[fiction] Falling Rose 17/END.

posted on 07 Apr 2012 01:59 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney directory Fiction, Asian
 
 
 
 
 
 
 
 

แสงแดดอ่อนๆส่องผ่านบานหน้าต่างมายังกระถางต้นไม้ที่แตกกิ่งจนเป็นพุ่มโต มือคู่บางถือฝักบัวอันเล็ก ละอองน้ำพร่างพรูจับต้องตามใบสีเขียวสด อูยองยิ้ม เมื่อมองเห็นกุหลาบดอกตูมแอบซ่อนอยู่ในกระถาง ราวกับเด็กตัวเล็กที่เขินอาย กลีบสีแดงสดแย้มออกจนดูเหมือนว่าเด็กคนนั้นกำลังส่งอมยิ้มเล็กๆคืนกลับให้แก่เขา

 

“อูยอง” เสียงชานซองตะโกนเรียก ตามด้วยเสียงเคาะประตูสองสามที

 

“นายมีสอบวันนี้ นายคงไม่อยากไปสายใช่มั้ย”

 

“อื้อๆ เสร็จแล้ว เดี๋ยวฉันออกไป” อูยองตะโกนตอบกลับไป

 

นิ้วมือเล็กลูบที่กลีบดอกไม้ดอกนั้นอย่างเบามือ ริมฝีปากกระซิบเสียงแผ่วเบา “คุณฮยอง...”

 

 

 

 

อากาศอุ่นขึ้นแล้ว ไม่มีหิมะ ต้นไม้เริ่มผลิใบอีกครั้ง สนามหญ้าเป็นสีเขียวสด อูยองเดินแกมวิ่งขึ้นมาบนตึกสีขาวตระหง่านที่ดูจะกลายเป็นบ้านอีกหลังของเขาไปเสียแล้ว  เป็นเวลาเกือบเดือนที่เขาแวะเวียนมาที่นี่ทุกวันหลังเลิกเรียน นอนค้าง ถ้าวันต่อไปไม่มีธุระในตอนเช้า และใช้เวลาทั้งวัน ถ้าหากว่าเป็นวันหยุด

 

“คุณฮยอง” ร่างเล็กลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง น้ำเสียงตื่นเต้น กระตือรือร้นที่จะเล่าให้อีกคนฟัง “ฮยองรู้มั้ยครับ ต้นไม้ของฮยองกำลังออกดอกอีกแล้วนะครับ”

 

แก้มกลมอมยิ้มเล็กๆ ขณะพึมพำถึงคำพูดของคนพี่ “ความรักก็เหมือนกับต้นไม้..”

 

“ผมดูแลมันดีใช่มั้ย ผมก็จะดูแลฮยองให้ดีเหมือนกัน เพราะฮยองเป็นคนที่ผมรักนี่นา” เสียงเจื้อยแจ้วฉีกยิ้มกว้าง เอื้อมจับมือใหญ่มากุมไว้ นิ้วมือเล็กเกลี่ยบนหลังมือสีขาวจัด มองดูใบหน้าที่นอนหลับอย่างนิ่งสงบ เกือบเดือนแล้วหลังการผ่าตัด ก้อนเนื้อร้ายถูกผ่าออกไป ร่างกายของนิชคุณแข็งแรงขึ้น ผลการตรวจเลือดไม่พบเชื้อมะเร็งอีก แต่การผ่านำก้อนเนื้อออกทำให้เกิดแผลในสมอง เพียงแผลเล็กๆ เหมือนรอยสะกิด แต่นิชคุณยังคงไม่ฟื้น เราต้องใช้เวลา หมอบอกกับเขา เวลาที่ร่างกายของนิชคุณจะรักษาและฟื้นฟูตัวเอง เวลาที่เขาไม่รู้ว่ามันจะนานสักเท่าไหร่ ร่างเล็กถอนหายใจยาว ก่อนจะวางแก้มลงบนฝ่ามือหนา

 

“ฮยอง..” ริมฝีปากบางขยับเอ่ย “เมื่อไหร่จะตื่นสักทีล่ะครับ คนขี้เซา ตื่นขึ้นมาได้แล้วนะ”

