[SF] Wing

posted on 20 Jun 2012 18:22 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney directory Fiction
 
 
 
Wing
Pairing: KhunWoo
Genre: Agnst
Rate : R
warning : *มีเนื้อหารุนแรงในบางส่วน โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน*
 
 
 

                คุณเชื่อมั้ยว่าโลกนี้ประกอบไปด้วยผู้คนที่เห็นแก่ตัว เปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งผยอง การดูถูก และความหลอกลวง ทุกสิ่งที่ประกอบกันสร้างโลกที่สวยงามใบนี้ขึ้นมา ปกป้องความเน่าเละของมันด้วยรอยยิ้มที่เสแสร้ง เหยียบย่ำผู้อื่นและยกตนให้อยู่สูง เราทุกคนต่างก็กำลังดำเนินไปตามทางนั้น ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ไม่มีใครดี ไม่มีใครชั่ว มันเป็นกฏธรรมชาติ กฎของการอยู่รอด ความเห็นอกเห็นใจ ล้วนเป็นสิ่งหลอกลวง ที่ถูกหยิบยกมาหลอกให้ตัวเองรู้สึกดี ความรู้สึกที่ว่าได้เป็นคนที่ดีกว่าคนอื่น ความรู้สึกดิ้นรนที่อยากจะอยู่เหนือจากผู้อื่น เราทุกคนต่างก็วิ่งวนและดิ้นรน อยู่ในวังวนที่ไม่จบสิ้น

 

                โลกที่เป็นอย่างนั้นมันจะสนุกอะไร เหมือนการนั่งดูฝูงปลาในบ่อ เหล่าปลาสวยงามที่ว่ายเวียนวน จะเป็นยังไงถ้าผมจะปาก้อนหินลงไปสักก้อน ตีโลกที่สุขสงบนั้นให้แตกกระจายออก มองดูความยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้น

 

 

                “เฮ้ย คุณ” เสียงของแทคยอนเพื่อนของผม “หลังเลิกเรียนเมิงจะไปไหนปะวะ”

 

                ผมไม่ตอบเขา สายตาผมหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มรุ่นน้องคนหนึ่งที่นั่งอยู่เพียงลำพังบนม้านั่งตัวถัดไป อะไรบางอย่างในตัวเขาทำให้ความคิดของผมมันลงล็อกได้อย่างพอดิบพอดีไปเสียหมด

 

                “หาอะไรเล่นสักหน่อย” ผมพึมพำ

 

                แทคยอนหรี่ตา ก่อนจะมองตามสายตาของผม

 

                “ไม่เอาน่าคุณ” คราวนี้เป็นเสียงกลั้วหัวเราะของทิฟฟานี “ฉันไม่คิดว่าเธอจะรสนิยมตกต่ำถึงขนานนั้นนะ”

 

                เธอพูดจบด้วยเสียงหัวเราะแหลมสูง

 

                “ฉันเคยได้ยินว่าเด็กนั่นมันเพี้ยนๆ” ชานซองกล่าว ตอนนี้เด็กคนนั้นเริ่มขยับตัว และมองมาทางพวกผม

 

                เขาสบตาผมอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะรีบก้มกลับไปอ่านหนังสือดังเดิม ผมเหยียดยิ้มที่มุมปาก รู้สึกถึงความตื่นเต้นที่สูบฉีดขึ้นมา

 

                “มิน่าถึงไม่มีใครคบ” ทิฟฟานีส่งเสียงหัวเราะอีกรอบ ก่อนจะเดินมาเกาะแขนผม

 

                “ไปกันเถอะคุณ อย่าเสียเวลาเลยน่า”

 

                “พวกนายไปกันก่อนเถอะ” ผมแกะมือของเธอออก ทิฟฟานีมองผมอย่างหัวเสีย ก่อนจะปั้นหน้ากลับไปยิ้มหวาน

 

                “นี่คุณคิดอะไรอยู่”

 

                ผมเงียบ

 

                “จะเล่นสนุกอะไรก็บอกพวกเราบ้างสิ” เธอกระซิบ

 

