[fiction] Falling Rose 7/?

posted on 09 Nov 2011 00:26 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney
 
 
 
 
 

ปีใหม่มาเร็วกว่าที่เขาคิด ชานซองและจุนโฮบินกลับเกาหลีไปหาครอบครัวตั้งแต่เริ่มช่วงวันหยุดยาว ครอบครัวของจุนซูทำอาหารกันที่บ้าน และชวนเขาไปทานอาหารเย็นด้วยตลอดวันหยุด พ่อแม่ของจุนซูเป็นคนใจดี เป็นกันเอง และต้อนรับเขาอย่างดีเสมอ พวกเขาย้ายจากแดกูมาที่นิวยอร์กตั้งแต่จุนซูยังเด็ก ในบ้านพวกเขายังคงพูดคุยกันด้วยภาษาเกาหลีสำเนียงของคนแดกูแท้ๆ ซึ่งทำให้อูยองรู้สึกอบอุ่น และบางครั้งก็ทำให้นึกไปถึงครอบครัวของเขาเองที่ปูซาน

 

มันเป็นเวลาเกือบเที่ยงคืน เมื่อเขากลับมายืนหน้าประตูห้องพัก เพราะเป็นช่วงเทศกาล เขาถึงยังได้ยินเสียงปาร์ตี้ดังมาจากห้องตรงข้าม แต่หลังประตูสีเขียวบานนี้ทุกอย่างนิ่งเงียบ เขาคาดหวังจะได้เห็นแสงไฟดวงเดียวที่เปิดทิ้งไว้ให้เขาเห็นคนที่นั่งรอ แต่ภายในห้องกลับมืดสนิท อูยองขมวดคิ้ว มือเอื้อมกดสวิชต์ไฟ

 

นิชคุณนอนอยู่บนโซฟา

 

“คุณฮยอง” อูยองเอ่ยด้วยเสียงกระซิบ ย่อตัวลงนั่งบนพื้น นิชคุณทำตามคำพูด ไม่ห้ามไม่บังคับเมื่ออูยองเอ่ยเรื่องที่ครอบครัวของจุนซูชวนเขาไปทานอาหารค่ำ นิชคุณเพียงแค่ยิ้มให้เขาเหมือนทุกครั้ง “แล้วพี่จะรอนะ” มือหนาลูบหัวของเขาเบาๆ พร้อมกับดวงตาที่เหมือนจะแตกสลายไปทีละน้อย

 

ครั้งแรกที่เขาเห็นมันคือเมื่อไหร่ วันที่เขาบอกไปว่าไม่รัก หากมีใครอยู่ในแววตาของนิชคุณคนๆนั้นล้มลงต่อหน้าเขา หรือจะเป็นวันนั้นที่เขาปล่อยมือของนิชคุณและวิ่งตามจุนซูไป ทั้งๆที่ยิ้ม.. นิชคุณยิ้มให้เขาเสมอ รอยร้าวที่เริ่มปริแตกให้เขาเห็นถูกเก็บไว้ในดวงตาคู่สวย ดวงตาที่เคยเปล่งประกาย หม่นแสงลงเรื่อยๆ ราวกับแสงดาวในนั้นมันใกล้จะดับลงทุกที

 

“ฮยองครับ” มือเล็กจับที่ต้นแขนคนพี่ หวังจะปลุกให้ตื่น

 

“ฮยอง!” แต่กลับต้องร้องเสียงดัง เมื่อสัมผัสเข้ากับผิวกายร้อนรุ่ม เหงื่อซึมชื้นทั่วไรผม ขณะที่ร่างหนานอนขดตัวอย่างเหน็บหนาว

 

ทำไมถึงได้ตัวร้อนจัดขนาดนี้!


