[fiction] Falling Rose 1/?

posted on 05 Oct 2011 12:02 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney
 
 
 
Title : Falling Rose
Author : LIMEs
Genre : Romance, Comedy, Agnst, Fluff, Smut, ?? (มันจะจะเล่นทุกแนว)
Rating : PG-13
Pre-Story : Wedding Dress
Pairing : Nichkhun x Wooyoung
 
 
 
 
 

เด็กหนุ่มมองห้องพักที่ว่างเปล่า เหยียดแขนเพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดมาทั้งวัน เขาถอนหายใจยาวเมื่อได้ยินเพียงเสียงแว่วๆของโทรทัศน์จากห้องข้างๆ และเสียงรถราที่วิ่งอยู่บนถนนข้างล่าง ได้มีเวลาอยู่คนเดียวบ้างก็ดีเหมือนกัน จุนโฮและชานซองมักอยู่กับเขาเสมอ พวกเขาพากันทำเรื่องบ้าๆ แล้วหัวเราะเสียงดังกันจนท้องขัดท้องแข็ง อาจจะดูเฮฮาเหมือนเด็กหนุ่มทั่วไปที่อาศัยอยู่ด้วยกัน แต่ลึกๆแล้ว อูยองรู้.. เพื่อนๆเป็นห่วงเขาจนไม่อาจปล่อยให้คาดสายตา ราวกับกลัวว่าเพียงเสี้ยววินาทีหนึ่งเขาอาจจะปลิวสลายไป อูยองไม่โทษใคร เขาเคยอ่อนแอ เขาเคยแตกสลาย เพื่อนของเขา พี่ชายของเขา คนพวกนี้ไม่เคยปล่อยให้รอยยิ้มของเขาจางหาย แต่ถึงอย่างนั้น.. นี่เป็นสิ่งที่เขาเลือก ทั้งหมดคือชีวิตใหม่ เขาเลือกจะก้าวไปข้างหน้าแล้ว คนอื่นก็ควรจะวางใจ แล้วปล่อยให้เขาก้าวเดินด้วยตัวเองเช่นกัน คนเราจะเข้มแข็งที่สุดเมื่อได้ยืนด้วยขาของตัวเอง ไม่ใช่ให้ใครมาคอยช่วยพยุง เขาไม่มีทางจะเดินย้อนกลับไปในเส้นทางเดิม... จะไม่ทำอะไรให้มันผิดพลาดอีกเป็นครั้งที่สอง

 

การอยู่คนเดียว.. ใช่ว่าจะทำให้เขาเหงาได้อย่างเดิม

 

จุนโฮกลับมาก่อนหน้านี้แล้ว อูยองบอกได้จากกระเป๋าเป้สีเปลือกมังคุดที่ถูกเจ้าของทิ้งไว้บนโซฟา เขาเรียกจุนโฮอยู่สองสามครั้ง แต่ไม่มีเสียงตอบรับ คงออกไปข้างนอกละมั้ง... จุนโฮเป็นเพื่อนใหม่ที่เขาพบในคลาสปรับพื้นฐานภาษาสำหรับนักศึกษาจากต่างประเทศ เขา ชานซอง จุนโฮ เป็นคนเกาหลีเพียงสามคนในคลาส หลังจากหนึ่งเดือนแรกผ่านไป พวกเขากลายเป็นรูมเมท ย้ายจากหอพักของมหาลัย แล้วตัดสินใจเช่าอพาร์ทเม้นนี้อยู่ด้วยกันแทน มันไกลกว่า แต่สิ่งที่ได้มาคืออิสระจากกฎของหอพักนักศึกษา พวกเขาไม่ได้ชอบแหกกฎหรืออะไร ถ้าไม่นับชานซอง ครอบครัวของเขาและจุนโฮไม่ได้ร่ำรวย แค่ส่งเขามาเรียนเมืองนอกได้ก็ดีแค่ไหน ทั้งคู่ต่างก็ต้องออกไปทำงานพิเศษหลังเลิกเรียนกันทั้งนั้น  ชานซองเองก็ไม่ยอมน้อยหน้าหรอก

