[SF] Danger

posted on 01 Sep 2011 22:52 by woohoney in WooHoney
 
Note : เนื้อหาในฟิคต่อเนื่อง(นิดๆ)จากเรื่อง All Night Long นะคะ ใครยังไม่อ่านตามไปอ่านตอนเก่าก่อนนะ
 
 

 

เมื่อสามวันก่อนผมได้กาเหม่งไอ้ผู้ชายชื่อนิชคุณ หรเวชกุลให้เป็นบุคคลอันตราย ที่ผมขอสาบานไม่ว่าชาตินี้ชาติไหนจะไม่ยอมให้แมร่งเข้าใกล้ผมเกินสามเมตรเป็นอันขาด เพราะ... เพราะ....จะว่าไงดี ผมดันบังเอิญ ใช่ บังเอิญ มันเป็นอุบัติเหตุ อุบัติเหตุที่ไม่สามารถควบคุมได้ ก็แค่อุบัติเหตุ... ผมจูบเขา.................. โดยอุบัติเหตุ และผู้ชายกับผู้ชายจูบกัน มันไม่ใช่เรื่องปกติ ผมถึงไม่สามารถทำตัวปกติ ไม่ใช่ว่าผมคิดอะไร เพราะผมไม่ได้คิดอะไร แค่มันเป็นอุบัติเหตุที่ไม่ปกติ

 

จริงๆนะ

 

แต่สามวันที่ผ่านมา เอาเข้าจริง ผมโคตรอึดอัดเลยครับ ก็ไอ้บุคคลอันตรายที่ผมห้ามมันเข้าใกล้เนี่ย มันดันเป็นพี่ชายที่ผมสนิทที่สุดนี่สิ ห้ามเขาน่ะห้ามได้ แต่ห้ามตัวเองนี่มันทรมานชะมัด คิดดูสิครับ คนเคยคุยกันทุกวัน จู่ๆต้องมาวิ่งหลบหน้าหลบตา ยืนห่างกันเป็นวา หน้าก็มองไม่ได้ มันไม่สนุกสักนิด คุยด้วยก็ไม่ได้ เล่นด้วยก็ไม่ได้.... มันเหงาอ่ะ

 

แล้วที่สำคัญไม่เห็นไอ้บ้านั่นมันจะมาเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรกับผม แล้วทำไมผมถึงต้องมาเดือดร้อนอยู่คนเดียวด้วยล่ะ  โลกไม่ยุติธรรมสร้างมันเกิดมาหล่อ แล้วยังหน้าด้านอีก แล้วผมล่ะ หล่อก็น้อยกว่า หน้าก็ยังทนได้น้อยกว่า ดั่งนรกชังสวรรค์แกล้ง หล่อ รวย เลว แมร่งโคตรเพอร์เฟคอ่ะ นิชคุณ โคตรเพอร์เฟค

 

วันนี้ผมเลยตัดสินใจแล้วว่าจะลืมเรื่องบ้าๆนั่นซะ มันไม่เรียกว่าจูบด้วยซ้ำ ก็แค่ปากชนกันแป๊ปเดียวน้ำลายยังไม่ทันหายเหม็น แล้วผมเป็นอะไร ผมเป็นลูกผู้ชาย โตแล้ว มีเหตุมีผล ยังไงก็ยังต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน หนีไปก็หนีไม่พ้นหรอกใช่มั้ย    เพราะฉะนั้น  ผมจะกลับไปทำตัวปกติกับเขาสักที

 

“นิคคุณฮยอง” ผมตะโกนเรียกเขา ก่อนที่เราจะออกจากหอพัก เขามองหน้าผมด้วยความประหลาดใจ แน่สิ ก็ผมวิ่งหนีเขามาสามวัน แล้ววันนี้ดันวิ่งมาหาเขาเองซะงั้น

 

“ฮยองว่าผมใส่หมวกใบไหนดี” แบ้วเท่านั้นที่ครองโลก ผมจะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ถึงเหตุการณ์อันไม่ปกติที่เกิดขึ้น ผมอยากเป็นเหมือนเดิม มันก็ต้องเป็นเหมือนเดิมสิ ผมชูหมวกที่คว้าๆมาจากห้องขึ้นโบกไปมาใส่หน้าคุณฮยอง ไม่ทันได้ดูหรอกว่าหยิบอะไรมา แค่อยากหาเรื่องคุย แล้วมันนึกได้แค่นี้เนี่ยหว่า