ร่างเล็กร้อนรน วิ่งเข้าไปในห้องนอน รื้อหาผ้าขนหนู และยาแก้ไข้ ด้วยเวลาเพียงไม่กี่นาที เขาวิ่งกลับมานั่งข้างคนพี่ บิดผ้าขนหนูที่เปียกชุ่ม ก่อนจะเช็ดใบหน้าที่เป็นดั่งรูปสลักนั้นอย่างเบามือ

 

“ฮยองครับ ตื่นมากินยาก่อนนะ” เสียงสั่นแหบแห้งพยายามเรียกร่างที่ไร้สติ นิชคุณปรือเปลือกตาที่หนักอึ้งขึ้นมา นิ่วหน้าเมื่ออาการปวดศีรษะโจมตีเขาอย่างรวดเร็ว อูยองจับมือของนิชคุณที่บีบมือของเขาแน่น ลำคอของเขาตีบตันด้วยความหวั่นกลัว “ฮยอง... ไปหาหมอมั้ยครับ ไปหาหมอกันนะ”

 

นิชคุณส่ายหน้า พยายามพูดด้วยเสียงที่แห้งผาก “กลับมาแล้วหรออูยอง”

 

ยิ้ม.. นิชคุณยิ้มให้เขาอีกแล้ว

 

“ทานยาก่อนนะครับ”

 

อูยองประคองร่างสูงให้ลุกขึ้น

 

นิชคุณหลับตานิ่งไปสักพักหลังจากกลืนเม็ดยาลงไป เปลือกตาปิดสนิทพยายามฝืนอาการปวดศีรษะที่เหมือนสมองจะระเบิดเป็นเสี่ยงนี่ให้ได้ ก่อนจะยิ้มออกมา อูยองเลิกคิ้วให้กับกริยานั้น

 

“ฉันกอดนายได้มั้ย”

 

“อะไรนะครับ?”

 

“ฉันขอกอดนายได้มั้ย” อูยองคงปฏิเสธหากไม่ใช่เพราะดวงตาที่แตกสลายนั้นกำลังมองเขาอย่างอ้อนวอน

 

อูยองขยับเข้ากอดนิชคุณ  

 

“ขอบคุณครับ” ริมฝีปากอุ่นจูบขมับของเขา

 

“คนป่วยอะไร ฉวยโอกาสชะมัด” อูยองขยับปากมุบมิบ ให้คนที่ได้ยินหัวเราะออกมา แม้ดวงตาจะลืมแทบไม่ขึ้น

 

“ไปหาหมอมั้ย”

 

“เป็นห่วงพี่หรอ?”

 

“ไม่ใช่สักหน่อย” เมื่อเห็นคนป่วยยังอุตส่าห์จะปรือตามามองหยอกเย้า ทั้งที่ห่วงก็ห่วงอยู่หรอกแต่อดจะหมั่นไส้ไม่ได้ “ผมกลัวฮยองจะเป็นอะไรตายคาห้องไป ต่อไปคงหาคนมาเช่าต่อยาก”

 

นิชคุณหัวเราะในลำคอ จูบหน้าผากคนปากแข็งอย่างเอ็นดู “ใจร้ายจริง”

 

“ไปหาหมอเถอะนะครับ เดี๋ยวผมพาไปเอง”

 

ร่างเล็กขยับ แต่ก็ถูกดึงกลับไปในอ้อมกอดอีกครั้ง “อยู่ตรงนี้ก่อนเถอะนะ”

 

อูยองมองหน้าคนพี่แล้วจึงถอนหายใจยอมแพ้ ยอมนอนนิ่งๆในอ้อมแขนของนิชคุณต่อไป

 

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ พี่จะไป” นิชคุณกระซิบ มือหนาลูบเส้นผมของน้องเบาๆราวกลับจะเป็นฝ่ายปลอบใจอูยองเสียเอง

 
 
 
 
 
 
 

 

อูยองจำแทบไม่ได้ว่าตัวเองเข้าครัวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ พวกเขาทำอาหารบ้างเมื่อย้ายมาอยู่กันเอง ชานซองมักจะได้รับหน้าที่เป็นพ่อครัวบ่อยที่สุด ชานซองทำอาหารอร่อยเขายอมรับ แต่พวกเขาก็ยังถนัดจะสั่งอาหารมากินอยู่ดี ง่ายและชัวร์ จุนโฮบอกกับเขาอย่างนั้น เมื่อพวกเขาตกอยู่ในภาวะหิวโซหลังจากชานซองทำพาสต้าซอสไหม้ไปทั้งหม้อ ส่วนเส้นก็ต้มไม่สุก