 

“ฮยองสัญญากับผมแล้วนะ.. ว่าจะกลับมาหาผม”

 

 

 

 

 

-----------------------------------------------------------------------------

 

 

“คนขี้เซา ตื่นได้แล้วนะ”


อูยองร้องครางในลำคอ พยายามพลิกตัวหนีฝ่ามือที่พยายามดึงเขาจากที่นอน ร่างเล็กมุดลงไปในผ้าห่ม แต่ก็ถูกอีกคนดึงผ้าห่มออกไป อูยองหรี่ตามองคนที่เข้ามาปลุก ก่อนจะทำหน้ามุ่ย เมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างที่แสดงถึงชัยชนะของอีกคน

 

“ไปอาบน้ำแต่งตัวซะ”

 

อูยองแลบลิ้นไล่หลัง นิชคุณที่เดินหัวเราะออกไป

 

 

 

 

“ฮยองไม่ต้องไปส่งผมก็ได้นะครับ ผมนั่งรถทัวร์กลับก็ได้”

 

“ก็ฉันอยากไปเที่ยวบ้านนายบ้างนี่นา” นิชคุณพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงในที่นั่งของคนขับ “ตั้งแต่มาอยู่เกาหลี ฉันก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวไหนเลย”

 

นิชคุณเว้นวรรค ริมฝีปากยกยิ้มยั่วเย้าที่มุมข้างหนึ่ง “เอาลูกเขามาเลี้ยงอยู่ตั้งนาน ยังไงก็ต้องไปหาพ่อแม่เขาเสียหน่อย”

 

อูยองพ่นลมพรืดออกจากแก้มกลม

 

“ผมไม่ใช่ลูกหมาลูกแมวนะครับ จะได้มีใครเอาไปเลี้ยงน่ะ”

 

“แล้วใครว่าเราเป็นลูกหมาลูกแมวกันห๊ะ” นิชคุณหัวเราะขำ ก่อนจะเอื้อมมือมาขยี้หัวน้องจนเส้นผมยุ่งไปหมด

 

อูยองทำเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอก่อนจะปัดมือของนิชคุณออก

 

 

 

“หยิบแว่นให้หน่อยอูยอง” เสียงนุ่มที่หลังพวงมาลัยเอ่ยขึ้น พวกเขาเพิ่งแวะพักกินอาหารมื้อสายที่ร้านอาหารเล็กๆในจุดพักรถ แวะซื้อขนมจากร้านสะดวกซื้อ ก่อนจะกลับขึ้นมาบนถนนใหญ่อีกครั้ง แสงแดดแรงจ้าของฤดูร้อน ทำให้ต้องเปิดแอร์จนเย็นฉ่ำ

 

“ไหนครับ” อูยองผละจากการดูดอกไม้ที่ข้างทาง ดอกไม้ดอกเล็กสีเหลืองที่บานเต็มทิวทุ่ง หันกลับมาที่ตัวรถ

 

“ในลิ้นชัก”

 

คนตัวเล็กพยักหน้า เปิดลิ้นชักออกมา กล่องแว่นกันแดดวางเรียงอยู่สี่ห้าอัน

 

“เอาอันไหน”

 

“อันไหนก็ได้ ที่อูยองว่าฉันใส่แล้วหล่ออะ”

 

อูยองหันไปกลอกตาใส่คนพูดด้วยความหมั่นไส้ มือเล็กหยิบแว่นจากกล่องมาเลือกอย่างสุ่มๆ ก่อนจะยื่นให้นิชคุณ

 

“อันนั้นของนาย” นิชคุณรับไป พลางชี้นิ้วไปที่กล่องแว่นที่อูยองยังไม่ได้เปิด

 

“หือ?”

