[fiction] Falling Rose 16/?

posted on 17 Mar 2012 02:26 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney directory Fiction, Asian

 

 

 

นิชคุณเป็นลูกชายคนที่สองของเธอ เพราะเป็นลูกชายเธอถึงได้ตามใจ ตอนที่ลูกบอกว่าอยากไปเรียนต่อที่เมืองนอก เธอส่งเขาไป ตอนที่ลูกขออยู่ทำงานที่เกาหลีเธอปล่อยเขาไป หรือจะเป็นตอนที่ลูกจะแต่งงาน ตอนที่เขาจะหย่า ไม่ว่าอะไร เธอไม่เคยขัดและไม่เคยปฏิเสธ ยกเว้นเพียงครั้งเดียว ตอนที่ลูกชายของเธอ ลูกชายที่ยังเป็นเด็กเสมอในสายตา เขายังดูเยาว์วัย เกินกว่าที่จะล้มป่วยด้วยโรคร้าย แต่นิชคุณป่วย ในตอนนั้นเธอรู้ดี และนิชคุณก็รู้ดี -- เขายืนยันจะไม่กลับมารักษาที่ประเทศไทย ไม่กลับมาหาเธอ.. เธอไม่มีทางจะห้ามเขาได้

 

หัวใจของคนเป็นแม่แทบจะแตกสลายไปแล้ว ในตอนที่นิชคุณหนีการรักษาในครั้งแรก เธอเคยสงสัยว่าอะไร? ทำไม? อะไรถึงเป็นเหตุผลให้ลูกชายของเธอยอมแลกทุกอย่าง เพื่อบินมาไกลจากทุกสิ่งที่เขาควรมี เขาควรได้รับการรักษา มีภรรยา มีครอบครัวที่น่ารัก มีสุขภาพที่แข็งแรง ได้ใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ ทุกอย่างมันอยู่เพียงแค่เอื้อมมือ แต่เขากลับเลือกที่จะทิ้งมัน เพียงเพราะ... คนๆเดียวงั้นหรือ


เด็กคนนั้น... กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธอ เด็กหนุ่มแก้มป่องที่นิชคุณคอยแต่จะพูดถึงเสมอทุกครั้งที่โทรกลับไปที่บ้าน

 

“ผมมีรูมเมทคนนึงครับ”


“อูยองหลับเหมือนเด็กๆเลยครับแม่”


“พรุ่งนี้ผมจะพาเขาไปทานไอติม”


“แม่ครับ ผมอยากให้แม่ได้เจอกับเขาจัง”


“พรุ่งนี้ผมพาเขาไปทานข้าวด้วยนะครับ ผมจะพาเขาไปให้แม่รู้จัก”

 


เธอเจออูยองครั้งแรกตอนที่เธอไปเยี่ยมนิชคุณที่เกาหลี สมัยที่อูยองยังเขินอาย ยืนหลบอยู่หลังลูกชายของเธอ เอ่ยทักทายเธอด้วยภาษาอังกฤษอย่างตะกุกตะกัก นิชคุณจะหัวเราะอย่างเอ็นดู เธอยังจำได้.. ยังจำใบหน้าที่ระบายยิ้ม เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขของนิชคุณ มันเป็นความผิดของเธอเองใช่มั้ย ที่ไม่เคยสังเกตเห็นสิ่งที่อยู่ในสายตา ในทุกๆการกระทำของลูกชายของเธอที่มีต่อเด็กคนนี้... จางอูยอง

 

 

“สวัสดีครับ”

ภาษาไทยที่ถูกเอ่ยออกมาอย่างฉะฉาน วันนี้อูยองลุกขึ้นยืนเมื่อเห็นเธอ เขายกมือไหว้ และก้มศีรษะลง

 

 

“แม่ครับ นี่อูยองไงครับ” นิชคุณยิ้ม พร้อมกับแนะนำคนตัวเล็กที่ยืนหลบอยู่ข้างหลังให้มารดาของตน


“สวัสดีครับ” อูยองเอ่ยเบาๆ


“เวลาเจอผู้ใหญ่นายต้องไหว้ด้วยสิ”


“เอ๊??”