                ผมหัวเราะในลำคอ สังเกตว่าพวงแก้มของเด็กคนนั้นเรื่อสีขึ้นมาจางๆ “เธออย่าเพิ่งทำแผนฉันพังก็แล้วกัน”

               

 

 

 

                แผนของผม ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย มันคือการหย่อนเบ็ดลงไปในบ่อ พวกคนที่อ่อนแอ และไร้ค่า คนจำพวกเดียวกับเด็กคนนั้นที่ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวด้วย มันง่าย ถ้าเราจะเพียงมองผ่าน ดูถูก และเหยียดหยาม แต่มันสนุกกว่าไม่ใช่หรอ ถ้าเราจะหยิบยื่นมิตรภาพจอมปลอม หย่อนเบ็ดลงไปล่อเหยื่อ ก่อนที่จะทำลายความหวังของมันให้สิ้นซาก

 

                “อูยอง นายชื่ออูยองใช่มั้ย” นั่นแหละ ผมเริ่มแผนขั้นแรกด้วยการยิ้มให้เขา ผมถามชื่อเขาจากเด็กรุ่นเดียวกับอูยอง พวกเขาทำหน้าตารังเกียจเหมือนการพูดชื่อนี้ออกมาทำให้พวกเขาขนลุก แต่สุดท้ายผมก็รู้ชื่อเขา หลังเลิกเรียนอูยองเข้าไปนั่งในห้องสมุด อยู่กับหนังสือจำพวกตำนานปรัมปรา ผมนั่งมองเขาอ่านหนังสือพวกนั้น หลายๆครั้งผมต้องห้ามความรู้สึกของตัวเองที่อยากจะเดินเข้าไปทำลายแววตาที่เปล่งประกาย พรากความสุขทุกอย่างไปจากเขา แต่ผมรู้ว่าผมต้องอดทน ความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างนั้นมันทำให้หัวใจผมเต้นถี่เร็ว

 

                ผมรอจนเขาลุกขึ้น และเดินกลับบ้าน ผมปล่อยให้เขาเดินออกไปก่อน ก่อนที่จะเดินตามเขามา

 

 

                เขาพยักหน้าแทนการตอบคำถาม

 

                “ฉันชื่อนิชคุณนะ” ผมแนะนำตัวเอง

 

                “นายเป็นเด็กใหม่ใช่มั้ยละ งั้นฉันคงเป็นรุ่นพี่นาย แต่นายจะเรียกฉันนิชคุณเฉยๆก็ได้ ฉันไม่ถือหรอก”

 

                “นิคคุณ” ผมได้ยินเสียงเขาพึมพำ ด้วยเสียงที่เบามากๆ ผมยิ้ม มันแปลว่าเขาก็ตั้งใจฟังผมดีใช่มั้ยล่ะ

 

               “คืออย่างงี้นะ ฉันเห็นนาย... แล้วฉันคิดว่า ฉันอยากรู้จักนาย”

 

                ผมสังเกตว่าเขาเดินช้าลง เหมือนว่ากำลังครุ่นคิด

 

                “ทำไมนิคคุณต้องอยากรู้จักผมด้วยล่ะครับ”

 

                เขาหันมามองผม ดวงตากลมที่เป็นสีดำขลับช่างไร้เดียงสา จนผมอยากจะทำให้แปดเปื้อนไปเสียเดี๋ยวนั้น

 

                “ไม่ค่อยมีใครอยากยุ่งกับผม พวกเขาคิดว่าผม.. แปลก” เขาเอ่ยท้ายประโยคด้วยเสียงที่แผ่วเบา ก่อนจะก้มหน้าลงอย่างเขินอาย

 

                “นิคคุณ... ไม่คิดว่าผมแปลกหรอครับ”

 

                ผมยิ้มให้เขา “ฉันคิดว่านายพิเศษต่างหาก”

 