 

“ก็ซื้อให้” อูยองเหลือบมองคนที่แกล้งทำเป็นขับรถไม่สนใจ แต่ริมฝีปากหยักนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างไม่ต่างจากเขาเลย ของขวัญชิ้นแรกจากนิชคุณ อูยองไม่รู้ตัวหรอกว่าหลังจากนั้น ทุกครั้งที่เขาเห็นแว่นอันนี้ เขาจะต้องยิ้มกว้างออกมาทุกครั้งเช่นกัน

 

 

 

 

“แม่ครับ” อูยองวิ่งเข้าไปในครัว กอดเอวแม่เอาไว้แน่น ก่อนจะหอมแก้มของแม่รัวๆ

 

“ผมคิดถึงแม่ที่สุดเลยน้า” น้ำเสียงออดอ้อนที่ทำให้คนเป็นแม่หัวเราะออกมาอย่างเอ็นดู เธอหันมองชายหนุ่มอีกคนที่เดินตามเข้ามา มองเห็นว่าเขาเองกำลังอมยิ้มกับกริยาของลูกชายคนเล็กของเธอเช่นกัน อูยองบอกไว้ก่อนแล้วว่าเขามีรูมเมทคนหนึ่ง และจะพามาที่บ้าน เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบกับนิชคุณ เธอยิ้มให้ชายหนุ่มที่ก้มศีรษะเคารพเธอ

 

“ไม่อายพี่เขาหรอไง” เธอชี้นิ้วไปทางนิชคุณ ที่ยืนหัวเราะอยู่ห่างๆ

 

“ทำไมต้องอายด้วยครับ ผมคิดถึงแม่ผมนี่” พูดจบอูยองก็หอมแก้มแม่อีกฟอดใหญ่

 

หญิงสูงวัยหันไปพยักเพยิดกับนิชคุณ ขณะที่อูยองยังกอดเอวเธอไว้ไม่ปล่อย “ตั้งแต่เด็กแล้ว อูยองเขาชอบหอมแก้ม ถ้าเขาชอบใครเขาจะหอมแก้ม สนิทกับใครเข้าหน่อยเขาก็หอม มีเพื่อนเขาก็หอมแก้มเพื่อน เหมือนจะบอกว่า แม่ของเขานะ เพื่อนของเขานะ”

 

“แม่..” อูยองร้องโวยวายพลางพองแก้มป่องๆของตัวเอง “นั่นมันตั้งแต่อนุบาลแล้วนะ”

 

เสียงหัวเราะจากคนอายุมากกว่าสองคนดังขึ้นพร้อมกัน พาให้แก้มกลมๆหน้าง้ำหน้างอเข้าไปใหญ่

 

“ไป พาพี่เขาไปเดินเล่นก่อนไป ขอแม่ทำกับข้าวก่อน จะได้กลับมากินกัน”

 

อูยองเบะปากใส่แม่ ท่าทีอิดออดจะไม่ยอมปล่อยเอวแม่ไปง่ายๆ จนคนที่มองอยู่ก็อดยิ้มตามอย่างเอ็นดูไม่ได้

 

 

 

 

สมัยมัธยมเขาชอบขึ้นมาบนนี้ จุดชมวิวบนเนินเขาที่มองลงไปเห็นบ้านหลังๆเล็กเรียงราย ถัดออกไปเป็นชายหาด และทะเลกว้างไกลสุดสายตา อูยองยืนเกาะรั้วสีขาว มองดูเงาสีดำของฝูงนกนางนวลที่บินผ่านดวงอาทิตย์ซึ่งกำลังคล้อยต่ำ

 

“ฮยองเคยทานซุปปูมั้ยครับ ร้านตรงนู้นอร่อยมากๆเลยนะ” อูยองชี้นิ้วลงไปที่อาคารซึ่งมีหลังคาสีน้ำเงิน

“แล้วถัดไปหน่อยจะมีร้านน้ำแข็งไส ร้านประจำของผมเลย”

 

“ถ้าอย่างนั้น คราวหน้านายต้องพาฉันไปกินนะ”

 

“เอ๊?...” อูยองหันไปมองร่างสูงที่ยืนพิงรั้วอยู่ข้างๆเขา ดวงตากลมเลิกคิ้วสูง

 

นิชคุณยิ้มให้เขา “ฉันมีธุระน่ะ เดี๋ยวฉันต้องกลับแล้ว”

 

“วันนี้เลยหรอครับ”

 

“อื้อ มีประชุมพรุ่งนี้แต่เช้าเลย”

 

 

 

 

“ฮยองอยู่ต่อไม่ได้หรอครับ ยังไม่กลับไม่ได้หรอครับ” อูยองพึมพำขึ้นมา ขณะที่พวกเขาเดินบนทางเดินแคบๆซึ่งลัดเลาะลงจากเขา สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้และดอกไม้ดอกเล็กๆหลากสีที่ผลิบานขึ้นมาในฤดูร้อน

 

“ฉันก็อยาก แต่..”