 

อูยองยกหม้อลงจากเตา ตักชิม และปลอบใจตัวเองว่าข้าวโอ๊ตต้มคงไม่มีทางทำให้รสชาติดีกว่านี้ไปได้เท่าไหร่นัก

 

“วางยาพิษพี่อยู่หรอครับ” เพราะคิ้วที่ขมวดยุ่งนั่นแหละ ถึงทำให้อีกคนอดแซวไม่ได้

 

อูยองเงยหน้ามองตัวต้นเหตุที่ทำให้เขาต้องเข้าครัว นิชคุณดูดีขึ้นกว่าเมื่อคืน แม้หน้าตาจะยังอิดโรยอยู่ก็ตาม นิชคุณนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเค้าน์เตอร์ครัว ยิ้มให้อูยอง

 

“ก็คิดอยู่” อูยองพึมพำ พลางตักข้าวเละๆนั่นลงในชามกระเบื้องที่จุนโฮซื้อจากอินเตอร์เน็ตตอนลดราคา

 

“กินเสร็จแล้วไปหาหมอกันนะครับ”

 

นิชคุณยืดตัวขึ้น “พี่หายแล้ว เห็นมั้ยครับ”

 

มือเล็กแปะลงหน้าผากคนพี่ ทำหน้ามุ่ย

 

“ตัวยังร้อนอยู่เลย”

 

“ไม่ร้อนสักหน่อย” ไอ้คนพูดวางมือทาบลงบนมือเล็กอีกที หัวเราะเบาๆเมื่อสังเกตเห็นเฉดสีระบายที่แก้มน้อง

 

“ฮยองบอกผมว่าวันนี้จะไปหาหมอนะ”

 

นิชคุณหยิบช้อนขึ้นมา ฉีกยิ้มให้อูยอง “พี่จะนอนพักโอเคมั้ยครับ”

 

“ดื้อ!” อูยองพูด กระแทกชามข้าวโอ๊ตมาวางตรงหน้านิชคุณ ก่อนจะสะบัดหน้าหนี

 

นิชคุณกลั้นหัวเราะ เมื่อเห็นคนแก้มป่องหันกลับไปทำเป็นล้างจานในอ่าง

 

“จะกินแล้วนะ”

 

“.......” งอนตุ้บป่องกันไปซะแล้ว

 

“ดีใจจัง มีแฟนทำมื้อเช้าให้กิน”

 

ได้ผล คราวนี้ร่างเล็กหันกลับมาตวาดเข้าให้ “ใครแฟนกันครับ”

 

“ก็อูยอง...”

 

“ผมไม่คิดว่าผมเคยพูดว่าผมเป็นแฟนฮยองนะ”

 

“งั้นก็เป็นซะสิ ดีมั้ย”

 

“ไม่” สายตามองคาดโทษเก่า นิชคุณถึงได้ยิ้มเจื่อน เขาตักข้าวโอ๊ตต้มเข้าปาก พึมพำเสียงเบาแต่ก็จงใจให้อีกคนได้ยิน

 

“ข้าวต้มเมียอร่อยจัง”

 

อูยองขยับปากเป็นคำที่อ่านได้ว่า ประสาท! ก่อนจะหันหนีแววตาวาววับนั่น เมื่อคืนยังทำตัวน่าสงสารอยู่เลย แล้วดูวันนี้สิ ไข้ขึ้นจนเพี้ยนไปแล้วรึไง อูยองบีบฟองน้ำจนฟองฟอดขึ้นมา นิชคุณต้องป่วยเป็นโรคขี้ตู่แน่ๆ! ปากบ่นพึมพำจนแก้มขยับพองเข้าพองออก ให้คนมองอยู่ยิ้มกว้างไปถึงใบหู

 

 

 

 

อูยองผลักร่างหนาลงบนเตียง มือเล็กออกแรงรวบแขนคนพี่ไว้แน่น พยายามไม่สบสายตาที่มองมา