นิชคุณแกล้งถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย ก่อนจะจับมือเล็กขึ้นมาประนมอยู่ที่อก “อย่างนี้ แล้วก็ก้ม”


อูยองก้มลงอย่างเก้กัง นิชคุณหัวเราะชอบใจ จนคนเด็กกว่าใบหูแดงจัด แล้วมุดกลับไปหลบข้างหลังคนพี่อีกรอบ

 

บนโต๊ะอาหาร อูยองนั่งทานอย่างเงียบๆ เพราะนิชคุณคุยกับแม่เป็นภาษาไทยบ้าง อังกฤษบ้าง อูยองถึงได้แต่นั่งเงียบ คิ้วขมวดเล็กๆ เมื่อได้ยินนิชคุณเอ่ยชื่อตัวเอง ยิ่งฟังก็ยิ่งนึกสงสัยเมื่อนิชคุณคอยชี้นิ้วมา หรือหันมายิ้มอย่างมีเลศนัยอยู่บ่อยๆ

 

“ฮยอง” นิ้วมือเล็กที่จับชายเสื้อพี่ แล้วช้อนสายตาขึ้นมอง ทำหน้าเหมือนจะร้องกลับบ้านอยู่รอมร่อ ฟังก็ฟังไม่ออก จะคุยอะไรกับเขาก็ไม่ได้

 

“พอแล้วนิชคุณ อย่าแกล้งน้อง” แม่ของนิชคุณเองก็สังเกตเห็น ว่าลูกน่ะตั้งใจพูดชื่ออูยองบ่อยๆให้คนตัวเล็กทำหน้ามุ่ยเล่น ราวกับเป็นเรื่องสนุกของตัวเอง  

 

นิชคุณหัวเราะตาหยี “ไม่ได้แกล้งสักหน่อย” พลางขยี้ศีรษะน้องที่เงยมองด้วยดวงตากลมใสไร้เดียงสา

 

 



“อูยองน่ารักมั้ยครับ”


นิชคุณเอ่ยถามหลังจากการทานอาหารร่วมกันในวันนั้น เธอยังจำได้ว่าดวงตาของเขาเป็นประกายเพียงใดเมื่อพูดชื่อของอูยองขึ้นมา นิชคุณไม่เคยมีน้องชาย เพราะเคยมีแต่น้องสาว วิธีในการดูแล และปฏิบัติต่ออูยองถึงได้อ่อนโยนตามไปด้วย อูยองเองก็เป็นลูกคนเล็ก สนิทกับทั้งแม่และพี่สาว จะแปลกอะไรถ้าจะติดนิสัยน่ารักน่าเอ็นดูไปโดยไม่รู้ตัว นั่นเป็นสิ่งที่เธอคิด เธอช่างโง่เขลาเพียงใด จึงมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างชัดเจนเช่นนั้น

 

 

“แม่ครับ ผมต้องตามหาเขา.. ผมต้องการเขา” เสียงสั่นเทาสะอื้นไห้กับเธอผ่านสายโทรศัพท์ในคืนที่ฝนตกหนัก เธอกำลังเตรียมตัวบินไปเกาหลี เพื่อดูแลลูกชายที่ดื้อรั้นของเธอ เขากำลังอยู่ที่โรงพยาบาล กำลังรักษาอาการป่วย วันพรุ่งนี้แล้วที่เธอจะอยู่ข้างเขา แล้วมันคืออะไร สายโทรศัพท์ที่เธอได้รับ เสียงที่เหมือนลูกชายของเธอกำลังบอกเธอว่าอะไร เขาจะทิ้งเธอไป กำลังจะจากเธอไปอีกครั้ง เธอนึกถึงวันที่เธอไปส่งลูกที่สนามบิน เด็กชายวัยเพียงสิบสองปีร่างผอมแห้ง วันนั้นเธอกอดเขาไว้แน่น น้ำตาของเธอไหลอาบแก้ม จะเป็นยังไง เรื่องทั้งหมดจะต่างจากนี้มั้ย หากในวันนั้นเธอดึงตัวเขาไว้ เก็บเขาไว้กับตัว และไม่ปล่อยให้เขาจากไป ให้นิชคุณเป็นลูกชายตัวน้อยของเธอตลอดไป

“ผมรักเขา” นิชคุณบอกกับเธอ...