 

“ฮยองเพิ่งมาถึงเองนะครับ ขับรถกลับเลย ไม่เหนื่อยแย่หรอ”

 

นิชคุณมองดูใบหน้าน้องแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ฝ่ามือหนาลูบศรีษะคนน้องเบาๆ

 

“ฉันนัดลูกค้าไว้แล้ว ไว้วันหลังนะ”

 

ริมฝีปากบางเม้มแน่นจนเป็นเส้นเดียว ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

 

 

 

 

อูยองนั่งเงียบตลอดมื้อเย็น จนกระทั่งเดินมาส่งเขาที่รถ ใบหน้าง้ำงอที่รบกวนเขามาตลอดทาง แก้มกลมๆที่เมื่อเช้ายังยิ้มสดใส ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาทำให้น้องผิดหวังไปซะแล้ว เขาปรับแอร์ให้แรงขึ้น คลายกระดุมเม็ดบนที่คอเสื้อ แต่ทำยังไงเขาก็ยังไม่ลืมแววตาที่หันมามองเขาตอนเดินลงจากเนินเขา

 

“ฮยองอยู่ต่อไม่ได้หรอครับ ยังไม่กลับไม่ได้หรอครับ”


เสียงอ่อยๆที่วนไปวนมาอยู่ในความคิดของเขา

 

“ให้ตายเถอะ อูยอง” เขาสบถ

 

ก่อนจะส่ายหัวยิ้มขำให้กับตัวเอง สงสัยเขาคงจะเริ่มชินกับการตามใจเด็กอย่างอูยองเข้าแล้วจริงๆ ก็ถ้าการเอาใจอูยองมันจะแลกกับการได้เห็นรอยยิ้มของอูยอง มันก็คุ้มกันอยู่ไม่ใช่หรอ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายถึงเลขาของเขา

 

“พรุ่งนี้ผมไม่เข้าประชุมนะ”

 

นิชคุณกดตัดสาย ก่อนจะหักพวงมาลัย เพื่อกลับรถ

 

 

 

 

ทุกคนในบ้านหลับกันหมดแล้ว เหลือแต่อูยองที่ยังคงนอนผลิกตัวไปมา นอนไม่หลับ และได้แต่คิดสะระตะไปเรื่อยเปื่อย ห้องของเขาถูกเก็บไว้อย่างเดิม ทุกอย่างอยู่ในที่เดิม แต่ก็ถูกทำความสะอาดอย่างดี ราวกับมันเป็นแค่เมื่อวานที่เขาออกจากบ้านไปเรียนต่อที่โซล ความรู้สึกอบอุ่นที่ควรรู้สึกเมื่อได้กลับบ้านที่เขาเฝ้าคิดถึงมาตลอดภาคการศึกษา แต่พอคืนนี้ที่เขาได้กลับมานอนใต้หลังคาบ้านหลังนี้อีกครั้ง เขากลับรู้สึกว่ามีอะไรขาดหายไป อะไรบางอย่างที่รบกวนจิตใจไม่ยอมให้เขาข่มตานอนได้ลง จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงรถยนต์จอดที่หน้าบ้าน อูยองขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ เวลาเกือบตีสองไม่ใช่เวลาที่ใครควรจะแวะมาเยี่ยมเยียน แต่ลึกๆในใจเขารู้สึกตื้นเต้นอย่างประหลาด จะเป็นไปได้มั้ย? โทรศัพท์ที่วางไว้ข้างหมอนสั่นเบาๆ ทำให้เขาสะดุ้งจากที่นอน

 

“มาเปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้เลย”

 

