สบายมากขึ้น...ซึ่งก็ยังคงอยู่บนตัวผม และมุดเอาศีรษะตัวเองมาซุกอยู่ที่ซอกคอ ผมได้ยินเสียงสูดลมหายใจลึกๆอยู่สองสามที ลมหายใจอุ่นๆรดที่ลำคอของผม ขณะทีริมฝีปากเล็กๆนั้นพึมพำว่า “หอมจัง” “กลับมาแล้วจริงๆด้วย” ตามด้วยเสียงหัวเราะคิกคักในลำคอ ก่อนที่ผมจะได้กังวลว่าผมอาจจะกำลังโดนน้องฉวยโอกาสทางร่างกาย ซึ่งจริงๆเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องเอามากๆ เพราะผมต้องเป็นคนลวนลามเขาต่างหาก ร่างเล็กที่นอนอยู่บนตัวผมก็หาวออกมา จางอูยอง.. จะน่ารักเกินไปจริงๆแล้วนะ

 

                “ไปนอนต่อก่อนมั้ย”

 

                “งื้อออ..ม่ายย” เสียงโวยวายอู้อี้ ก่อนที่เจ้าตัวเล็กจะเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาคู่เล็กที่ยังคงปรือจนเหมือนจะลืมไม่ขึ้น ทำให้ผมสงสัยว่าเขาวิ่งลงบันไดมาได้ยังไงโดยไม่หกคะมำไปซะก่อน

 

                “เมื่อวานพอกลับมาแล้ว ผมจะรอพี่คุณ แต่ผมเผลอหลับไป พอตื่นมาเราก็ต้องออกไปกันแล้ว มันตั้งสองอาทิตย์ ไม่ใช่สิ มันก่อนหน้านั้นอีก ตอนที่ผมไปทำงานที่ไทย แล้วก็ผมยังไม่ทันได้คุยกับพี่คุณเลย พี่คุณก็บินไปประเทศอะไรนะ”

 

                “แทนซาเนีย”

 

            “นั่นแหละ แล้วผมก็โทรหาพี่ แต่พี่แทคยอนบอกว่าที่นั่นไม่มีสัญญาณหรอก ผมส่งข้อความไปในทวิตเตอร์ด้วยนะ แต่พี่แทคก็บอกว่าที่นั่นไม่มีไฟฟ้าด้วยซ้ำ  แต่ผมก็เปิดเข้ามาทุกวัน แต่พี่ก็ไม่ตอบ แล้วผมก็ไปที่เจจูด้วย ไปทำงาน ผมนึกว่าผมจะได้เจอชานซองบนทางด่วนซะอีก แต่ชานซองก็บอกผมว่า เขาจะขึ้นเครื่องบิน อะไรกัน ทำไมผมถึงไม่ได้นั่งเครื่องบินล่ะ แล้วผมก็เจอพายุฝน สองครั้งเลยล่ะ ครั้งแรกก็ตอนอยู่ไทยไง ผมกลัวมากเลยล่ะ ไม่ได้กลัวฝนหรอกนะครับ แต่เพราะเวทีมันเปียกไปหมดเลยต่างหาก ผมกลัวจะลื่นมากๆเลย แต่มันก็ผ่านไปด้วยดี แล้วไฟ ไฟที่แฟนๆทำให้ก็สวยมากๆเลยครับ ฮอตเตสนี่เป็นเหมืองดวงดาวของผมเลยนะ”

 

                เคยเห็นเด็กที่หลับตาอยู่ แล้วพูดไม่หยุดมั้ยครับ ผมกำลังมองเด็กคนนั้นอยู่ ตอนนี้เลย พูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อย ผมเคยคิดว่าผมคิดถึงเขา แต่การที่ตอนนี้ผมได้ยินเสียงของเขาจริงๆ ได้รับรู้ถึงน้ำหนักที่กดทับอยู่บนตัวเอง ผมก็รู้ตัวว่าผมคิดถึงไอ้เด็กคนนี้มากกว่าที่ตัวเองคิดอีก

 

