[SF] ทวิตภพ [5/6]

posted on 22 Aug 2011 01:21 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney

 

 

 

 

 

อูยองแอบแหวกม่านออกดูตั้งหลายครั้ง ก็ยังไม่เห็นหน้าคนที่รอ ถึงนิชคุณจะบอกไว้ก่อนแล้วว่ามีธุระ แต่เขาก็ยังอยากให้พี่คุณมาทันดูเขาแสดงนี่นา ปากบางถึงเบะบึ้งเข้าให้

 

“ไอ้ด้ง เจ้าเตรียมตัว จะถึงฉากนางสีดาแล้ว” เสียงรุ่นพี่ในคณะโขนเอ่ยเรียก ชื่อด้งเป็นชื่อเล่นที่ครูโขนใช้เรียกเขา เพราะครูเคยถามถึงชื่อเล่น อูยองก็พอมีแต่ฉายาที่เพื่อนๆเคยเรียกกันว่าอูด้ง จากอูด้งเลยเป็นกระด้ง จนเหลือแค่ด้งในที่สุด แต่ไม่ว่าจะชื่ออะไรมันก็โยงกลับมาที่แก้มอูมๆของเขาได้ทุกครั้ง แก้มอูมๆบวมๆเหมือนเส้นอูด้ง อยู่ที่นี่แก้มกลมๆก็โดนแซวว่าเป็นกระด้งทุกครั้งไป

 

“ครับ” อูยองขานรับ จัดเสื้อจัดผ้าให้เรียบร้อย ถึงจะเป็นเพียงการซ้อม แต่ครั้งนี้ถือเป็นการซ้อมใหญ่ทีเดียว ทุกคนถึงได้จริงจังกันมาก

 

เสียงดนตรีบรรเลง บทพากษ์ถึงนางสีดาดังขึ้น อูยองก้าวย่างออกไปหน้าเวที  เคลื่อนไหวเยื้องย้าย เอวบางอ่อนช้อย จนชายที่ได้ชมต่างจับจ้องเป็นตาเดียว แต่อูยองหามองชายอื่นใดไม่ สายตามองหาเพียงชายคนเดียวที่ยังคงมาไม่ถึง ถึงอย่างนั้นอูยองก็ไม่ได้ปล่อยให้เรื่องนี้รบกวนจิตใจมากนัก มันคงเป็นวิธีหนีความอึดอัดและไม่สบายใจของเขา ทุกครั้งที่ได้เต้น ไม่ว่าปัญหาอะไรก็ดูจะบางเบาลงทั้งนั้น เขาจดจ่อไปที่การเคลื่อนไหวของร่างกายจังหวะของดนตรี รู้ตัวอีกทีก็เมื่อสบสายตาคนที่มายืนส่งยิ้มให้ตามสัญญา เมื่อจบบทเสียงกลองทัดและตะโพนดังระรัว อูยองกลับเข้าหลังม่าน เดินไปหาคนพี่ที่เข้ามาหาในทันที

 

“พี่คุณมาช้า” อูยองแกล้งต่อว่าไปงั้นๆ เพราะถึงยังไงแก้มกลมก็ยิ้มกว้างไม่หุบอยู่ดี

 

“มณีจาง..” นิชคุณเอ่ยพลางถอนหายใจหนักอกให้อูยองต้องประหลาดใจ สายตาเหลือบมองครูโขนที่ยืนหน้าเคร่งหน้าเครียดอยู่ข้างหลังนิชคุณ ก็รู้ได้ว่าต้องมีบางสิ่งผิดปกติ

 

“ข้ารู้ว่าเจ้ารักโขนนัก ข้าไม่อยากเป็นคนที่ต้องมาบอกเจ้าเรื่องนี้เลย”

 

“มีอะไรหรอครับ” อูยองเอ่ยถาม ขณะที่ฝ่ามือหนากำลังลูบศีรษะเขาด้วยความเอ็นดูเหลือเกิน

 

“ทางวังจะไม่จัดแสดงโขนต้อนรับแขกฝรั่งแล้ว”

 

