[SF] ทวิตภพ [3/?]

posted on 26 Jul 2011 19:02 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney

 

 

 

 

เช้าวันรุ่ง นิชคุณมาปลุกเขาแต่เช้าให้ไปกินข้าวร่วมสำรับ มื้ออาหารที่อูยองแทบไม่กล้าเงยหน้าออกจากจานข้าว เพราะรับรู้ว่าอีกคนกำลังมองจ้องกันไม่วางตา ไม่มองเปล่ายังจะมาทำอมยิ้มกรุ้มกริ่มใส่อีก อูยองเลยได้แต่นั่งก้มหน้าก้มตากิน โทษฟ้าโทษลมไปเรื่อย ที่แก้มเขาร้อนผ่าวๆอยู่นี่ เพราะลมไม่พัด เพราะแดดมันร้อนหรอกน่า

 

“กินข้าวแล้วใยเจ้าต้องหน้าแดง”

 

“แค่กๆ” คนโดนทักสำลักข้าวแทบติดคอ ยกมือขึ้นกุมแก้มแทบไม่ทัน

 

“เขินข้ารึ” นิชคุณหัวเราะ พลางลอบมองแก้มที่แดงจัดราวลูกตำลึง นึกถึงแก้มกลมนุ่มนิ่มที่ได้หอมเมื่อวานก็อยากจะจับมาหอมอีกสักที

 

“ใครเขิน บ้าป่าว” อูยองยัดข้าวเข้าเต็มปาก

 

“ไม่กินข้าวหรอครับ” หันไปดุคนพี่ที่เอาแต่นั่งยิ้มอยู่ได้

 

“ข้ามองหน้าเจ้าก็อิ่มแล้ว”

 

อูยองกลืนข้าวลงคออย่างยากลำบาก ยกขันน้ำขึ้นดื่มอึกใหญ่ พี่คุณต้องบ้าสมองกลับไปแล้วแน่ๆ พูดจาอะไรไม่รู้เรื่อง

 

“ผมอิ่มแล้ว พี่คุณนั่งกินไปคนเดียวละกัน” พูดจบก็รีบเด้งผลุง วิ่งปรู๊ดเข้าห้องตัวเอง ลงกลอนประตูเสียงดังลั่น

 

อูยองนั่งบนเตียง กอดหมอนไว้แน่น นึกถึงเรื่องเมื่อวาน แก้มก็ร้อนไม่หาย แล้วพลันปากบางก็เผลอหลุดยิ้มไม่หุบ ได้ยินเสียงเรียกของนิชคุณมาจากข้างนอก ถึงได้ฝังหน้าลงกับหมอนเสียเลย ให้ตายเถอะ คุณหลวงนิชคุณอัครหรเวชกุลทำจางอูยองเขินจะตายอยู่แล้ว รู้ตัวบ้างมั้ยเนี่ย

 

 

อูยองรอจนนิชคุณออกไปทำงาน เรือนใหญ่กลับมาเงียบเหงาอีกครั้ง เป็นอย่างนี้ทุกทีที่นิชคุณไม่อยู่ เปิดประตูออกมามองซ้ายมองขวาไม่เห็นใครสักคนแม้แต่พวกบ่าว รอยยิ้มซุกซนถึงระบายขึ้นบนพวงแก้ม อูยองกลับเข้าห้องถอดผ้าสไบออก แล้วหยิบเสื้อมาใส่หาผ้าผูกเข้าทีเอว ก่อนจะแอบย่องลงจากเรือนไม่ให้ใครเห็น วิ่งไปตามทางเดิมที่จำได้ จนมาหยุดอยู่หน้าคณะโขนที่เขามาเมื่อวานนี้ เสียงบรรเลงของเครื่องดนตรียังคงดังเสนาะหู คราวนี้เด็กหนุ่มสามสี่คนกำลังเคลื่อนกายตามจังหวะด้วยท่วงท่าคล่องแคล่วสง่างาม อูยองยืนมองด้วยความสนอกสนใจ การรำที่แข่งแกร่งแบบชายหนุ่ม แต่ไม่ทิ้งซึ่งความงดงามของการร่ายรำ เด็กหนุ่มคนหนึ่งกระโดดขึ้นไปต่อตัวอยู่บนร่างของอีกสองคนที่ยืนเป็นฐาน แสดงท่าทางทั้งสง่างามและดุดัน อูยองยืนดูจนบทเพลงจบลง เหล่านักแสดงหยิบผ้าขึ้นเช็ดเหงื่อกันพัลวัน