 

“มีคนจ้างกุไปเป็นนายแบบว่ะ” เพื่อนสนิทบอกกับเขาในวันหนึ่ง


“ก็ดีนิ่” อูยองตอบอย่างไม่ใส่ใจอะไร เพราะมัวแต่พะวงกับราเมงที่กำลังเดือดปุดอยู่ในหม้อ ราเมงซองละไม่กี่พันวอนที่เกาหลี พอมาถึงที่นี่กลับถูกอัพราคาจนน่าตกใจ เพราะคิดถึงรสเดิมๆนี่แหละน่า ถึงได้ซื้อมาต้มกิน


“ดียังไงวะ เป็นนายแบบนู้ดหุ่นนิ่งให้พวกเด็กศิลป์มันเสก็ตช์ภาพอะเว้ย เมิงคิดดูกุต้องไปยืนแก้ผ้าอยู่เฉยๆให้คนเป็นสิบมอง”


เท่านั้นล่ะ อูยองถึงหลุดขำพรวดออกมา “ไม่ใช่แค่นั้นนะ กุว่าเดี๋ยวเขาต้องจัดนิทรรศการ แล้วทั้งงานจะมีแต่รูปเมิงยืนล่อนจ้อน คราวนี้ละเมิง... ดังแน่”


อูยองหยุดเสียงหัวเราะ เมื่อสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของเพื่อน ชานซองชะงักค้างสีหน้าซีดเผือด


“เป็นไรวะ” ยังไม่ทันอีกคนจะตอบ อูยองที่เริ่มเดาอะไรได้ก็ปล่อยเสียงหัวเราะก้ากออกมา “เฮ้ยย เมิงอย่าบอกนะว่าเมิงไปทำมาแล้ว”


“เชี่ยเอ๊ยย” ชานซองสบถ คว้าราเมงที่เขาเพิ่งตักลงถ้วยเสร็จแล้วเดินหนีเข้าห้องไป


ถึงอย่างนั้นอูยองก็ยังเห็นชานซองออกไป“ทำงาน”อีกเป็นบางครั้งอยู่ดี ...

 

 

ที่เค้าเตอร์ครัวมีปึกจดหมายวางอยู่ อูยองหยิบมันขึ้นมาตรวจดูจดหมายของตัวเอง มีชื่อของเขาจ่าหน้าอยู่สองสามฉบับ สองฉบับแรกเป็นจดหมายเชิญชวนจากชมรมที่เขาไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำในมหาวิทยาลัย อูยองวางมันแยกไว้ ขณะหยิบโปสการ์ดใบหนึ่งขึ้นมามันเป็นภาพของทะเลที่เขาบอกได้ทันทีว่าคือที่ไหน คลื่นทะเลนิ่งสงบต้องประกายแดดระยิบ เขายิ้มเมื่อเห็นชื่อว่าใครเป็นคนส่งมา

 

อูยองเปิดตู้เย็น รินนมสดใส่แก้ว นั่งลงอ่านลายมือที่เขียนอย่างเป็นระเบียบ

 

อปป้า...

สบายดีมั้ยคะ ฉันมาที่ปูซานล่ะ! อปป้าคิดถึงที่นี่อยู่ใช่มั้ยคะ ฉันเห็นโปสการ์ดใบนี้สวยดีก็เลยส่งมาให้ เผื่อจะช่วยทำให้อปป้ารีบๆเรียนจบเร็วๆแล้วกลับมาที่นี่ซักที คนแถวนี้เขาคิดถึงอปป้ากันเยอะแยะแล้วนะ ที่นิวยอร์กเป็นยังไงบ้างคะ ที่เกาหลีเริ่มหนาวแล้ว ยังไงอปป้าดูแลตัวเองด้วยนะคะ หรือจะให้ฉันหาใครไปช่วยดูแลดี? ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้นเลย ฉันรู้ว่าอปป้าจะต้องกำลังแอบบ่นฉันอยู่แน่ๆ ฉันรู้ค่ะว่าอูยองอปป้าน่ะ ดูแลตัวเองได้ อูยองอปป้าเก่งที่สุด! คิคิ แต่ถึงยังไงต่อให้เก่งแค่ไหน การมีใครสักคนอยู่ข้างๆมันก็ดีกว่าไม่ใช่หรอคะ? อ่า... นี่ฉันพยายามจะพูดอะไรนะ ยังไงก็ตั้งใจเรียนนะคะ รักษาสุขภาพด้วย