 

นิชคุณมองสลับไปมาระหว่างหมวกสองใบที่ผมถือ กับใบหน้าผม ผมแทบจะกลั้นหายใจลุ้นปฏิกริยาตอบรับจากเขา เขาจะยอมพูดกับผมมั้ย แล้วเขาจะพูดอะไร มันจะเป็นปกติใช่มั้ย ในเมื่อผมทำตัวปกติ เขาก็ต้องทำตัวปกติด้วยสิ และในที่สุดเขาก็หยิบหมวกไหมพรมที่มีปอมๆก้อนกลมอยู่ข้างบนไปจากมือผม

 

“อากาศเย็นแล้ว ใส่ใบนี้ดีกว่าเนอะ” ว่าแล้วเขาก็ยิ้มออกมา ยิ้มจนถึงดวงตากลมๆโตๆของเขาด้วย นิชคุณค่อยๆบรรจงใส่หมวกนั่นลงมาบนหัวผม ฝ่ามือหนาลูบเบาๆบนศีรษะ

“อูยองใส่อย่างนี้แล้วน่ารักดี”

 

อากาศจะร้อนจะหนาวจะเย็นผมไม่รู้ แต่ตอนนี้ผมร้อน โดยเฉพาะที่หน้า โคตรร้อน น่ารัก... น่ารักดี ผมยืนจ้องเหม่งคุณฮยองก่อนจะกาไว้ในใจ ตัวอันตราย ยังไงนิชคุณก็เป็นตัวอันตรายที่ห้ามเข้าใกล้จางอูยองโดยเด็ดขาด

 


 

 

“กรี๊ดดดดดดดดดดดดด”

 

เสียงกรีดร้องราวกับเกิดเหตุฆาตกรรมขนาดย่อมดังขึ้นทันทีที่พวกเราก้าวลงจากรถ วันนี้พวกผมมีงานแจกลายเซ็น ด้วยสถานที่จัดงานที่ไม่ได้ใหญ่โตมาก ส่งผลให้มันยิ่งดูแคบเข้าไปอีกเมื่อสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์จำนวนมากเบียดตัวเข้าล้อมรอบจุดที่เป็นเวทีเอาไว้อย่างหนาแน่น ผมรีบใช้วิชาตัวเบาที่ฝึกปรือมาเป็นอย่างดีในการเผ่นเอาตัวรอด วิ่งแซงสมาชิกทั้งห้าขึ้นมายึดพื้นที่สุดขอบเวทีไว้ได้เป็นผลสำเร็จ เรื่องของเรื่องคือวิ่งหนีนิชคุณครับ แล้วก็สำเร็จเป็นที่น่าพอใจเมื่อมีสมาชิกวงอีกสี่คนยืนกั้นเราจากกัน ถึงแม้ว่าพอเผลอเหลือบไปมองจะเห็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มประหลาดๆบนหน้านิชคุณก็ตาม ยังไงระยะไกลก็ต้องดีกว่าอยู่ใกล้ๆละวะ

 

เมื่อเรากล่าวทักทายแฟนๆเสร็จ ก็มาถึงตอนที่ผมไม่ชอบที่สุด

 

“นั่งเรียงตามรูปบนปกซีดีนะ” เสียงพี่เมเนเจอร์ดังมาเข้าหู และยังคงดังก้องตอกย้ำอยู่ในมโนสำนึกวนไปวนมาไม่รู้หาย

 

เวรกรรมอะไรของจางอูยอง นั่งสลับกันแล้วแฟนคลับจะจำสับสนหรอว่าใครเป็นใครอ่ะห๊ะ มันจะเห็นฟันแทคยอนเป็นจมูกจุนโฮหรอไงกันห๊ะ ก็ไอ้รูปบนปกอ่ะ อีนิคคุณอ่ะ มันยืนอยู่ข้างผมน่ะสิ แล้วมัน... โว้ยย ไม่อยากอยู่ใกล้นิชคุณอ่ะ ทำยังไงดี เผ่น? วิ่งหนี? แกล้งตาย?

 

หมับ!