 

“จะปล้ำพี่หรอไง” ก่อนที่นิชคุณจะได้พูดอะไรไร้สาระอีก อูยองสอดปรอทวัดไข้ใส่ปากคนปากดีเข้าให้

 

นิชคุณเบ้ปาก ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

 

“ได้เวลานอนแล้วครับ”

 

อูยองชี้นิ้วสั่ง ก่อนจะเดินหนีออกไปข้างนอก นิชคุณส่งเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอ

 

 

เมื่อปิดประตูลง อูยองถอนหายใจอย่างโล่งอก ยกมือขึ้นลูบแก้มก่ำแดงของตัวเอง นึกถึงคำพูดหยอดของนิชคุณอูยองได้แต่กัดปากตัวเองไม่ให้ส่งเสียงร้องออกมา มือกำแน่นเพราะไม่รู้จะเอาไปไว้ตรงไหน ให้ตาย ไม่รู้พี่เขาไปหัดทำตัวแบบนี้มาจากไหน ไหนจะสายตาออดอ้อนนั่นอีกเหล่า อูยองส่ายหัวแรงๆราวกับจะทำให้หายเขินได้อย่างงั้น

 

นิ้วมือกดผิดกดถูกบนโทรศัพท์ สุดท้ายเขาก็สามารถต่อสายไปได้ถูกคน เมื่อได้ยินเสียงทักทายร่าเริงของอีกคน

 

“ฮยอง งานปาร์ตี้เย็นนี้ผมไม่ไปได้มั้ยครับ”

 

“หืม... ทำไมล่ะ” เสียงของจุนซูประหลาดใจ และแฝงแววผิดหวัง  

 

“นิชคุณ..”

 

ยังไม่ทันจะพูดจบ อีกฝ่ายก็เอ่ยขึ้นมา “อ่อ เข้าใจล่ะ”

 

“ไม่ใช่นะครับ คือนิชคุณฮยองเขาไม่สบาย” อูยองรีบพูดต่อ ละล่ำละลักจนปลายสายต้องนึกขำ

 

“งั้นหรอ จะให้ฉันแวะเข้าไปดูมั้ย”

 

“ไม่ดีกว่าครับ”

 

“เอาเถอะ ถ้าเปลี่ยนใจยังไงก็โทรมานะ”

 

“ครับ”

 

“ฉันอยากให้นายมานะ” ถึงอีกฝ่ายจะพูดด้วยเสียงแผ่วเบา แต่อูยองก็ยังจับความเศร้าในน้ำเสียงนั้นได้

 

“แล้วผมจะดูอีกทีนะครับ”

 

 

 

 

“นัดกับกิ้กไว้หรอ”

 

คนป่วยเป็นไข้ขี้ตู่ลุกจากที่นอนมายืนพิงอยู่ตรงกรอบประตูตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

“ฟังคนอื่นคุยโทรศัพท์ มันเสียมารยาทนะครับ” อูยองพูด คิ้วขมวดยุ่งจนนิชคุณอยากเอานิ้วไปคลายปมนั่นออก

 

“อุณหภูมิเท่าไหร่ครับ”

 

“สามสิบ...แปด” นิชคุณก้มลงอ่านค่าจากปรอทที่ถือไว้ในมือ

 

“ไปนอนต่อเลย” อูยองผลักนิชคุณกลับเข้าไปในห้อง

 

 

 

 

เขาขยับตัว ความรู้สึกเย็นๆบนหน้าผากเลื่อนหล่น นิชคุณหยิบผ้าขนหนูสีขาวนุ่มนั่นไว้ อมยิ้ม เมื่อมองเห็นร่างเล็กนอนอ่านหนังสืออยู่บนเตียงข้างๆ แว่นกรอบสี่เหลี่ยมวางบนสันจมูกเรียว

 

“เฮ้”

 

“ตื่นแล้วหรอครับ” อูยองลดหนังสือลง

 

“พี่นอนไปนานเท่าไหร่เนี่ย”

 

“ครึ่งวัน?” อูยองยักไหล่ ใช้นิ้วคั่นหน้าหนังสือไว้ “เป็นยังไงบ้างครับ ดีขึ้นมั้ย”

 

“อื้มมม” นิชคุณยิ้ม ก่อนจะเอ่ยปนขำ เมื่อเห็นอูยองหาวออกมา “แล้วเราล่ะ เป็นไงบ้าง?”