                ผมเห็นรอยยิ้มบางๆระบายขึ้นบนใบหน้าของเขา มันช่างง่ายดาย ง่ายดายเหลือเกิน ที่จะล่อเหยื่อตัวเล็กๆที่โง่เขลาด้วยความหอมหวาน ความพิเศษ ความสำคัญ เราทุกคนย่อมอยากมีความรู้สึกที่ได้เป็นคนสำคัญสำหรับใครสักคนไม่ใช่หรอ ต่อให้จะปฏิเสธมันเท่าไหร่ คุณจะพูดว่าคุณอยู่คนเดียวได้งั้นหรอ คุณต้องการจะอยู่อย่างไร้ตัวตนงั้นหรอ ไม่เอาน่า คุณก็รู้ว่าคุณกำลังโกหก... ผมมองดูรอยยิ้มของอูยอง ผมเริ่มสนุกกับมันแล้วสิ

 

 

                ผมยังคงทำซ้ำเช่นทุกวัน นั่งมองอูยองในห้องสมุด และเดินกลับบ้านพร้อมกับเขา บ้านของอูยองเป็นอย่างที่ผมคิดไว้ไม่ผิด บ้านหลังเล็กๆ ที่ดูช่างแสนธรรมดา ธรรมดาจนเหมือนเป็นเพียงกล่องสี่เหลี่ยมซึ่งบรรจุสิ่งมีชีวิตลงไปสองสามคน เราไม่ได้พูดอะไรกันมาก ซึ่งก็ดีแล้วการพูดคุยเจ๊าะแจ๊ะมันทำให้ผมขยะแขยง อูยองวางใจผมมากขึ้น เขายอมให้ผมนั่งลงตรงข้ามเขาตอนที่เขาอ่านหนังสือโดยไม่ว่าอะไร เขาเริ่มยิ้มให้ผมเวลาที่เจอหน้าผม อ่า... รอยยิ้มที่เหมือนว่าเขาดีใจที่ได้เจอผม ความบริสุทธิ์และจริงใจที่ผมอยากจะกระซิบความลับให้เขาฟัง... จุ๊ๆ เด็กน้อย นายกำลังโดนหลอกอยู่นะ

 


                ผมไม่เคยคิดว่าผมเป็นคนดี ไม่เคยเลย แต่ผมไม่คิดว่าผมเป็นคนเลวด้วยเช่นกัน ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ทุกอย่างก็เป็นไปตามทิศทางของมัน จุดจบของอูยองใช่ว่าจะดีกว่านี้ ถ้าผมไม่เข้ามายุ่งด้วย ดีไม่ดีอาจจะเลวร้ายก็นี้ คนอ่อนแอที่เป็นได้เพียงปลาเล็กในบ่อ สุดท้ายก็ต้องโดนปลาที่ใหญ่กว่ากินเข้าไป ผมแค่หยิบเขามาเล่น ก่อนจะปล่อยลงบ่อที่บ้าคลั่งนั้นอีกครั้ง

               

 

 

 

 

 

                วันนี้อูยองตัวเปียกไปทั้งตัว เสื้อผ้าหลุดลุ่ย และมีรอยจ้ำแดงบนผิวขาวซีดของเขา เขานั่งรอผมด้วยตัวสั่นเทา

 

                “ทำไมนายถึงปล่อยให้พวกเขาแกล้งนายอยู่เรื่อย” ผมหยิบกระเป๋าของเขาขึ้นมาสะพาย สภาพของอูยองดูน่าสมเพช ไม่ใช่ครั้งแรก บางวันอูยองจะหอบหนังสือที่โดนฉีกขาด บางวันมีรอยช้ำตามเนื้อตัว สมควรแล้ว คนที่ไม่รู้จักปกป้องตัวเอง จะไปโทษใครได้ แต่ถึงอย่างนั้นการมองเขาในสภาพแบบนี้มันก็อดทำให้ผมหงุดหงิดไม่ได้

 

                “ผ.. ผมกลัว” อูยองเอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

 

                ผมหรี่สายตามองเขา อูยองหลบสายตา ริมฝีปากเม้มอย่างลังเล ก่อนจะค่อยๆเอ่ยออกมา

 

                “พวกเขาเป็นปีศาจครับ ผมมองเห็น..”