 

อูยองคว้าแขนคนที่ต่อตัวขึ้นไปเป็นยอดเมื่อกี้ไว้ ก่อนที่เขาจะเดินผ่านไป เด็กหนุ่มคนนี้ดูแล้ววัยคงไล่เลี่ยกันแน่

 

“นายสอนฉันได้มั้ย ฉันอยากเล่นเป็นบ้าง” อูยองพูดกระตือรือร้น

 

“นี่.. โขนน่ะ มันไม่ใช่การเล่นเด็กๆน่ะเจ้า โขนคือนาฏศิลป์ชั้นสูง คนจะเป็นโขน เขาต้องฝึกกันเป็นปีๆ ใช่ว่าจะหัดกันได้ง่ายๆเสียเมื่อไหร่”

 

“นะ เถอะนะ” อูยองเบะปากตามนิสัย จนเด็กหนุ่มต้องยอมใจอ่อน

 

“เอ้า ไหนเจ้าลองรำให้ข้าดูสิ”

 

“ฉันรำไม่เป็นอ่ะ” อูยองยกมือขึ้นลูบท้ายทอย ในขณะที่เด็กหนุ่มอีกคนส่ายหัวเหนื่อยใจ

 

“รำไม่เป็น แล้วจะเล่นโขนได้เยี่ยงไร”

 

พอเห็นอีกคนทำท่าจะเดินหนี อูยองเลยรีบเรียกไว้

 

“เดี๋ยวก่อนสิ”

 

อูยองหลับตา นึกภาพ การแสดงโขนที่ได้เห็นเมื่อครู่ ก่อนที่เท้าจะเริ่มขยับตามจังหวะที่นับขึ้นมาในใจ อูยองไม่ได้รำ แต่อูยองกำลังเต้น เต้นด้วยเบรกแดนซ์ที่เขาถนัด เขาลืมตาขึ้น ก่อนที่แขนจะเหยียดออกแล้วยกขึ้นตั้งวง อูยองผสมการเต้น และการรำเข้าด้วยกัน เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงขึ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นการเต้นของอูยอง ผู้คนที่เดินผ่านเริ่มหยุดและมุงดูด้วยความประหลาดใจ การเคลื่อนไหวของอูยองทั้งอ่อนช้อยงดงาม และคล่องแคล่วว่องไว พลิ้วไหวราวกับปลาที่กำลังแหวกว่ายในกระแสน้ำ เมื่อเสียงระนาดเร่งจังหวะ อูยองก็เพิ่มความเข้มแข็งและดุดัน เท้าอูยองเตะทรายจนกระจายฟุ้ง เหมือนฝูงปลาที่กระโจนพุ่งขึ้นจากพื้นน้ำ อูยองตีลังกาม้วนตัวกลับหลัง เรียกเสียงปรบมือดังก้อง

 

อูยองฉีกยิ้มให้เด็กหนุ่มที่ยืนตะลึงงัน

 

“ฉันพอจะเล่นโขนได้บ้างมั้ย”

 

 

อูยองขลุกอยู่ในคณะโขนจนบ่ายคล้อย เขาหัดจีบมือ และตั้งวง เริ่มจากรำวงพื้นฐาน อูยองเป็นคนตัวอ่อน เพราะหัดยืดตัวมาตั้งแต่เด็ก ครูโขนถึงชมเปราะว่าเขารำได้อ่อนช้อยนุ่มนวล ไม่เหมือนคนที่เพิ่งหัดรำสักนิด พอรู้ตัวอีกทีอูยองก็ต้องสะดุ้งเพราะนึกขึ้นได้ว่านิชคุณนัดเขาไว้ในตอนเย็น อูยองรีบลาครู ก่อนจะวิ่งกลับเรือน