 

“เบื่อจะตายแล้วครับ” อูยองตอบยิ้มๆเรียกเสียงหัวเราะจากคนพี่

 

“อยากออกไปข้างนอกมั้ย”

 

อูยองหันมามองพลางขมวดคิ้ว “ผมว่าฮยองยังไม่ควรไปไหนนะ นอกจากว่าฮยองจะเปลี่ยนใจไปโรงพยาบาล”

 

“ฉันไม่ได้หมายถึงฉัน หมายถึงนายต่างหาก” นิชคุณเอ่ยเสียงอ่อนโยน “นายมีนัดไม่ใช่หรอ”

 

“ไม่มีไรหรอกครับ ก็แค่ปาร์ตี้ปีใหม่... ผมอยู่ที่นี่ดีกว่า” อูยองยิ้ม หันกลับไปทำท่าว่าตั้งใจกับการอ่านหนังสือ ทั้งๆที่อ่านซ้ำบรรทัดนั้นมาเป็นสิบรอบแล้ว

 

“โทรหาจุนซูสิ”

 

อูยองหันมามองประหลาดใจ

 

“ไปเถอะน่า”

 

“แต่ฮยอง..” อ้าปากจะเถียง แต่ก็โดนคนพี่แทรกมาก่อน

 

“ไม่เอาน่า คืนวันปีใหม่ นายไม่ควรมานั่งแกร่วอยู่กับคนป่วยหรอกนะ”

 

นิชคุณลุกขึ้นจากเตียง ดึงหนังสือออกจากมือของอูยอง ดวงตาคู่เล็กเก็บความเป็นกังวลไว้ไม่มิด นิชคุณยิ้มให้อีกคนสบายใจ ก่อนจะดึงตัวอูยองให้ลุกขึ้น “ไปเร็ว ซินเดอเรลล่า งานเต้นรำรออยู่"

 

"แล้วฮยองเป็นใคร นางฟ้าพ่อทูนหัวหรอไง”

 

“ฉันไม่อยากเป็นสามีใจร้าย ที่ไม่ยอมให้ภรรยาออกไปเจอเจ้าชายรูปงามน่ะ”

 

“ผมว่าฮยองต้องไปหาหมอจริงๆนะ” อูยองจ้องนิชคุณเขม็ง ขณะที่นางฟ้าพ่อทูนหัวเริ่มขั้นแรกของการแปลงโฉมด้วยการถอดแว่นของเขาออก “อย่างน้อยก็ไปเช็คประสาท”

 

นิชคุณยักคิ้ว ขณะที่อูยองถอนหายใจแล้วหันหนีไปอีกทาง

 

“ไม่ต้องห่วงพี่หรอกน่า” มือที่จับข้อมือเล็ก เลื่อนไปโอบเอว อูยองยังคงไม่หันกลับมา

 

“แล้วใครบอกว่าห่วง”

 

นิชคุณเลิกคิ้วมองหน้าน้องจากด้านข้าง แก้มกลมแดงจัดราวกับลูกมะเขือเทศ

 

“ไม่ต้องห่วงด้วยว่าพี่จะเป็นอะไรตายคาห้อง แล้วหาคนมาเช่าต่อไม่ได้”

 

อูยองหลุดหัวเราะออกมา

 

“ไปเถอะครับ” นิชคุณกระซิบที่ข้างแก้ม เมื่อเห็นว่าน้องยังลังเล

 

เขาเองก็ลังเลอยากฝังจมูกลงแก้มนิ่มสักที

 

“ถ้ามีอะไรโทรบอกผมทันทีเลยนะ ผมจะรีบกลับมา” อูยองถอนหายใจออกมาในที่สุด

 