“ทำไมกันครับ” อูยองตกตะลึง เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทั้งหมดที่ซักซ้อมกันมา สุดท้ายจะสูญเปล่างั้นหรอ

 

“เขาว่า มันไม่เป็นสากลน่ะ” ครูโขนถอนหายใจออกมา ดวงตาปิดความปวดร้าวไว้ไม่มิด แน่ล่ะครูจะต้องเจ็บปวดกว่าใครทั้งหมด เพราะครูรักการเล่นโขนเสียยิ่งกว่าชีวิต

 

“แต่ว่า... เราซ้อมกันมา.. เราตั้งใจมากจริงๆนะครับ พี่คุณไปบอกในวังได้มั้ย บอกให้เขาให้เราแสดงด้วยเถอะครับ” อูยองจับแขนคนพี่ ช้อนตาอ้อนวอน

 

“ข้าพยายามแล้ว แต่พวกเขาไม่เห็นด้วย”

 

“ทำไมล่ะครับ ทำไมต้องเป็นสากลด้วย” อูยองเบะ เสียงสั่นจะสะอื้นอยู่รอมร่อ

 

“เจ้าคงมิเข้าใจสถานการณ์ของเราในเพลานี้ ต่างชาติเข้ามาในประเทศเรามากมาย เพราะประเทศเราเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ย่อมถูกหมายตา พวกฝรั่งพยายามจะเอาเราเป็นเมืองขึ้น ดังนั้นเพื่อเอกราชเราจึงต้องแสดงความศิวิไลให้เขาเห็น นั่นคือเราจักต้องปรับปรุงหลายสิ่งให้เป็นสากล ให้เขาเห็นว่าเราเป็นชาติที่พัฒนาก้าวหน้า มิใช่ประเทศบ้านป่าเมืองเถื่อนให้เขาใช้เป็นข้ออ้างรุกรานเรา”

 

“ไม่เห็นเกี่ยวกันเลย” อูยองแย้ง กอดอกดื้อรั้น “ทั้งๆที่วัฒนธรรมไทยมีสิ่งดีๆตั้งเยอะแยะ ทำไมเราถึงไม่แสดงให้เขาเห็น ให้ต่างชาติเห็นว่าประเทศเรามีวัฒนธรรมที่โดดเด่น และสวยงาม หากเราเป็นประเทศบ้านป่าเมืองเถื่อน คงไม่มีการพัฒนาทางด้านศิลปะวัฒนธรรมมาถึงขนาดนี้ ไม่ใช่หรอครับ”

 

นิชคุณยิ้มให้อูยอง แปลกใจนัก ว่าคนที่เขาเห็นว่าเป็นเด็กตัวน้อยมาตลอด จะคิดอะไรได้เกินตัวเยี่ยงนี้

 

 “ถ้าเราหันไปหาทางสากลเสียหมด แล้วจะเหลืออะไรเป็นเอกลักษณ์ของชาติล่ะครับ”

 

“เจ้าด้ง” ครูโขนดึงตัวอูยองมากอด “แค่นี้ แค่เพียงเจ้า... เจ้ามิใช่คนไทยด้วยซ้ำ แต่เจ้ากลับมองเห็นสิ่งที่ใครหลายคนไม่เคยมอง เท่านี้ข้าก็ขอบใจเจ้านัก”

 

“พี่คุณ” อูยองสบตานิชคุณ “ให้พวกเราได้แสดงด้วยนะครับ”

 

“ถึงกระนั้น รามเกียรติ์ก็เป็นเรื่องการศึกสงคราม มีทั้งรบราฆ่าฟัน เขาถึงมิเห็นงามที่จะจัดแสดงโขนในเพลานี้” นิชคุณถอดถอนหายใจ ลำบากใจเหลือเกิน

 

“เจ้าอย่าไปรบกวนคุณหลวงท่านเลย อย่าให้ท่านต้องหนักใจ ไม่ได้แสดงงานนี้ เราก็ยกไปงานหน้า ใช่ว่าจะไม่มีโขนแล้วเสียเมื่อไหร่”

 

“แต่ว่า..” อูยองจะพูดอีก แต่ครูก็ขัดเข้าให้

 