 

ผมรู้สึกถึงมือของใครบางคนเอื้อมมาจับไหล่ และเมื่อเงยหน้าไปมองก็เห็นเป็น... นิชคุณ

 

ตูยังไม่ได้บอกเมิงหรอ ว่าตูกำลังหาทางหนีเมิงอยู่อ่ะ

 

“ไปนั่งที่เร็ว” ยิ้ม ยิ้มอีกแล้ว ยิ้มทำเสี่ยไรครับ แล้วร่างกายของผมก็โดนลากไปหย่อนไว้บนเก้าอี้ ส่วนสติของผมหลุดลอยไปไหนไม่อาจทราบได้ รู้ตัวอีกทีก็ตอนมีแฟนคลับมายืนกระพริบตาปริบๆขอลายเซ็นอยู่ข้างหน้า ส่วนคนที่นั่งข้างๆผม ผมไม่รู้ ผมไม่กล้าหันไปมอง

จับปากกาแล้วก็เซ็น จะยากอะไร แต่ทำไมมันยากวะครับ ไอ้ความรู้สึกที่เหมือนมีใครไม่ใกล้ไม่ไกลกำลังจับจ้องอยู่ มันรบกวนสมาธินะเว้ย จะหันกลับไปมองก็ไม่ได้ พาให้ตัวหนังสือแต่ละตัวที่จะเขียนมันช่างดูยากเย็น มือไม้แข็ง อย่างกับว่าเขียนหนังสือไม่เป็นไปซะอย่างนั้น สรุปผลว่าเซ็นไปสิบคน เขียนผิดไปเก้าคน ส่วนคนที่สิบผมต้องถามชื่อเขาซ้ำอยู่สามสี่รอบ ณ จุดนี้ จางอูยองอยากจะไถลลงจากเก้าอี้แล้วมุดลงดินให้รู้แล้วรู้รอด

 

 “อปป้า” เสียงเรียกของแฟนคลับตรงหน้าดังขึ้นขัดจังหวะที่ผมกำลังหาทางจะแทรกตัวหนีผ่านรอยแยกของธรณี

 

“ครับ” ผมหยิบปากกามาถือไว้ในมือ เหยียดแก้มออกให้ดูคล้ายๆว่ายิ้มอยู่

 

“ชื่ออะไรครับ”

 

“จียอนค่ะ”

 

วาบบบ... ความรู้สึกนี่ คนข้างๆแม่มหันมามองอีกแล้ว เมิงจะเอาอะไรจากกรู จะมองให้กรูท้องเลยมั้ยยย สติๆ จางอูยอง สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดปัญญาไม่เกิดปัญญาไม่มี ให้ตายผมลืมชื่อเธอไปแล้ว

 

“เอ่ออ..ชื่ออะไรนะครับ”

 

“จียอนค่ะ”

 

โอเค... ผมจะไม่สนใจ ใครจะมองก็ช่างเขา สิ่งที่ผมต้องทำมีแค่เพ่งโฟกัสไปที่ปลายปากกาแล้วเซ็นชื่อตัวเองลงไป ว่าแต่ผมชื่ออะไรนะ?

 

“อูยองอปป้า” เออ ใช่ผมชื่ออูยอง

 

“อย่าดื้อกับคุนนี่อปป้านะคะ ยอมๆอปป้าเขาหน่อยนะคะ”

 

หือ... ตูไปดื้ออะไรมันตอนไหน แล้วให้ตูยอมอะไร ตัวแม่เลยมั้ยเนี่ย นี่ผมเจอตัวแม่เลยใช่มั้ย

 

“คืออ..” ผมคิดคำพูดจะกอบกู้ศักดิ์ศรีความเป็นชายเสียหน่อย ขืนปล่อยไปอย่างนี้คนเขาจะได้เข้าผมผิดๆกันหมดพอดี แต่ยังไม่ทันจะมีคำอะไรหลุดรอดจากปากหรอก ไอ้คนข้างๆมันก็ใช้เสียงนุ่มๆหัวเราะชอบใจ ก่อนจะเอามืออุ่นๆมาลูบหัวผมเล่น

 

ฮืออ... อย่ามายุ่งกับกรู...........