 

                “เห็นอะไร!”

 

                เขาสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงผมตะคอก ผมหลับตาลงพยายามควบคุมอารมณ์ของตัวเอง เรื่องไร้สาระ จางอูยองมีแต่เรื่องบ้าๆที่ไร้สาระมาไว้เป็นข้ออ้างในความขี้ขลาดของตัวเอง

 

                “นิคคุณเชื่อมั้ยครับ ว่าภายในตัวของพวกเราทุกคนมีร่างที่ซ่อนอยู่ ร่างที่แท้จริงของจิตใจมนุษย์”

 

                ผมหยุดฝีเท้า และมองสบตาของเขา

 

                “ผมมองเห็นมันครับ” ดวงตาของอูยองชุ่มฉ่ำ และสั่นระริกด้วยประกายที่ทำให้ผมหยุดนิ่ง ชั่วขณะหนึ่ง... ผมกลัวว่าเขาจะมองเห็นปีศาจในตัวผม

 

                “พวกเขาน่ากลัว...” อูยองพึมพำอย่างหวาดกลัว

 

                “แล้วฉันล่ะอูยอง.. นายไม่กลัวฉันหรอ”

 

                อูยองเงยขึ้นมามองผม อูยองยิ้มให้ผม

 

                “นิคคุณ ไม่น่ากลัวนิ่ครับ”

 

                ร่างเล็กๆของเขาเขย่งขึ้นมากระซิบข้างหูของผม “นิคคุณเป็นเทวดา และปีกของนิคคุณก็สวยมากๆเลยครับ”

 

                รอยยิ้มของเขาระบายขึ้นไปถึงดวงตา

 

                เด็กนี่เพี้ยนชัดๆ เขาเห็นอะไร.. เทวดางั้นรึ? เขาช่างไม่รู้อะไรเลย ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ

 

               

 

 

 

 

                “คุณ” แทคยอนลากเก้าอี้มาวางขวางก่อนที่ผมจะเดินออกจากห้องเรียนหลังจากหมดคาบ เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้น มองหน้าผมอย่างเย้ยหยัน

 

                “ช่วงนี้คุณดูยุ่งจังนะ” ทิฟฟานีกระซิบ ก่อนที่เธอจะเดินไปนั่งบนโต๊ะข้างแทคยอน ขาของเธอตวัดขึ้นไขว้ห้าง มือทั้งสองข้างยกขึ้นกอดอก

 

                ผมพยายามจะเดินหนี แต่ชานซองก็เดินมาโอบไหล่ของผมไว้

 

                “จะรีบไปไหน”

 

                “รีบไปหาเด็กนั่นหรอ” แทคยอนกระตุกยิ้มที่มุมปาก

 

                ชานซองส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ

 

                “ฉันชักอยากรูบ้างแล้วสิ ว่าเด็กคนนั้นมันมีอะไรดี นายถึงได้ทำตัวห่างเหินกับพวกเรานัก”

 

                เพราะน้ำเสียงและสายตาของพวกนี้ มันทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะกลอกตาไปกับน้ำเสียงหยิ่งผยองอย่างนั้น

 

                “แก้มขาวๆนิ่มๆ ริมฝีปากสีชมพูเรื่อ..”

 

                แทคยอนเริ่มพล่ามไปเรื่อย มันทำให้ผมหงุดหงิด น้ำเสียงกวนโมโหที่น่ารำคาญ นิ้วมือผมกำแน่นเมื่ออารมณ์ฉุนเฉียวเข้ามาแทนที่

 

                “นายคงได้สัมผัสมาหมดแล้วสิ ได้ทำให้ร่างบางนั้นครางเสียงกระเส่าอยู่ใต้ร่าง”

 

                “หุบปากน่า” ผมตะโกนออกไป แทคยอนหยุดพูดและสบตาของผม ก่อนที่เขาจะเริ่มหัวเราะ แล้วทุกคนก็เริ่มหัวเราะ เสียงหัวเราะเยาะที่พวกเขาคงไม่รู้ตัวเลย ว่าพวกเขาดูงี่เง่าแค่ไหน