“เล่นให้ฝรั่งดู ฝรั่งก็มิเข้าใจ เล่นไปก็ป่วยการณ์”

 

“แล้วถ้าผม... ทำให้โขนเป็นสากลได้ล่ะครับ” อูยองพูดขึ้น ทั้งครูโขนทั้งนิชคุณมองหน้าอูยองด้วยความประหลาดใจ “ปรับการแสดงเล็กน้อย แต่ยังคงเอกลักษณ์ไทยเอาไว้ ทำให้การแสดงเข้าถึงคนดูได้ง่าย และคงกลิ่นอายของโขน”

 

“เจ้าจะทำได้เยี่ยงไร” นิชคุณเอ่ยถาม

 

“ด้งทำได้ขอรับ กระผมเคยเห็นเขาเต้น” ลูกคณะคนหนึ่งก้าวเข้ามา ตามด้วยคนอื่นๆ เขาเป็นคนเดียวกับที่อูยองเคยเต้นให้ดู อูยองเพิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาคนนี้เป็นผู้แสดงเป็นหนุมานนั่นเอง

 

“เจ้าสอนพวกเรา พวกเราจะร่วมแสดงกับเจ้า” เขาหันมาพูดกับอูยอง ก่อนจะหันไปมองทางนิชคุณ

 

“คุณหลวง กรุณาพิจารณาใหม่ด้วยเถิดขอรับ”

 

 

 

อูยองยังคงใช้ดนตรีประกอบจากวงปี่พาทย์ เสียงเครื่องเป่าดังนำ ตามด้วยเสียงกลองหลายครั้ง ชายหนุ่มสองคนตีลังกาต่อเนื่องจากคนละฝั่งตามจังหวะ ราวกับม่านมนุษย์ที่เตรียมเปิดฉากการแสดง ลูกระนาดถูกตีรัว พร้อมกับการกระโจนออกมาของนักแสดงทั้งหมด เคลื่อนไหวพร้อมเพรียงด้วยท่วงท่าร่ายรำของโขน ก่อนจังหวะดนตรีจะหยุดกึ้ก ทั้งหมดยืนค้างนิ่งเงียบ ได้ยินเพียงเสียงลมหวีดหวิวของเมฆฝนที่ครึ้มมา เสียงร้องเอื้อนเอยดังขึ้น ประกอบกับเสียงไวโอลินฟังแปลกหูแต่กลับผสมกลมกลืนกันได้อย่างประหลาด อูยองขยับเท้าตามจังหวะเบรกแดนซ์ที่คุ้นเคย และผู้แสดงคนอื่นก็เต้นตาม เขาเหยียดแขนออก ตั้งวงโค้งสวยงาม สะโพกเคลื่อนย้ายพลิ้วไหว เครื่องดนตรีเริ่มบรรเลงครบวงขึ้นอีกครั้ง การร่ายรำ ผสมการเต้นแบบต่างๆ รวมทั้งการแปรขบวน อูยองผสมแม้กระทั่งท่วงท่าของบัลเล่ต์ และจังหวะของแทงโก้ เมื่อดนตรีบรรเลงจนถึงจุดสำคัญ อูยองต่อตัวขึ้นยืนเป็นยอด เรียกเสียงปรบมือกราวเกรียว การแสดงจบลงที่การตีลังกาพาสุริน อูยองก้าวเท้าออกมา เขาจับมือผู้ร่วมแสดงและโค้งให้กับผู้ชม

 

“นี่คือการแสดงที่เจ้าเตรียมมารึ” ชายร่างอ้วนที่มีหนวดสีดอกเลายกมือขึ้นลูบปลายหนวด เขาหรี่ตามองเหล่านักแสดงบนเวที เพราะคุณหลวงนิชคุณบอกทางวังว่าคณะโขนสองทิวายามเตรียมการแสดงพิเศษไว้ เขาถึงต้องมาเป็นผู้ตัดสินว่าจะยินยอมให้จัดแสดงต้อนรับแขกในงานที่กำลังจะจัดหรือไม่

 