 

“คุนนี่อปป้า ดูแลอูยองงี่อปป้าด้วยนะคะ”

 

“ครับ จะดูแลอย่างดีเลย ป้อนข้าว ป้อนน้ำ พร้อมกล่อมนอนด้วยครับ”

 

 

ผมนั่งดูจียอนฝากฝังผมไว้กับไอ้คุณฮยอง เห็นผมเป็นเด็กสามขวบกันรึไง ต้องมาให้ดูลงดูแล ดูแลตัวเองได้โว้ย โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้วเฟ้ย ผมแอบหันไปเหล่มองนิชคุณอย่างไม่พอใจนิดนึง แต่ดั้นนไอ้บ้านั่นต้องหันมาพอดีด้วย ไม่หันเปล่า มันมาพร้อมรอยยิ้มกว้างโชว์ฟันขาว สว่างไปมั้ย คุณฮยองน่ะสว่างไปมั้ย ผิวก็ขาวเรืองรองออร่ากระจายราวเทวดาลงมาโปรดมนุษย์โลก มองแล้วเบลอครับ

 

ไม่ไหวแล้วเว้ย!!

 

“ผมขอย้ายที่” ผมได้ยินเสียงตัวเองพูดขึ้น ตอนที่ตัวกระเด้งขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ อยู่ตรงนี้ไม่ได้ อยู่ใกล้คุณฮยองอีกนาทีเดียว ชีวิตของจางอูยองจะต้อง...ตาย อาการหายใจไม่ค่อยจะออกอย่างนี้ หัวใจเต้นแรงได้อย่างนี้ ผมกำลังจะตาย หัวใจกำลังจะวายแน่ๆ ไหนจะอาการร้อนวูบวาบที่วิ่งผล่านไปทั่ว ธาตุไฟกำลังจะแตก ร่างกายของผมกำลังจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ

 

“ตรงนี้มันอับ ผมหายใจไม่ออก” ผมบอกทุกคนที่หันมามองผมเป็นตาเดียว

 

“เอ่อ... งั้นแลกที่กับฉันก็ได้อูด้ง” ชานซองที่นั่งอยู่ริมเวทีลุกขึ้นยืน อย่างงี้สิมักเน่น่ารักน่าเอ็นดูกลับไปบ้านจะไปตัดกล้วยมาบำเรอสักสามหวี ผมรีบวิ่งไปหาเขาอย่างไม่ลังเลสักนิด ถึงแม้จะแอบได้ยินเสียงหัวเราะขำของใครบางคนดังไล่หลัง

 

 

 

เสร็จสักที ในที่สุดผมก็เซ็นชื่อให้กับแฟนๆเสร็จไปได้ด้วยดี และก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายก่อนจากกัน... ถ่ายรูปหมู่

 

“ชิดๆกันหน่อยครับ” คุณลุงตากล้องยืนถ่างขาพร้อมโก่งตูด แมร่งท่าโพสชนะเลิศอ่ะ น่าเอากล้องไปถ่ายพี่แกมากกว่าถ่ายพวกผมนะ

 

“ชิดอีกนิดครับ” เมิงจะให้กูชิดไปไหนวะเนี่ย ทุกคนขยับตัวไปรวมกันเป็นก้อนเดียว อ้าวว เวรแล้วไง.. ผมหลุดกรอบอ่ะ

 

จะไปแทรกทางซ้ายก็เจอทั้งชานซองทั้งแทคยอนยืนเป็นกำแพงเมืองจีนบังผมซะมิด จะยืนเขย่งผมก็สงสารนิ้วตรีนตัวเอง จะไปแทรกระหว่างชานซองกับจุนโฮ ผมก็กลัวไปทำลายโมเม้นของคู่เขา ผมเดินมึนงงไปยืนข้างจุนซูฮยองที่ขยับที่ให้ผมยืนอย่างรวดเร็ว

 

“พร้อมนะครับ 1…2… 3… กิมจิ”

 

ผมฉีกยิ้มกว้าง พร้อมกับเสียงกรี๊ดดังขึ้นอีก รอยยิ้มของผมมันน่ารักมากจนแฟนๆทนไม่ไหวใช่มั้ยครับ

 

ไม่.. ไม่ใช่ครับ

 

เพราะอีป้ายที่กระพือไกลๆนี่ ป้ายคุณด้งทั้งนั้นเลย ผมเหลือบมองคนข้างๆที่โอบไหล่ผมอยู่ ชัดเลย.. นิชคุณ เจ้าเก่าเจ้าประจำเจ้าเดิม มันมายืนตรงนี้นานรึยัง?