 

โชคดีที่อูยองกลับไปถึงก่อนที่นิชคุณจะกลับ อิเรียมแทบจะร้องไห้ด้วยความโล่งอกตอนที่เห็นอูยองเดินขึ้นมาบนเรือน

 

“แม่หญิง หายไปไหนมานะเจ้าคะ บ่าวตกใจแทบแย่”

 

“ก็ไปเดินเล่นแถวๆนี้เอง ไม่เป็นไรหรอกน่า”

 

“จะไม่เป็นไรได้อย่างไรละเจ้าคะ คุณหลวงสั่งให้อิฉันดูแลแม่หญิงให้ดี ถ้าคุณหลวงรู้เขา คุณหลวงคงโมโหหนักนัก”

 

“ก็อย่าให้พี่คุณรู้สิครับ” นั่นไง เอาอีกแล้ว แม่หญิงทั้งดื้อทั้งซนเป็นที่หนึ่งจริงๆ บ่าวอย่างอีเรียมต้องได้หัวใจวายเอาสักวัน

 

 

อูยองอาบน้ำชำระเหงื่อไคลที่เหนียวเนื้อเหนียวตัวมาทั้งวัน แย้มยิ้มขณะพันผ้าสไบสีชมพูกลีบบัวที่พี่คุณเพิ่งซื้อมาให้ แตะน้ำปรุงลงบนผิวกายจนหอมฟุ้ง ก่อนจะผะแป้งจนผ่องไปทั้งตัว  

 

“คุณหลวงรออยู่ที่ศาลาริมน้ำน่ะเจ้าคะ” อิเรียมเอ่ยเบาๆ อูยองหันมายิ้ม แตะสีผึ้งขึ้นทาปากแดงระเรื่อ ก่อนจะรีบวิ่งลงจากเรือน มิรู้ว่าที่ดูสดใสขนาดนี้เป็นเพราะได้แอบออกไปเที่ยว หรือดีใจเพราะจะได้เจอคุณหลวงกันแน่ แต่ที่แน่ๆวันนี้แม่มณีจางดูงดงามอ่อนหวานเสียอย่างกับคนมีความรักก็มิปาน

 

 

“พี่คุณ” อูยองส่งเสียงร่าเริงเรียกคนพี่ ก่อนที่ตัวจะไปถึงศาลาเสียอีก

 

อูยองหอบหายใจเหนื่อย แก้มเรื่อสีชมพูจาง

 

“ทำตัวเป็นเด็กๆไปได้ มณีจาง กระโตกกระเตกนัก หกล้มขึ้นมาจะทำยังไง” นิชคุณส่ายหัวเอ็นดู

 

อูยองย่นจมูก “ผมไม่ใช่เด็กสักหน่อย”

 

“นั่นก็อีก จะหัดพูดให้มันอ่อนหวานเสียหน่อยเป็นไร”

 

“นี่พี่คุณจะสอนมารยาทผม หรือจะให้ผมสอนเต้นรำครับ”

 

 “ฉันแค่อยากให้แม่มณีจางของฉันทำตัวอ่อนหวานเหมือนผู้หญิงหน่อยก็เท่านั้น” นิชคุณเอ่ยลอยๆ วางแผ่นเสียงลงบนเครื่องเล่น เสียงเพลงเริ่มบรรเลง นิชคุณโค้งให้คู่เต้นรำ อูยองลังเลก่อนจะวางมือของตัวเองลงบนมือของนิชคุณ

 

“ผมเป็นผู้ชาย” จะให้บอกอีกกี่ครั้งกัน อูยองงึมงำ จนนิชคุณต้องนึกขำ

 

“เอาเถิดๆ จะหญิงหรือชาย เยี่ยงไรเจ้าก็เป็นแม่มณีจางของฉันอยู่ดี” นิชคุณหัวเราะร่วน ดึงตัวอูยองเข้าไปใกล้ ใบหน้าร้อนผ่าวแนบพิงอยู่ที่แผงอก

 