มือของอูยองเย็นเฉียบ เช่นเดียวกับคนอื่นๆที่กำลังรอคำตอบ พวกเขาใช้เวลาซ้อมเพียงสามวัน และยังมีจุดผิดอยู่มาก นั่นทำให้เขาเป็นกังวล เขามองหน้าผู้ตัดสินพยายามคาดเดาเอาคำตอบ แต่กลับไม่พบอะไร

 

ผู้ตัดสินเคาะนิ้วบนเข่าครุ่นคิด ก่อนจะกระแอมขึ้นทำลายความเงียบที่ทอดลงมา

 

“พวกเจ้าพร้อมสำหรับการแสดงพรุ่งนี้หรือไม่”

 

อูยองฉีกยิ้มกว้างตอบไปทันใด “พร้อมครับ”

 

“ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าจงไปแสดง การแสดงที่แปลกใหม่ตระการตาเช่นนี้ ให้แขกต่างบ้านต่างเมืองได้เห็น ข้าจะรอชมด้วยความภูมิใจยิ่ง”

 

เสียงตะโกนยินดีดังสนั่น อูยองกระโดดลงจากเวทีวิ่งไปหาคนที่ยืนอ้าแขนรอเขาอยู่แล้ว อูยองโผกอดคอนิชคุณ ก่อนจะถูกคนพี่ยกจนตัวลอย

 

“ขอบคุณครับ” อูยองยิ้มให้นิชคุณ ก่อนจะหน้าแดงจัด เพราะเพิ่งรู้ตัวว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ที่เรือนกันสองคนเสียเมื่อไหร่

 

“ข้ามิได้ทำอะไร เป็นเพราะเจ้าต่างหาก คนเก่งของข้า” นิชคุณปล่อยตัวอูยองลงยืนกับพื้น แม้มือจะยังคงจับเอวอยู่ไม่ปล่อย ได้ยินคำชมอูยองถึงได้อมยิ้มขวยเขินน่ารักนัก

 

“เหนื่อยไหม ฝนเริ่มโปรยแล้ว กลับเรือนกันเถิด พรุ่งนี้เป็นวันสำคัญ ประเดี๋ยวเจ้าจะป่วยไปเสียก่อน”

 

อูยองพยักหน้า ก่อนจะขอตัวไปลาครูและเพื่อนๆ

 

 

กลับจนถึงเรือนอูยองก็ยังคงยิ้มสดใสจนทุกอย่างก็ดูจะสดใสตามไปเสียหมด นิชคุณเช็ดเส้นผมให้คนน้องที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ และนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง

 

“เจ้าดูจะรักการเต้นนัก”

 

“มันเป็นความฝันของผม” อูยองพูดตาเป็นประกาย

 

“ความฝันเจ้าแปลกกว่าคนอื่น เห็นเขามีแต่คนใฝ่ฝันอยากรับราชการเป็นใหญ่เป็นโต แต่เจ้ากลับฝันที่จะเต้นงั้นหรือ”

 

อูยองมุ่ยปาก ใส่พี่คุณในกระจก

 

“พี่คุณไม่รู้อะไร ต่อไปอีกสักร้อยปี ใครๆก็ชื่นชมเหล่านักร้องนักเต้นนักแสดงกันทั้งนั้น”

 

“งั้นรึ” นิชคุณฟังอูยอง แล้วก็พาให้นึกขำ เอากับเขาสิอีกร้อยปี โลกจะกลับตาลปัตรไปได้ถึงเพียงไหน

 

“เขาเรียกว่าไอดอล แล้วไอดอลนี่ล่ะที่จะกลายเป็นกลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อประเทศ ไม่สิ ต่อโลกเลยมากกว่า”

 

“ขนาดนั้นเชียว”

 

“พี่คุณไม่เชื่อผม” อูยองทำหน้าบึ้ง ดึงผ้าเช็ดผมออกจากมือนิชคุณ ก่อนจะหันกลับไปมองคนโตกว่าที่ยืนกลั้นยิ้ม รู้หรอกน่าว่าอยากหัวเราะกัน

 