 

                “คุณ... คุณ... คุณ... นิชคุณ” แทคยอนเอ่ยพลางส่ายศีรษะไปมา “นายบอกว่า นายแค่เล่นสนุกจำได้มั้ย”

 

                “ถ้านายจะแบ่งให้เพื่อนเล่นหน่อยเป็นไง” มือที่ใหญ่โตของชานซองจับแขนของผมไว้ ก่อนที่ผมจะทันได้ยกมันขึ้น นิ้วมือของผมกำแน่น

 

                “ของเล่นน่ะ นายคงแบ่งปันได้ไม่ใช่หรอ” แทคยอนเลิกคิ้วขึ้น “ฉันต้องบอกจริงๆว่าของเล่นชิ้นนี้ของนาย ฉันกับชานซองก็อยากเล่นบ้างเหมือนกัน”

 

                ผมสลัดมือที่จับกุมผมไว้ออก มองจ้องไปในดวงตาที่แทบไม่ปกปิดความคิดที่น่าขยะแขยงของแทคยอน

 

                “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า พวกนายจะได้ตามที่พวกนายต้องการแน่”

 

 

 

 

 

 

                อูยองสบตาของผม มีสิ่งหนึ่งในตัวอูยองที่ทำให้ผมเลือกเขา เพราะภายในดวงตาของเขา มันช่างใสซื่อ และบริสุทธิ์เหลือเกิน ความอ่อนโยนและไร้เดียงสาที่ส่งกลิ่นหอมหวาน จนผมอยากจะทำลายมัน มันช่างน่ารังเกียจที่จะมีคนซึ่งยังคงมองโลกใบนี้ด้วยสายตาเช่นนั้น ผมกำลังจะปลดปล่อยเขาต่างหาก เพราะผมกำลังช่วยเขา เพราะฉะนั้นมันไม่มีอะไรที่ผมจะต้องรู้สึกผิด หรือต้องละอายใจ อูยองควรจะได้เรียนรู้ถึงความโหดร้ายของโลกใบนี้ โลกที่ปีศาจแฝงอยู่ในร่างเทวดา โลกที่เทวดาสยายปีกซึ่งลุกเป็นเปลวเพลิง ไม่มีความดี ไม่มีความชั่ว ปราศจากซึ่งความเมตตา และสงสาร

 

                “นิคคุณ จะพาผมไปไหนหรอครับ”

 

                ดวงตาที่เปล่งประกายแห่งความสุข อีกไม่นาน... อีกไม่นานแล้วสินะ ที่เขาจะไม่สามารถมองผมด้วยสายตาอย่างนี้ได้อีก

 

                “เซอร์ไพร้ส์น่ะ”

 

                ... เซอร์ไพร้ส์...

 

                ผมมีอะไรให้ต้องลังเลหรอ...  อูยองเอียงศีรษะมองผมด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่ดวงตาคู่นั้นจะยิ้มให้ผม... ผมไม่ลังเลเลย ขณะที่จับมือของเขา

 

                ผมมีเป้าหมายของผม และเม็ดเหงื่อที่ซึมชื้น หัวใจที่เต้นระรัว ไม่ใช่เกิดจากความละอายหรือรู้สึกผิด ผมไม่ได้กำลังเกรงกลัวอะไร ผมแค่ตื่นเต้นกับมันต่างหาก ผมกำลังสนุกกับมัน เกมส์ของผม มันใกล้จะถึงตอนจบ

 

                มันไม่ไกลจากโรงเรียนนักหรอก แค่เดินมาราวสิบห้านาที แต่ที่ตรงนี้ไม่มีคน พวกเราพบมันตอนที่โดดเรียนออกมาเมื่อสองปีที่แล้ว เป็นโกดังเก็บของเก่าๆที่ไม่เคยมีคนมาใช้นานแล้ว มันอยู่ติดริมแม่น้ำ และเป็นทีซ่องสุมชั้นดี ชานซองซ่อนเหล้าที่ขโมยจากพ่อม