                “แล้วผมก็ได้ไปโอกินาว่า พี่คุณจำได้มั้ยครับ ตอนที่เราไปด้วยกัน แล้วพี่คุณพาผมไปกินไอติมร้านที่มันอร่อยๆ แต่ฝนตกอีกแล้วครับ เหมือนพายุมันตามผมไปทุกที่ที่ผมไปเลย ผมก็เลยออกไปไม่ได้ คราวนี้คอนเสิร์ตผมถูกยกเลิกเลยล่ะครับ ไม่ได้ขึ้นแสดงแล้วก็ไม่ได้กินไอติมด้วย แต่เวทีก็จะไม่ลื่น เพราะผมไม่ได้ขึ้นแสดงนี่ครับ ก็เลยไม่มีเวที แล้วผมก็อยู่คนเดียว ผมส่งข้อความหาพี่จุนซู พี่เขาก็ไม่ตอบผมเลยล่ะครับ ถึงแม้ว่าเขาจะตอบวันรุ่งขึ้น แต่มันก็ต้องใช้เวลาตั้งวันนึง วันนึงกว่าเขาจะเห็นข้อความของผม โชคดีที่โจควอนกับจินอุนอยู่ด้วย พวกเราไปกินข้าวด้วยกัน แล้วผมก็เลยไปนอนเล่นห้องที่ห้องสองคนนั้น แล้วผมก็หลับไปเลย พอวันต่อมาอากาศก็ขึ้นแล้วล่ะครับ ผมให้นูน่าพาผมไปกินไอติมแล้วด้วย สุดยอดเลยครับ แล้วมันก็เป็นช่วงฮัลโลวีน ร้านต่างๆก็แต่งเป็นธีมฮัลโลวีนด้วยล่ะครับ ผมถ่ายรูปมาเยอะแยะเลย แต่สู้ที่พี่คุณถ่ายให้ไม่ได้หรอก”

 

                อูยองหัวเราะจนตาหยี ก่อนที่จะคลานขึ้นมาเอาจมูกแตะแก้มผม แบบไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ผมอาจกำลังโดนน้องหลอกให้ตายใจก่อนที่เขาจะลวนลามผมอยู่จริงๆก็เป็นได้

 

                “จางอูยอง...” ผมอดหัวเราะไม่ได้ ขณะที่ลูบศีรษะของเขาไปมา ไม่มีคำไหนจะมาจำกัดความความน่ารักของเขาได้เท่าคำนี้แล้วล่ะครับ

 

                “ผมแต่งเพลงด้วยนะครับ แต่ผมจะไม่บอกพี่คุณหรอก มันเป็นความลับของผมกับพี่จุนซู แต่ถ้าผมทำมันเสร็จแล้ว ผมจะให้พี่คุณฟังนะครับ พี่คุณต้องรอฟังนะครับ”

 

                “อื้มม”

 

                “ช่วงนี้ผมฟังเพลงทุกแนวเลยล่ะครับ ผมฟังเพลงเยอะๆ เพราะผมกำลังจะเป็นนักแต่งเพลง ถ้าเราแต่งเพลง เราจะได้ค่าลิขสิทธิ์ด้วยนะครับ จะได้ไปตลอดชีวิตเลย”

 

                “ครับ คนเก่ง” นอกจากจะน่ารักแล้ว แก้มของจางอูยองยังมีแรงดึงดูดพิเศษให้คนอยากเอามือไปหยิกดูสักทีด้วยนะ ซึ่งสำหรับผมมันอยากให้ผมกดจมูกลงสูดหลายๆทีตามไปด้วยอีก

 

                เมื่อเห็นว่าแก้มนิ่มๆนั้นเป็นสีชมพูได้ทีดีแล้ว ผมถึงปล่อยเจ้าตัวแสบให้กลิ้งตัวลงจากตัวผมไปในที่สุด แต่ผมสูดหายใจเต็มท้องได้อยู่ไม่กี่ทีหรอกครับ จางอูยองที่เอาจริงๆก็ตัวไม่เล็กสักเท่าไหร่ก็เลื้อยกลับขึ้นมาเอาคางเกยบนอกผม และจ้องหน้าผมตาแป๋ว

 

                “สนุกมั้ย ฉันไม่อยู่ ได้เที่ยว ได้เล่นเยอะเลยนะ”

 

                จางอูยองส่ายหัวไปมา ปากมุ่ยเหมือนครุ่นคิดอะไรที่สำคัญมากๆอยู่  ก่อนจะเอื้อมเอานิ้วมือเล็กๆของเขามาแตะจมูกของผม นิ้วชี้ของเขาแตะที่ปลายจมูกของผม แตะ ปล่อย แตะ ปล่อย

 

                “มันก็สนุก... แต่พอผมไม่มีอะไรทำแล้ว มันก็น่าเบื่อนะครับ”

 

                “นี่นายนึกถึงฉันเฉพาะตอนที่ไม่มีอะไรทำเท่านั้นหรอ”

 

                อูยองยิ้ม ก่อนจะพลิกตัวไปนอนข้างๆผมแทน อะไรกัน จู่ๆคิดจะลงจากตัวผมก็ลงไปง่ายๆงั้นหรอ หลังจากทำกระดูกซี่โครงผมชาไปทั้งสองซีก

 