อูยองอ้าปากค้าง ปล่อยโทรศัพท์มือถือให้หล่นจากมือ จากอมยิ้มเล็กๆ กลายเป็นรอยยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว เมื่อปลายเท้าวิ่งลงบันไดไปอย่างรวดเร็ว

 

“ทำไมนานนัก” นิชคุณแกล้งถอนหายใจ เมื่ออูยองเปิดประตูออกมา

 

ร่างหนาโถมตัวใส่อูยอง จนอูยองเซถอยหลังไปสองสามก้าว

 

“ฮยอง.. ฮยอง ไม่ต้องกลับไปทำงานแล้วหรอครับ” อูยองละล่ำละลักออกมา ดวงตาเบิกกว้าง

 

“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”  นิชคุณกอดร่างของอูยองจากด้านหลัง บังคับให้อูยองต้องก้าวไปข้างหน้า

 

“เหนื่อยจัง พาไปนอนหน่อยเร็ว”

 

อูยองหลุดหัวเราะออกมาเมื่อนิชคุณวางคางลงบนบ่าของเขา ลมหายใจอุ่นๆที่รดบนต้นคอทำให้เขาจักจี้จนหัวเราะออกมา

 

 

 

“ผมไม่มีเตียงนะครับ” อูยองพึมพำเสียงเบา ขณะปูที่นอนเพิ่มข้างๆที่นอนของตัวเอง เขานอนอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก จริงๆแล้วเขาเพิ่งมีเตียงเป็นของตัวเองก็เมื่อย้ายไปอยู่กับนิชคุณนั่นแหละ แต่นิชคุณนี่สิ คุณฮยองจะเคยนอนพื้นมั้ย แล้วคุณฮยองจะนอนได้สบายรึป่าว เป็นเรื่องที่อูยองอดห่วงไม่ได้ นิชคุณยืนพิงที่กรอบประตู ผ้าขนหนูวางพาดบนไหล่ ปลายเส้นผมยังมีหยดน้ำเกาะ เขาสวมกางเกงวอร์มตัวเก่าของอูยอง และเสื้อกล้ามที่เขาค้นเจอในกระเป๋าที่ท้ายรถ เป็นกระเป๋าที่เขาใช้เวลาไปออกกำลังกาย เขายิ้มเมื่อเห็นคนแก้มกลมขมวดคิ้วของตัวเองเข้าน้อยๆ นิชคุณสะบัดเส้นผมพอให้แห้ง คุกเข่าลงข้างที่นอนและคลานไปหาร่างเล็กจนใบหน้าอยู่ห่างกันแค่คืบ ดวงตากลมแป๋วมองจ้องเขาอย่างประหลาดใจ แก้มกลมพองออกเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แล้วก็เปลี่ยนใจ

 

“อูยองอ่า ฉันง่วงแล้ว นอนกันเถอะ” ไม่รอให้เด็กตาใสคนนั้นได้ตอบอะไร เขาโถมน้ำหนักลงจนพวกเขาทั้งคู่ล้มลงนอน วางพาดท่อนแขนบนร่างของคนตัวเล็ก ไม่ให้ขยับหนี

 

เสียงกระซิบกระซาบร้องโวยวายไม่กล้าขึ้นเสียงดังเพราะกลัวจะปลุกให้คนอื่นๆตื่นกันหมด อูยองดิ้นแล้วดิ้นอีก แต่ก็ดูจะไร้ประโยชน์ อูยองหันขวับไปมองนิชคุณที่อมยิ้มอย่างสนุกสนาน อยากจะต่อว่า แต่คนพี่ก็ชิงหลับตาทำเป็นนอนหลับไปเสียก่อน เขาพยายามจะยกแขนนิชคุณออก แต่ก็ต้องยอมแพ้ในที่สุดเมื่อคนตัวโตกว่าไม่ยอมขยับแม้แต่นิดเดียว ร่างเล็กถอนหายใจ ก่อนจะใช้มือที่ยังว่างอยู่ดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้พวกเขาทั้งสองคนแทน

 

“คุณฮยอง” อูยองกระซิบเรียก

 

“หืมม” เพราะน้ำเสียงอ่อนที่ฟังดูเป็นกังวล ทำให้นิชคุณต้องยอมเลิกแกล้งหลับ และเอ่ยตอบไป