ซอลลี่

 

อูยองหัวเราะเบาๆเมื่ออ่านจบ อะไรกัน ใครที่ไหนจะมาคิดถึงเขาเยอะแยะ จะมีก็แต่เจ้าตัวนี่แหละ คอยถามไถ่เขาอยู่เรื่อย เมื่อต่างคนต่างรู้ว่ารู้สึกยังไงแค่ไหนต่อกัน มันถึงกลายเป็นความสบายใจที่ได้พูดคุย ซอลลี่กลายเป็นเหมือนน้องสาวคนเล็กของเขา พวกเขาติดต่อกัน โดยปกติแล้วแน่นอนว่าไม่ใช่ทางจดหมายหรือส่งโปสการ์ด แต่เป็นทางอีเมล์ และบางทีถ้าอูยองนอนดึกพอ หรือซอลลี่ตื่นเช้า พวกเขาก็จะแชทกันผ่านโปรแกรมสนทนา เสียงเจื้อยแจ้วทั้งๆที่ตาบวมตุ่ยกันทั้งคู่ การมีใครสักคนอยู่ข้างๆ อูยองไม่ได้โดดเดี่ยวสักหน่อย เขามีผู้คนมากมายรายล้อม ทั้งเพื่อนที่พร้อมช่วยเหลือเขาทุกเมื่อ แทคยอนพี่ชายที่แม้จะอยู่ไกลกันแต่ก็ห่วงใยเขาตลอด พ่อและแม่ของเขา ซอลลี่ด้วยอีก แล้วเขาจะต้องการใครอีกไปทำไม

 

อูยองล้างแก้วนมของตัวเอง และจานของใครสักคนที่วางทิ้งไว้ในซิงค์แล้วคว่ำไว้ หยิบกระเป๋าเป้ และโปสการ์ดจากซอลลี่เข้าไปเก็บในห้อง ไม่แน่คราวนี้เขาอาจจะลองส่งโปสการ์ดหาเธอบ้างเหมือนกัน ที่ร้านกาแฟตรงหัวมุมถนนมีโปสการ์ดลายสวยๆวางขายอยู่ เขาคิดจะซื้อมาอยู่หลายครั้ง แต่ไม่รู้จะส่งให้ใคร

 

เขากำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า ตอนที่ได้ยินเสียงจากข้างนอก รูมเมทของเขาคงกลับมาแล้ว เขาคว้าเสื้อยืดสีขาวลายกราฟฟิกที่ซีดจางจนดูไม่ออกว่าลายอะไรขึ้นมาสวม ก่อนจะเดินออกไป

 

“ไปไหนมา...จุน..”

 

“.......”

 

“ฮยองมาทำอะไรที่นี่” เขาได้ยินเสียงตัวเองเอ่ยออกไปในที่สุด มุมปากของอีกคนค่อยๆคลายยิ้มออกมา

 

“อูยอง...”

 

เนิ่นนานที่ไม่ได้เจอ แต่ใบหน้านั้น... น่าแปลก ที่อูยองไม่เคยลืม

 

“........” อูยองหันหลังกลับ ประตูห้องเขาอยู่ห่างไม่กี่ก้าว แค่เดินเข้าห้องแล้วปิดประตู... อูยองเม้มริมฝีปากด้วยความเจ็บใจ เมื่อคนข้างหลังคว้าตัวเขาไปกอดได้อย่างง่ายดาย แผ่นหลังของเขาแนบชิดไปกับแผงอกที่แข็งแกร่ง

 

วงแขนที่กระชับกอด ลมหายใจอุ่นที่เป่ารดอยู่ที่ท้ายทอย เขาทำได้เพียงยืนนิ่งงัน หัวใจของเขาก็เช่นกัน