 

 

 

 

 

อูยองยืนรอที่หน้าห้อง เขาปล่อยให้นิชคุณและครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน ในขณะที่ตัวเขาเองไม่มีที่ไป เขายืนพิงผนัง ใบหน้าของแม่นิชคุณ ยังติดตาเขา หญิงสูงวัยดูจะตัวเล็กลงกว่าที่เขาจำได้ ใบหน้าที่เคยเอิบอิ่มดูซูบเซียวและเหนื่อยอ่อน ดวงตากลมโตสีเข้มราวกับท้องฟ้ายามราตรีเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตาเมื่อได้พบหน้าลูกชาย มันผสมทั้งความโล่งอก ความเสียใจ ความหวั่นกลัว แววตาที่เกือบจะดูคล้ายคนที่สิ้นหวัง ดูดกลืนพลังงานของเขาไปจนหมดสิ้น

 

เวลาผ่านไป บานประตูเปิดแง้มออก พวกเขาสบตากัน ดวงตาของคนสูงวัยกว่านิ่งสงบจนยากจะคาดเดาความรู้สึก ผู้หญิงคนนี้จะต้องเข้มแข็งสักเพียงใด ความเข้มแข็งของผู้เป็นแม่ เธอไม่มีน้ำตา เธอไม่ได้ฟูมฟาย แต่ไม่ว่าคนไร้หัวใจคนใดก็ตามย่อมรู้ว่าหัวใจของเธอกำลังแตกสลาย

 

อูยองรู้ตัวดีว่าเขาไม่อาจจะสบสายตาของเธอได้อีกต่อไป

 

หากไม่ใช่เพราะเขา... ความรักที่เห็นแก่ตัวของเขา


ต่อให้เขาคุกเข่า และพร่ำบอกคำว่าขอโทษอีกสักกี่ครั้ง เขารู้ว่ามันไม่เพียงพอแก่การได้รับการให้อภัย ชีวิตของคนๆหนึ่งที่แทบจะพังทลายเพียงเพราะเขาเป็นต้นเหตุ หัวใจของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความหวาดกลัวจะสูญเสียลูกชายของเธอ น้ำหนักตัวกดทับลงบนเข่าที่ทรุดบนพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ ดวงตาของเขาหลุบต่ำชื้นด้วยน้ำตาที่ไม่อาจรินไหล จางอูยองมีสิทธิ์อะไรที่จะร้องไห้ มีสิทธิ์อะไรที่จะอ่อนแอ ในเมื่อตัวเขาเองเป็นความผิดพลาด

 

“ลุกขึ้น” น้ำเสียงนั้นกล่าวสั่งเขาอย่างนิ่งเรียบ “อูยอง ลุกขึ้น”

 

เขาเม้มริมฝีปากกลั้นก้อนสะอื้นที่แล่นมาจุกในลำคอ เมื่อนิ้วมือสีขาวบีบลงบนหัวไหล่ของเขา เขารู้สึกถึงความอบอุ่นที่เขาไม่ควรได้รับ เขารู้สึกถึงการปลอบใจที่เขาไม่สมควรได้จากรับจากคนที่ถูกเขาทำร้ายมากที่สุด

 

 

ในสายตาของแม่นิชคุณ เธอมองเห็นเด็กคนหนึ่งที่หลงทาง เด็กคนหนึ่งที่จิตใจสับสน และหวาดกลัว พวกเขายังเด็กเกินไปไม่ใช่หรือที่จะสูญเสียความรักของตัวเองไป

 

“ความรัก ไม่ว่ายังไงมันไม่มีทางเป็นสิ่งที่ผิด”

 

อูยองเงยหน้าขึ้นมองเธอ แววตาที่เป็นเหมือนแก้วใสซึ่งเปราะบางเหลือเกิน

 

“ไม่มีอะไรต้องขอโทษ ไม่มีอะไรต้องเสียใจ” 

 

 

เมื่อเธอมองดูอูยอง ตอนนี้เธอเข้าใจแล้วทำใมนิชคุณถึงได้เอ็นดูอูยองนักหนา เด็กน้อยที่อ่อนโยนและไร้เดียงสา เธอยิ้มให้เขา

 

“แม่ต้องขอบใจเราต่างหาก... ขอบใจที่ทำให้ลูกชายของแม่รู้จักคำว่ารัก รักที่เกิดจากหัวใจ ไม่ใช่สมอง”

 

อูยองจดจำมันได้ในทันที รอยยิ้มที่อบอุ่นอย่างนั้น ราวกับแสงพระอาทิตย์ในฤดูร้อน อบอุ่นและสวยงามเหมือนกับยิ้มของนิชคุณ มือของเขาถูกดึงไปกุมไว้หลวมๆ สัมผัสของนิ้วมือที่อ่อนโยนเกลี่ยเช็ดน้ำตาบนแก้มที่เขาเองไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่

 