 

ผมยิงฟันสู่แสงแฟลชที่ยังวูบวาบ พลางกระเถิบหนีนิชคุณให้ไกลสุดเท่าที่จะทำได้ ตอนนั้นเองที่ผมได้ยินเสียงตะโกนมาจากข้างล่าง

 

“อูยองงงงงง” เสียงแมนมากครับ “ผมรักคุณ ผมรักคุณมากเลยนะ แต่งงานกับผมนะครับ”

 

ผมมองหน้าคนตะโกน แล้วขนลุกวาบ โห พี่แกเล่นหนวดเคราดำเฟิ้มมาเลย พูดตรงๆ ผมกลัวครับ กลัวจนผมเผลอไปยืนเบียดคนข้างๆโดยอัตโนมัติ นิชคุณฮยองแกก็ไม่พลาดโอกาสฉีกยิ้มกว้างโอบเอวผมเข้าไปชิดตัวเองมองหน้าคุณแฟนบอยคนนั้นอย่างเย้ยหยัน เออ ให้มันรู้ซะบ้าง ว่าจางอูยองมันเด็กใคร...

 

เอ๊ะ มันฟังดูแปลกๆอยู่นะ -_-

 

ผมมองหน้าพี่ข้างล่างที่เปลี่ยนไปชูป้าย “เลิกกับเขา แล้วมาหาผม” แล้วเปลี่ยนมามองหน้านิคคุณหนึ่งที ก่อนจะขยับไปยืนพิงร่างหนาของเขา พี่แกจึงเดินคอตกจากไปด้วยหัวใจแตกสลาย ผมเสียใจด้วยนะครับ แต่พี่กับเขา... ผมคงต้องเลือกนิชคุณ

 

 

 

หน้าตามันจะมีความสุขไปแล้ว ผมหันหน้าออกนอกหน้าต่าง ถึงแม้ว่าผมจะไม่ได้นั่งข้างคุณฮยอง แต่ผมก็เห็นครับ(ผมแอบมอง ผมยอมรับ) ว่าคนที่นั่งอยู่เบาะหลังมันแอบอมยิ้มกรุ้มกริ้มอยู่คนเดียว ท่าจะบ้า ถ้ามันไม่บ้า ผมนี่แหละจะเป็นบ้าเอง

 

ทันทีที่รถจอดที่หน้าหอ ผมวิ่งลงจากรถด้วยความเร็วสิบแรงหมาถีบ กระโจนพรวดเข้าไปในห้องนอนแล้วล้อกประตู ผมยืนหอบพิงบานประตู ให้ตาย นี่ผมบ้าจนโง่ไปแล้วหรือไง ถึงได้ไปยืนข้างนิชคุณ แล้วปล่อยให้ตัวอันตรายอย่างนั้นยืนโอบเอวอยู่ได้เป็นนานสองนาน

 

ก้อกๆ


เสียงเคาะประตู ทำให้ผมสะดุ้ง

 

“อูยอง เปิดประตูที”

 

เปิดก็โง่สิครับ ห้ามเข้าใกล้ อูยองต้องไม่เปิดโอกาสให้นิชคุณเข้าใกล้อีกเป็นอันขาด

 

“อูยอง” นิชคุณตบประตูเรียก

 

“ผมเหนื่อย จะนอนแล้ว” ผมตะโกนออกไป ก่อนจะถอยมานั่งกอดเข่าบนเตียง

 

“แต่อูยอง...”

 

“อย่ามากวนผมน่า”

 

“เปิดประตูเดี๋ยวนี้”

 

ฮึ้ยย มีมาสั่ง

 

“ไม่”

 

“จะเปิดไม่เปิด”

 

“ก็ทำไมต้องเปิดด้วยเล่า!”

 

“ก็นั่นมันห้องฉัน!”

 

ผมมองซ้ายมองขวา เออ.. จริง ห้องคุณฮยองนี่หว่า ช่วยไม่ได้นี่ครับ ก็ผมมานอนห้องนี้บ่อยกว่าห้องตัวเองอีก มันต้องมีเบลอกันบ้าง ก็ดูสิ ของเหลืองๆที่แทร