“คอยดูนะ ต่อไปประเทศเกาหลี จะไม่ใช่ประเทศเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จัก เราจะเติบโต และขยายเผยแพร่วัฒนธรรมไปทั่วโลก ผ่านไอดอลที่พี่คุณขำอยู่นี่แหละ แม้แต่ประเทศไทยเองก็ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคลื่นวัฒนธรรมเกาหลี” พูดจบอูยองก็เดินหนีไปนั่งบนเตียง ขุ่นเคืองที่อีกคนไม่เชื่อกัน

 

นิชคุณเห็นน้องทำหน้ามุ่ยตุ่ย ใจที่ไม่อยากขำ มันก็ยิ่งขำ คลื่นวัฒนธรรมเกาหลี... หรือมณีจางของเขาจะโดนฝนจนไข้ขึ้นเพ้อเจ้อไปเสียแล้ว อยากจะเห็นหน้าไอ้ดอนที่อูยองพูดถึงนักมันจะมีดีอะไรสักแค่ไหน ประเทศไทยคงความเป็นไทยมาได้ถึงบัดนี้ แล้วไอ้ดอนผู้นี้มันเป็นใครจึงจะมาเปลี่ยนแปลงเมืองสยามของเขาไปได้

 

“ถ้าเยี่ยงนั้น ข้าคงต้องผูกสัมพันธ์กับชาวเกาหลีไว้สักคน” นิชคุณเดินไปหยิกแก้มยุ้ยให้หายหมั่นเขี้ยว “เผื่อว่าอีกสักร้อยสองร้อยปีข้างหน้า ข้าจะได้มิตกสมัย”

 

“ไม่ต้องเลย” อูยองทำปากยื่นใส่คนพี่ “ผมรู้ว่าพี่ไม่เชื่อผม แต่ต่อไปประเทศไทยจะต้องเจอคลื่นกระทบจากอีกหลายชาติ ไม่ว่าจะญี่ปุ่น อเมริกา เกาหลี หรือประเทศอะไรก็ตาม และถ้าหากว่าประเทศไทยไม่สร้างความแข็งแกร่งให้กับวัฒนธรรมตัวเอง ต่อไปคงต้องมีบางสิ่งที่สูญหายไป ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะพี่รู้มั้ยครับ แค่ช่วงเวลาสั้นๆที่ผมมาอยู่ที่นี่ ผมก็หลงสเน่ห์ความเป็นไทย...”

 

“คนไทยด้วยรึไม่”

 

“อย่าขัดสิครับ” อูยองตวัดตามองขวับ “ผมแค่ไม่อยากให้มันหายไป สิ่งที่ผมอยากเห็นคือการยอมรับและเรียนรู้ซึ่งวัฒนธรรมของกันและกัน ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงตามประเทศอื่นไปเสียหมดจนสูญเสียอัตลักษณ์ของตัวเอง”

 

“สยามเราจักไม่มีทางเป็นเช่นนั้น มิต้องห่วงดอก” นิชคุณลูบหัวอูยองไปมา อูยองพูดแปลกดีนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าตระหนักถึง “คนไทยจักมิยอมเสียความเป็นไทยให้ผู้ใด” โดยเฉพาะไอ้ดอนนั่น นิชคุณต่อในใจ

 

“แต่ข้าก็ยอมเสียความเป็นไทให้เจ้านะ” นิชคุณเปรยขึ้นหลังจากเงียบไปสักพัก เรียกสายตาคนตัวเล็กให้หันไปถลึงตาใส่ นิชคุณหัวเราะร่วนเมื่อเห็นแก้มแดงหูแดงของอูยอง ยิ่งชวนหมั่นเขี้ยวให้ดึงตัวมากอด

 

อูยองดิ้นขลุกขลัก เงยหน้ามองคนพี่เอาเรื่อง นึกอยากจะต่อว่าคนพี่สักที แต่เมื่อสบตานิชคุณเข้าแล้ว คำพูดของนิชคุณที่ดังสะท้อนอยู่เมื่อครู่ ก็ทำให้ใจเขากระตุกวูบ ร้อยสองร้อยปีข้างหน้า ...