 

หลังจากผ่านไปหลายวินาที หรืออาจจะหลายนาที นิชคุณพูดมันออกมา “คิดถึงจัง”

 

คำสามคำสั้นๆที่พาให้กระแสลมพัดความทรงจำย้อนกลับมาราวกับคลื่นพายุ

 

อูยองหลับตาลง ทุกคำพูดทุกสัมผัส ยังคงดังแผ่วอยู่ในความทรงจำ ในอ้อมกอดที่คุ้นเคย มันยังอบอุ่น อบอุ่นจนน่าตกใจ แม้เวลาจะผ่านมาเกือบสองปี... เพราะเขาอยากจะหนีมาให้ไกล เขาถึงตกปากรับคำทันทีที่ชานซองเปรยเรื่องจะมาเรียนต่ออเมริกา ไม่ว่าเขาจะทำอะไรไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนมันไม่ช่วยอะไรนอกจากจะทำให้คิดถึงคนที่เคยอยู่ด้วยกัน มันเจ็บปวดจนบางครั้งเขาแทบไม่อยากหายใจ เขาอ่อนแอจนเขานึกรังเกียจตัวเอง อูยองที่ปล่อยใจให้หลงรักผู้ชายของคนอื่น และปล่อยให้ความรักกลายเป็นความผิดที่เลวร้าย ความคิดถึงที่ยังอยู่ในทุกลมหายใจมันจึงเสียดแทงจนไม่อาจทนไหว เขาตัดสินใจบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาตั้งหลายพันไมล์ให้ระยะทาง และกาลเวลามันช่วยทำให้เขาลืม

 

“ฉันขอโทษ...”

 

แล้วคนๆนี้มีสิทธิ์อะไรที่จะเดินกลับมาอีกครั้ง


“ฮยองมาทำอะไรที่นี่” แม้ไม่ได้ตั้งใจ เสียงของเขาฟังดูคล้ายจะร้องไห้ มันสั่นและเบาหวิว เหมือนคนที่ใกล้จะพ่ายแพ้ลงอีกครั้ง

 

ไม่... อูยองไม่ใช่คนอ่อนแออีกแล้ว หัวใจของเขาดิ้นรนด้วยแรงเฮือกสุดท้าย

 

“ฉันมาหานาย” เสียงตอบนุ่มละมุน โอบร่างคนตัวเล็กไว้ โอบกอดด้วยทั้งหัวใจของเขา “อย่าหนีฉันอีกเลยนะ อูยอง อย่าทิ้งฉันไปไหนเลย”

 

“ฮยองก็รู้ว่าผมไม่ได้หนี.. ผมแค่... อยู่ที่นั่นไม่ได้อีกแล้ว” อูยองพยายามจะคลายมือของนิชคุณออก แต่อ้อมกอดนั้นมันกระชับแน่นจนเกินไป หรือไม่คงเป็นเขาซะเองที่หมดเรี่ยวแรง “ผมบอกฮยองแล้วไม่ใช่หรอ... เราไม่ควรเจอกันอีกนะครับ กลับไปนะ”

 

ท้ายประโยคเสียงแผ่ว อ้อนวอน

 

“ฉันเจอนายแล้ว” นิชคุณแนบแก้มของตัวเองลงบนผิวแก้มเนียน ดวงตาเอ่อรื่น แต่น้ำเสียงหนักแน่นและมั่นคง “ไม่ ฉันจะไม่ปล่อยนายไปไหนอีก”

 

“วันที่นายมาหาฉัน บอกลาฉัน ฉันเป็นคนโง่ อูยอง ฉันเป็นคนโง่ที่ไม่รู้ว่าใครคือคนที่สำคัญ ฉันปล่อยให้นายจากไป” นิ้วหัวแม่มือที่สากกระด้างเช็ดน้ำตาบนแก้มนุ่มที่เจ้าตัวไม่รู้ว่าไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่

 