                “คิดถึงฉันรึป่าว” ผมโน้มลงไปมอง เจ้าของริมฝีปากที่เม้มเป็นเส้นบาง พวงแก้มขาวเจือสีชมพูอ่อน และเปลือกตาที่ปิดสนิท ขนตาชื้นด้วยหยาดน้ำที่เจ้าตัวพยายามหลบซ่อนไว้ไม่ให้ไหลออกมา ไม่ใช่อะไรที่ผมจะไม่สังเกตเห็น

 

                “เฮ้... ไม่ร้องสิครับ คนเก่ง มาเล่าเรื่องสนุกๆให้พี่ฟังต่อนะ”

 

                “ไม่ได้ร้องสักหน่อย” ร่างเล็กบ่นอุ้บอิ้บ ก่อนจะสูดน้ำมูกฟืดใหญ่ ปลายจมูกเรียวเป็นสีแดงเรื่อ

 

                ผมกุมมือของเขาขึ้นมาจูบลงทีละนิ้วจนครบ อูยองลืมตาขึ้นมา และฉีกยิ้มที่ปนทั้งความน่ารักและเขินอายอยู่ด้วยกัน ถึงแม้ดวงตาจะยังคงเอ่อคลอ เขาใช้หลังมืออีกข้าง ป้ายน้ำตาของตัวเอง ปากยังคงพึมพำ “ก็บอกว่าไม่ได้ร้องไงล่ะ”

 

                ช่วยบอกเหตุผลสักสองสามข้อให้ผมไม่ก้มไปจูบริมฝีปากบางที่ดื้อรั้นนั้นที หนึ่ง.. สอง.. สาม.. ผมนึกไม่ออกเลยครับ ผมแตะปากลงบนกลีบปากสีชมพูฉ่ำ จูบเบาๆ พอให้พวงแก้มของเด็กดื้อได้ร้อนผ่าว

 

                “เล่า.. เล่าให้.. ผมฟัง เรื่องแทนซาเนีย บ้างสิครับ” อูยองพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก หลังจากที่ผมถอนจูบออกมา

 

                “อ่า.. ฉันมีเรื่องจะเล่าให้ฟังเยอะแยะเลย แต่เราก็ตื่นกันมาสักพักแล้วนะ ฉันเริ่มหิวแล้วล่ะ”

 

                “มักกะโรนีกับชีส” อูยองพูดขึ้นมาทันที ผมเลิกคิ้วขึ้น

 

                “ผมอยากกิน พี่คุณทำให้กินหน่อยนะ”

 

                “อันที่จริงฉันกำลังอยากกินอะไรขาวๆ กลมๆ นิ่มๆ” ผมพูดพร้อมงับแก้มของอูยองเล่นเบาๆ กำปั้นเล็กๆของเขาผลักผมออกแล้วทำตาเขียวปั้ด อยากจะบอกเขาจริงๆว่าเด็กสองขวบยังไม่กลัวเลยครับ

 

                 “ฉันก็อยากทำให้นะ แต่ฉันคิดว่าเรามีของไม่ครบหรอก แล้วถ้าจะออกไปซื้อ ฉันว่ากว่าเราจะได้กินกัน คงเป็นมื้อเที่ยงพอดี ฉันขับรถออกไปไม่ได้แล้วนะ อย่าลืมสิครับ ถ้าเราเดินออกไป แล้วกว่าจะเดินกลับ”

 

                บอกผมหน่อยว่าที่จางอูยองยิ้มนี่มันหมายถึงอะไรครับ อูยองยิ้มกว้าง ก่อนจะดึงตัวผมลงไปใกล้ๆ และกระซิบสิ่งที่เป็นเหมือนความลับสุดยอดของเขา

 

                “ผมมีใบขับขี่แล้วนะ” อูยองหัวเราะ “ต่อไป ผมจะขับรถให้พี่คุณเอง”

 

                “มีอะไรที่ยังไม่ได้เล่าให้ฉันฟังอีกมั้ย ตอนที่ฉันไม่อยู่ฉันพลาดอะไรไปบ้างเนี่ย” ผมช่วยดึงตัวอูยองขึ้นจากที่นอน อูยองยังคงหัวเราะแบบที่ผมเชื่อว่าเขากำลังแอบคิดอะไรอยู่คนเดียว อะไรที่ทำให้เขามีความสุขมากๆ

 

                “ไปแต่งตัวไป อูยอง”

 

            ผมบอก เมื่อหย่อนกุญแจรถลงบนมือที่ยื่นมาแบรอ

 

                อูยองพยักหน้า ก่อนจะหลุดหัวเราะพรืดออกมา “ต่อไปพี่คุณก็หนีผมไปเที่ยวไม่ได้แล้วนะครับ”

               

 

            ผมจับรถเข็นให้นิ่งขณะมองดูเด็กบางคนปีนเข้าไปนั่งข้างใน เด็กคนเดียว