 

“พรุ่งนี้ฮยองไม่ต้องไปประชุมแล้วหรอครับ”

 

นิชคุณถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะลืมตามามองอูยองที่ทำหน้าทำตาเคร่งเครียดแทนเขาไปซะอย่างนั้น อยากจะย้อนถามนักว่าเพราะใครกันเล่าทำให้เขาต้องขับรถย้อนกลับมาที่นี่อีกครั้ง

 

“ลูกค้าฮยอง... เขาจะไม่ว่าอะไรหรอครับ”

 

“ฉันบอกว่าฉันทั้งเหนื่อยทั้งง่วง ต้องขับรถมาทั้งวัน นายจะไม่ให้ฉันนอนเลยหรอไงนะ” เสียงที่บ่นว่าแต่กลับดึงตัวอูยองมากอดไว้

 

“นอนกันเถอะ พรุ่งนี้เราต้องตื่นแต่เช้านะ”

 

“ฮยองจะกลับพรุ่งนี้เช้าแทนหรอครับ”

 

นิชคุณหลุดหัวเราะพรืดออกมาเมื่อได้ยินเสียงอูยองเอ่ยเสียงอ่อยอีกแล้ว ทำเสียงแบบนี้แล้วใครจะกล้าไปไหนได้ลงคอ

 

“นายบอกว่าจะพาฉันไปเที่ยวไง นายต้องพาฉันไปที่สะพานปลาตอนเช้านะ แล้วก็ที่ตลาด พาฉันไปที่ทะเลด้วย แล้วก็พาฉันไปชิมอาหารทุกร้านที่นายเคยคุยกับฉันไว้เลยนะ”

 

อูยองทำสีหน้าแปลกใจ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างน่ารัก เสียงหัวเราะดีใจเหมือนเด็กๆ จนดวงตาหยีหายมิดไปกับพวงแก้ม

 

“ฮยองจะอยู่ต่อใช่มั้ยครับ”

 

“อื้อ”

 

“ฮยองจะอยู่ที่นี่ใช่มั้ยครับ”

 

“อื้อๆๆ”

 

รอยยิ้มกว้างอย่างนั้น... ไม่ใช่สิ่งที่คุ้มค่าหรอกหรอ

 

“ฮยอง..” อูยองยังคงหัวเราะคิกคัก ริมฝีปากบางเอ่ยมุบมิบก่อนจะย่นจมูกของตัวเอง “แม่บอกว่าผมติดฮยองล่ะ”

 

“แล้วจริงรึป่าว?”

 

“.....” อูยองมุ่ยหน้าครุ่นคิด

 

แทนคำตอบ ปลายจมูกเล็กกดลงบนแก้มของคนพี่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะมุดแก้มแดงๆของตัวเองลงซุกในอ้อมกอด นิชคุณได้แต่หัวเราะเบาๆในลำคอ มองเด็กชอบหอมแก้มที่ส่งเสียงอู้อี้บอกให้เขานอนได้แล้ว โดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาอีก

 

นิชคุณนับลมหายใจที่หายใจรดอยู่บนอก มองดูอูยองที่ค่อยๆหลับไป ในขณะที่ตัวเขาเองกลับลืมความรู้สึกง่วงเสียสนิท แสงจันทร์ที่ส่องมาจากด้านนอก พระจันทร์เต็มดวง และฟ้าโปร่ง ทำให้ห้องสว่างพอที่เขาจะมองใบหน้าของเด็กตัวน้อยในอ้อมกอดได้อย่างชัดเจน หัวใจของเขารู้สึกสงบอย่างประหลาด ความรู้สึกที่เหมือนคนซึ่งได้เดินทางมาแสนไกล คนที่วิ่งเพื่อตามหาอะไรบางสิ่ง ได้หยุดพักในที่สุด เขาเกลี่ยแก้มเนียนอย่างเบามือ นึกสงสัยและตั้งคำถามกับตัวเอง จะเป็นไปได้มั้ย ถ้าเขาจะอยู่อย่างนี้ตลอดไป อยู่กับอูยองตลอดไป คำถามที่เบาหวิวไร้คำตอบ ทุกอย่างนิ่งสงัด เขาโอบกอดร่างเล็กเอาไว้ ซุกลงกับกลุ่มผม สูดดมกลิ่นไอซึ่งปลอบโยนจิตใจของเขา ก่อนที่ความง่วงงุนจะค่อยๆเดินทางมาถึง

 

 

 

--------------------------------------------------------------------------

 

 

“คุณฮยอง” เขาได้ยินเสียง เสียงที่ดูเหมือนจะดังมาจากที่แสนไกล

 

“ผมรักฮยองนะ”

 

ฉันก็รักนาย...