“กลับไปเถอะครับ” เสียงอูยองแผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปในลำคอ เขาส่ายหน้า ไม่พร้อมจะรับฟัง แต่นิชคุณยังโอบกอดเขาไว้แนบกาย

 

“พี่มันงี่เง่า ที่คิดว่าตัวเองจะจัดการทุกอย่างได้ คนงี่เง่าที่เชื่อว่าตัวเองทำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยไม่รู้ตัวว่าได้ทำร้ายคนที่พี่รักที่สุด... ยกโทษให้พี่ได้มั้ยครับ”

 

อูยองเบือนหน้าหนีไปจากแววตาที่เว้าวอน “ผมไม่เคยโกรธ.. ไม่เคยโกรธฮยองได้เลย”

“แต่ผมไม่ได้รู้สึกกับฮยองอย่างนั้นอีกแล้วล่ะครับ”

 

“อย่าพูดอย่างนั้น” อูยองตกใจ เมื่อเสียงของนิชคุณดูเจ็บปวดเหลือเกิน “ฉันรักนายมากนะ”

 

“ได้โปรดอูยอง ฉันรักนาย” นิชคุณเชยคางคนตัวเล็กขึ้น มองลึกเข้าไปในแววตา รักจนไม่อาจทนไหวแม้เพียงคิดว่าจะไม่ได้พบหน้ากันอีกแล้ว แม้เพียงคิดว่าอีกคนจะหมดรัก มันก็ทรมานนัก... แล้วอูยองจะต้องทรมานเพราะเขามามากแค่ไหน

 

“ยกโทษให้พี่นะครับ ให้เราได้เริ่มใหม่ ได้มั้ย” น้ำเสียงวิงวอนอย่างคนที่ยอมหมดแล้วทุกอย่าง

 

“ผมทำไม่ได้...” ดวงตาวูบไหวเมื่อต้องสบสายตา แต่หากหลบตาคงเท่ากับยอมรับว่าเขากำลังโกหกคำโต

 

“จะมีเพียงเรา แค่เราสองคน”

 

“เราต่างก็ได้เรียนรู้แล้วไม่ใช่หรอครับ ว่ารักมันไม่ได้สวยงามเสมอไป มันทำร้าย.. ทำร้ายทุกคน”

 

ความรักที่ไม่ถูกต้องไม่ควรมีใครได้ครอบครอง อูยองก้มหน้าลงปล่อยน้ำตาให้พร่างพรู ไม่อยากร้องไห้ ไม่อยากอ่อนแอให้นิชคุณเห็น มันไม่ใช่แค่เขาที่เจ็บปวด แต่ผู้หญิงคนนั้น...

 

“พี่รักอูยองนะครับ”

 

“คำว่ารักมันไม่ใช่เวทย์มนต์ มันทำไม่ได้ทุกอย่างหรอกครับ”

 

อูยองพยายามหันหลบ แต่ฝ่ามือหนาก็เอื้อมมาเช็ดน้ำตาที่ตัวเองไม่ควรเห็น “ฉันรู้...ว่านายก็รักฉัน”

 

“......” อูยองเงยขึ้นสบตาของนิชคุณ นิ่งงัน จะตอบว่าไม่รักก็พูดไม่ได้

 

 

 

พวกเขาผละออกจากกันเมื่อได้ยินเสียงจากหน้าประตู อูยองยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาไม่ให้เพื่อนร่วมห้องต้องมาเห็น ถึงกระนั้นตาบวมยังแดงก่ำ

 

“อ้าว พวกนายเจอกันแล้ว” จุนโฮตบมือเข้าด้วยกันเสียงดัง เดินยิ้มจนตาหยีเข้ามาในห้อง

 

“นี่มันอะไรกันจุนโฮ” จุนโฮไม่เคยรู้จักนิชคุณ แล้วทำไม...

 

“อ่า” จุนโฮทำท่าเหมือนเพิ่งนึกอะไรออก เขายื่นกระดาษที่ถือเข้ามาด้วยให้นิชคุณ “นี่สำเนาให้ฮยองเก็บไว้”

 

อูยองมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่เข้าใจ

 

“จุนโฮ?”