 

อูยอง.. จางอูยอง มาทำอะไรที่นี่ เขาไม่ใช่คนในยุคสมัยนี้ ไม่ใช่คนที่นี่ มือที่ตั้งใจจะปัดมือของนิชคุณทิ้งถึงกระชับฝ่ามืออุ่นของคนพี่ไว้แน่น

 

“นอนกันเถอะครับ” อูยองเอ่ย ได้ยินเสียงฟ้าร้องดังมาจากข้างนอก ก็หนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ

 

เขาไม่อยากไปจากที่นี่เสียแล้ว


“พี่คุณอยู่กับผมได้มั้ย คืนนี้ อยู่กับผมนะ”

 

“มีอะไรหรือ” นิชคุณประหลาดใจ และออกจะเป็นกังวล จู่ๆท่าทีของอูยองก็เปลี่ยนไป เขาโอบร่างเล็กไว้ในอ้อมกอด ก่อนจะพาเอนลงนอน

 

“ฝนตกแล้วครับ” อูยองกระซิบ

 

“ข้าไม่ยักรู้ว่าเจ้ากลัวฝน” เสียงฟ้าครืนขึ้นมาอีก พร้อมกับร่างเล็กที่ขยับมาซุกในอ้อมแขน นิชคุณจูบขมับคนน้องเบาๆ

 

อูยองรับรู้ถึงสัมผัสจากริมฝีปากอ่อนนุ่ม ลมหายใจอุ่นจากปลายจมูกที่คลอเคลียอยู่เหนือศีรษะ เขาหลับตาซุกลงสูดกลิ่นหอมมะลิอ่อนๆจากกายของคนพี่ เสียงลมพายุที่พัดกระหน่ำพาให้เขาตัวสั่นเทา

 

“จะกลัวไปใย ข้าอยู่ที่นี่ อยู่ข้างๆเจ้า” นิชคุณลูบแผ่นหลังของอูยอง ก่อนจะมอบจุมพิตอบอุ่นอ่อนหวานปลอบประโลมแม่มณีจางของเขา อูยองเผยอริมฝีปากออกเล็กน้อย ปล่อยเสียงครางอ่อนหวานที่ถูกฉกฉวยไปเมื่อริมฝีปากของนิชคุณขยับดูดดื่มช่วงชิงลมหายใจ วิธีปลอบของนิชคุณดูจะได้ผล เมื่อตอนนี้อูยองแทบจะไม่ได้ยินเสียงสายฝนอีกแล้ว อูยองรู้สึกถึงน้ำหนักตัวของนิชคุณที่กดทับอยู่บนร่างกายของตัวเอง รสจูบที่เร่าร้อนขึ้นไปทุกที นี่แค่ปลอบกันจริงๆใช่มั้ย เขายกแขนขึ้นโอบรอบคอของคนบนร่าง ปล่อยให้ลิ้นร้อนรุกเข้ามาในโพรงปาก อูยองครางฮือในลำคอ ผ้าสไบหลุดลงจากหัวไหล่ หางกระเบนที่เหน็บไว้หลุดหลุ่ย ลมพายุที่พัดพาเม็ดฝนเย็นฉ่ำที่ข้างนอก ก็คงมิอาจบรรเทาอุณหภูมิภายในห้องที่เพิ่มมากขึ้นไปในทุกขณะ อูยองกอดโน้มร่างนิชคุณไว้แนบชิด รู้สึกถึงไออุ่นจากร่างกายของอีกคน

 

“อืมมม.. พี่คุณ...” อูยองร้องคราง แผ่นอกเคลื่อนไหวขึ้นลงหอบโยน พยายามให้ลมหายใจกลับมาเป็นปกติ เขาไม่ได้ยินเสียงฝนอีกแล้ว ฝนอาจจะหยุดตกไปแล้วก็ได้ แต่ที่เขาแน่ใจที่สุดคือนิชคุณยังคงอบอุ่นในอ้อมแขน อูยองลืมตา ดวงตากลมโตสบสายตาของเขา ก่อนจะอุทานออกมาเบาๆ

 

“โอ้ว...”

 

อูยองผงะถอยหลัง และพบว่าตัวเองกำลังนั่งพิงอยู่กับแผ่นกระจกเย็นเฉียบ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Talk{};