เสียงของเขาเบาเกินไป เขารู้ว่าเขาต้องพูดให้ดังกว่านี้ เขาต้องพูดออกไป ความรู้สึกอย่างท่วมท้น ตั้งแต่วันแรกที่ได้เห็นหน้า เด็กแก้มยุ้ยที่ยิ้มให้เขาอย่างเขินอายที่สนามบิน เขายังไม่เคยบอกอูยองเลยว่าวันนั้นเขาคิดว่าอูยองน่ารักแค่ไหน วันแรกที่พวกเขาย้ายมาอยู่ด้วยกัน เขายังไม่ได้บอกอูยองเลยว่าเขารู้สึกดีใจมากแค่ไหน  หรืออาจเป็นแค่ชั่ววินาทีสั้นๆที่อูยองหันมายิ้มให้กับเขา เขาเคยบอกอูยองรึยังว่ามันทำให้หัวใจเขาเต้นผิดจังหวะไปได้เพียงใด วันที่เขาขับรถกลับไปหาอูยองที่ปูซาน เขาไม่ได้บอกอูยองเลยว่าเขาเองต่างหาก เป็นเขาเอง ที่ไม่อยากอยู่คนเดียว โดยไม่มีอูยองอยู่ด้วยกัน คำว่ารักที่ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเขาเก็บมันไว้จนลืมความหมายที่แท้จริง เพียงเพราะว่ามันง่ายกว่า มันง่ายกว่าที่พวกเขาจะเป็นแค่พี่น้อง มันง่ายกว่าที่เขาจะพูดว่ารักวิคตอเรียไม่ใช่อูยอง เพราะเขา.. คนขี้ขลาด ที่กลัวจะเดินออกจากกรอบอันปลอดภัยของตัวเอง กรอบที่เขาเรียกมันว่าความสมบูรณ์แบบ กรอบที่ไม่ต่างจากคำสาปที่ผูกรัดตัวเขาเอาไว้ จนวันที่สายไป วันที่ต่อให้เขาพูดคำว่ารักไปสักเท่าไหร่มันก็ไม่พอ

 

จะเป็นไปได้มั้ย?


เขารู้สึกถึงนิ้วมือเล็กๆที่จับมือของเขาไว้   


“อูยอง..” เขาเปล่งเสียงออกไป “อูยอง”

 

โอกาส.. เขาขอเพียงโอกาสให้เขาอีกครั้ง ให้เขาได้แก้ไข และทำในสิ่งที่ถูกต้อง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“นิชคุณ! นิชคุณฟื้นแล้ว”

 

สิ้นเสียงของแม่นิชคุณ ทุกอย่างตามมาด้วยความวุ่นวาย เสียงใครบางคนกดอินเตอร์คอมตามหมอและพยาบาล บานประตูห้องเปิดออก เสียงรองเท้าส้นสูงของพยาบาลเดินเข้ามาด้วยก้าวเดินสั้นๆแต่รวดเร็ว

 

นิ้วมือเล็กๆปล่อยมือเขาไป

 

“คุณนิชคุณ คุณนิชคุณคะ คุณได้ยินดิฉันมั้ยคะ”

 

นิชคุณพยักหน้า ดวงตาหรี่หลบแสงที่จ้าจนฟุ้งไปหมด

 

“คุณรู้สึกยังไงบ้างคะ.. มีอาการปวดศีรษะมั้ยคะ.. คุณจำได้รึป่าวว่าเกิดอะไรขึ้น”

 

 “อู.. ยอง..” เขาพึมพำด้วยเสียงอันแห