 

“เจ๋งใช่มั้ย นิชคุณเขาเป็นคนไทยนะ แต่เขาเคยอยู่ที่เกาหลีล่ะ เขาเลยพูดเกาหลีได้ ฮยองบอกว่าอยู่ที่ไหนนะ ที่โซลเลยใช่มั้ย?”

 

จุนโฮทำท่าจะหันไปถามนิชคุณ แต่เพราะเจอสีหน้าไม่สบอารมณ์ของอูยอง เขาถึงรีบอธิบายให้เพื่อนตัวเล็กฟัง

 

“นายจำได้มั้ยที่เราเคยคุยกันเรื่องหารูมเมทเพิ่ม” จุนโฮเอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริง “นิคคุณฮยอง จะมาอยู่กับเรา”

 

“อะไรนะ” อูยองมองหน้าคนพูด สลับกับคนถูกพูดถึง “นี่มัน... ล้อเล่นใช่มั้ย”

 

อูยองพยายามไม่สนใจนิชคุณที่แอบยิ้มอยู่ข้างๆ เขามองคาดคั้นจุนโฮ

 

“แต่ตอนนั้นนายก็เห็นด้วยไม่ใช่หรอ” จุนโฮร้อง “มีคนมาเพิ่มก็มีคนช่วยหาร เราก็จ่ายน้อยลง นายก็รู้ว่าฉันกำลังช็อต...”

 

 “คุณ...ฮยอง...”

 

พวกเขาถูกขัดจังหวะด้วยอีกคนที่เพิ่งเข้ามา ชานซองยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ดวงตาเบิ่งกว้างราวกับเห็นผี จนจุนโฮต้องเป็นคนไปพาตัวให้เข้ามาร่วมวงสนทนา

 

“พวกนายรู้จักกัน?” จุนโฮมองทั้งสามคนสลับไปมา

 

“ก็นี่นิชคุณ เป็นพ่อ.. เอ้ย เขากับอูยองเคย..”

 

“เคยเจอกันสองสามครั้ง” อูยองขัดขึ้น ชานซองมองหน้าอูยองอย่างประหลาดใจ ก่อนจะพูดต่อ

 

“นิชคุณเป็นเพื่อนกับแทคฮยองน่ะ” อูยองถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อชานซองพูดเพียงเท่านั้น

 

จุนโฮพยักหน้า เขาเคยเจอกับแทคยอนอยู่หลายครั้ง ตอนที่คนเป็นพี่มาเยี่ยมอูยองนั่นแหละ เขายังจำได้ว่าแทคยอนห่วงอูยองมากแค่ไหน แถมยังกำชับนักกำชับหนาว่าให้พวกเขาดูแลอูยองให้ดี  ตอนที่เจออูยองครั้งแรกเขายังเคยตั้งทฎษฎีไว้ในใจ อูยองต้องเคยเผชิญอะไรหนักๆมา ท่าทางเหม่อลอย ดวงตาอิดโรยไร้ประกาย รอยยิ้มที่ดูเหมือนการกระตุกกล้ามเนื้อที่มุมปากมากกว่าจะมาจากใจที่เป็นสุข ท่าทางของแทคยอนยืนยันความคิดของเขา

 

“งั้นพวกนายคงไม่มีปัญหาที่นิคคุณจะมาอยู่ด้วยใช่มั้ย”

 

“ฮยองจะมาอยู่นี่หรอ” ชานซองหันไปมองหน้านิชคุณ คำพูดของแทคยอนที่เคยบอกกับเขายังดังก้องอยู่ในหัว ห้ามให้นิชคุณรู้ว่าอูยองอยู่ที่ไหน ชานซองกลืนน้ำลาย นี่มันไม่ใช่แค่รู้... แต่เล่นจะมาอยู่ด้วย!

 

“ไม่ ทำไมจะต้องมาอยู่ที่นี่ด้วย” อูยองแย้งขึ้นน้ำเสียงตื่นตกใจ

 

“ก็ฮยองเขาไม่มีที่ไป ห้องนายก็มีเตียง