“ครับ... ที่รัก” แล้วนิชคุณก็โดนสุดที่รักศอกเบาๆเข้าเต็มหน้าท้อง

 

 

 

 

 

 

 

เขามักจะชื่นชมจุนซู ใครจะไปรู้ว่าดีเจประจำไนท์คลับที่ตั้งอยู่ใจกลางนิวยอร์กคนนี้ จะเป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของที่นี่ด้วย ด้วยวัยเพียงยี่สิบกว่าปี เป็นนักธุรกิจ เป็นนักดนตรี จุนซูใช้ชีวิตในห้องอัดวันละสิบสองชั่วโมง และใช้เวลาอีกสามสิบหกชั่วโมงต่อสัปดาห์เปิดคลีนิกเล็กๆ บนตึกสูงของแมนฮัตตัน เป็นชีวิตที่สุดขั้ว ลองให้คนไข้ของนายแพทย์จุนซู คิม ชื่อที่แปะอยู่หน้าห้องทำงาน นึกภาพชายหนุ่มแต่งกายสไตล์ฮิปฮอป เสื้อตัวโคร่ง และกางเกงที่ดึงต่ำ กำลังเปิดแผ่นอยู่ในผับในบาร์ คงไม่มีใครนึกออก

 

“เฮ้!” จุนซูโบกมือเรียกเขา เมื่อเจ้าตัวเดินลงมาจากเวที รอยยิ้มกว้างจนถึงดวงตา ดูจะเป็นลักษณะเฉพาะของจุนซูซึ่งทำให้คนที่อยู่ด้วยนั้นสบายใจ

 

อูยองยิ้มตอบกลับไป

 

“นายมาจนได้”

 

จุนซูมองเลยร่างเล็กไป หันซ้ายแลขวา ก่อนจะโดนคนตัวเล็กขัดขึ้นมา “ผมมาคนเดียวครับ”

 

“และแน่นอนว่าถ้าพวกนั้นกลับมา ผมเอาเรื่องมันแน่” พวกนั้นที่เขาหมายถึงคือชานซอง และจุนโฮที่หนีเขากลับบ้านโดยไม่บอกกันสักคำ ตื่นขึ้นมาก็เห็นพวกมันหอบกระเป๋าไปขึ้นเครื่องบินกันแล้ว เขาเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าระหว่างนิชคุณกับเพื่อนเขาสองคน ใครกันแน่ที่แผนสูงกว่ากัน

“พวกนายควรมีโอกาสได้คุยกันนะ” จุนโฮที่แสนดี ยังอุตส่าห์หันมาตบบ่าเขา ก่อนจะขึ้นแท็กซี่ไป

 

 

จุนซูหัวเราะ “ความจริงฉันมองหานิชคุณนะ ฉันจะมองหาพวกนั้นทำไมฉันรู้อยู่แล้วว่าพวกมันไม่อยู่”

 

“ฮยอง” อูยองร้องครางออกมา

 

“ลืมไป คุณฮยองของนายไม่สบายสินะ” จุนซูเหยียดยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะหยิบเครื่องดื่มขึ้นมาจิบ

 

“พวกนายดีกันรึยัง”

 

อูยองเหลือบสายตาขึ้นมอง จุนซูยังคงนั่งดื่ม สายตามองเลยออกไป ไม่ได้มองเขา ไม่ได้มองอะไรเลย

 

เขาไม่ได้ตอบ พวกเขาปล่อยให้เสียงเพลงของแรปเปอร์ผิวสี ดังแข่งกับความคิดของตัวเอง จนเมื่อแสงไฟถูกหรี่ลง และทุกคนไปยืนรอบเวทีเล็กๆนั้น จุนซูคว้าข้อมือเขา “มาเถอะ”

 

เสียงนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ดังขึ้นพร้อมๆกัน

 

“5… 4… 3… 2….. 1”

 

ประทัดมือถูกยิงขึ้น ริ้วกระดาษสีรุ้งโปรยปราย เสียงเปิดขวดแชมเปญ ดังประสานกับเสียงหัว