“บอกรักเขา บอกกับเขาว่าเธอรักเขาแค่ไหน คำว่ารัก... ที่เป็นเหมือนมนตร์วิเศษ ... ความรักของเธอจะพาให้เขากลับมาหาเรา” คำกล่าวกระซิบเมื่อโอบกอดร่างของเขาไว้ในอ้อนแขน ราวกับว่าเขาเป็นลูกชายคนหนึ่งของเธอเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 

หัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล เมื่อมองเห็นผู้โดยสารกลุ่มใหญ่เดินออกมาในที่สุด เขามองหา และไม่นานเลย เมื่อเขามองเห็นริมฝีปากสีแดงเรื่อตัดกับผิวขาวจัดส่งยิ้มมาให้ ยังคงเหมือนครั้งแรกที่เขาเจอไม่มีผิด รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจพองโต และลืมเต้นไปในบางจังหวะ รอยยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนว่าเขาได้กลายเป็นคนที่โชคดีที่สุดในโลก เขายกมือขึ้นโบกไปมาเหมือนคนโง่ ระยะทางใกล้ๆดูยาวนานและไม่ได้ดั่งใจ ก่อนที่เจบอมจะเดินมาหยุดอยู่หน้าเขาแล้วสวมกอดเขาไว้ เขาได้ยินเสียงเจย์หัวเราะเบาๆอย่างเก้อเขิน เหมือนกอดตุ๊กตาหมีตัวโตๆ เจบอมเคยพูดไว้อย่างนั้น เวลาที่เขาสวมกอดแทคยอนอย่างนี้ เพราะเขารู้สึกเหมือนตัวเองตัวเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับร่างใหญ่ของคนรัก

 

“พี่ไม่เห็นต้องบินมาเลย”

 

“ฉันจะปล่อยให้นายอยู่คนเดียวได้ยังไง” เจบอมพูดเสียงอู้อี้ในอ้อมกอดของแทคยอน “ฉันรู้จักนายดี คนอย่างนาย มัวแต่ดูแลคนอื่น แต่ไม่ยอมดูแลตัวเอง ฉันถึงต้องมาดูแลนายนี่ไง”

 

พูดจบก็แลบลิ้นใส่คนฟังที่ฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่ แทคยอนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะปล่อยเอวคนตัวเล็กให้เป็นอิสระ มองดูแก้มแดงจัดของอีกฝ่าย เจย์ไม่ใช่คนขี้เขินอาย พวกเขาสกินชิพกันเป็นเรื่องปกติ แต่คำพูดหวานๆต่างหากที่ยากจะได้ยินจากคนๆนี้สักที

 

 

 

 

“พี่อยู่ที่นี่ได้นะครับ” แทคยอนเอ่ยพลางมองไปรอบห้องนอนเล็กๆของโรงแรมอย่างเป็นกังวล เขาเปิดห้องที่นี่ไว้เพราะเขาไม่อยากไปรบกวนพวกเด็กๆที่หอพัก และมันยังใกล้กับโรงพยาบาลมากกว่า แต่เขากลับพบว่าเขาแทบไม่ได้ใช้เวลาอยู่ในนี้เลย ถึงแม้ว่าเขาจะกลับมานอนที่นี่ทุกคืน แต่เวลาส่วนใหญ่ของเขากลับวุ่นอยู่ที่โรงพยาบาลมากกว่า นั่นทำให้วันนี้เขาเพิ่งสังเกตว่าห้องมันเล็กและดูเก่าเพียงใด พรมปูพื้นที่สีซีดจาง และเตียงนอนที่แข็งกระด้าง ดูไม่น่าเป็นที่พักที่สะดวกสบายเลยสักนิด

 

“ได้สิ ฉันไม่เรื่องมากหรอกน่า” เจบอมกระโดดกอดคอแทคยอนจากด้านหลัง ก่อนจะพากันล้มลงมาบนเตียง ทั้งคู่ส่งเสียงหัวเราะร่วน

 

“พี่เดินทางมาตั้งไกล พักเถอะครับ”

 

“ก่อนจะบอกให้คนอื่นพัก นายควรดูสภาพตัวเองซะก่อนนะ” มือสีขาวจัดของเจบอมตบแก้มของแทคยอนหยอกเย้า

 

แทคยอนอดยิ้มไม่ได้ เมื่อเห็นพวงแก้มใสมีแต้มสีเรื่อ อดไม่ได้หรอกที่จะไม่ให้หอมแก้