“หอมจัง” จมูกโด่งซุกไซร้ที่เส้นผมอ่อนนุ่ม อูยองเผลอขยำเสื้อบนไหล่ของนิชคุณโดยไม่รู้ตัว

 

“ตั้งใจหน่อยสิครับ ถึงพี่คุณจะไม่ได้สะดุดหกล้ม แต่พี่คุณก็ยังเต้นรำไม่ได้เรื่องอยู่ดี” แกล้งดุคนพี่ ทีหายใจรดอยู่ที่ซอกคอ จนอูยองเองหายใจได้ไม่ทั่วท้อง

 

“เยี่ยงนั้นรึ เช่นนั้นเจ้าคงต้องสอนข้านานหน่อย ข้าเผอิญเป็นคนหัวช้า”

 

“พี่คุณ... ไม่ตั้งใจต่างหาก” อูยองพยายามคุมลมหายใจไม่ให้สั่น ดวงตาหลับแน่น  เมื่อฝ่ามือหนาลูบไล้ที่เอวบาง

 

“ถ้าเยี่ยงนั้น คงต้องโทษคนสอนที่น่ารักเสียจนข้าไม่มีสมาธิ” สัมผัสชื้นของริมฝีปากอ่อนนุ่มลากไล้ผ่านพวงแก้มเนียน หยุดอยู่ที่ริมฝีปากสีแดงระเรื่อของอีกคน

 

หัวใจของอูยองเต้นระรัวยิ่งกว่าเสียงกลองทัดซะอีก

 

นิชคุณแตะริมฝีปากลงอย่างอ่อนโยน แต่ยังมิทันได้ช่วงชิมรสหวานให้อิ่มเอม เจ้าตัวเล็กที่เขินอายจนแทบจะละลายเป็นน้ำอยู่แล้ว ก็ผลักอกคนพี่ออกซะก่อน

 

“งั้นผมไม่สอนแล้วดีมั้ยครับ” อูยองพูดพลางหอบหายใจ หน้าแดงก่ำราวกับโดนย้อมด้วยสีชาด เดินถอยหลังเสียจนเกือบตกศาลาน้ำ

 

“อย่าเข้ามานะครับ” อูยองขู่ฟ่อ เมื่อนิชคุณจะเดินเข้าใกล้

 

“ใจร่มก่อน มณีจาง”

 

“พี่คุณลวนลามผม” ดูเขาพูดเข้า ไม่พูดเปล่ายังจะมาทำหน้าทำตา ปากบางเบะจะร้องไห้ “นั่นมันจูบแรกของผมนะ”

 

“ข้าไม่ทำอะไร ไม่ทำอะไรแล้ว” นิชคุณชูมือยอมแพ้ ขำก็ขำ จะสงสารก็สงสาร

 

อูยองยกมือขึ้นถูปากจนแดงไปหมด บ่นงึมงำให้คนที่ฟังจับความไม่ถูก

 

“ปากเจ้าช้ำหมดแล้ว มิเจ็บหรือ” นิชคุณจับแขนอูยองให้หยุด อูยองเงยมอง ขณะที่นิ้วมือคนพี่ลูบเบาๆที่ริมฝีปากอ่อนนุ่ม

 

“เยี่ยงนี้ ถึงจะหายช้ำ” นิชคุณจุ๊บปากอูยองอีกครั้ง

 

“พี่คุณจูบผมอีกแล้ว” กำปั้นเล็กทุบแผ่นอกคนพี่เสียเต็มแรง  “ไปไกลๆเลย”

 

จางอูยองโกรธนิชคุณแล้ว แต่นิชคุณนี่สิหัวเราะเขาอยู่ได้ อูยองหนีไปยืนอยู่คนละมุมศาลามองค้อนคนพี่หน้ามุ่ย

 

“มณีจาง อย่าโกรธข้าเลย”

 

“.....” ปากบางบึ้งตึง ก่อนจะหันหนี นั่งหย่อนเท้าลงแตะน้ำแตกเป็นวง ไม่สนใจคนที่ถอนหายใจอยู่ข้างหลัง

 

“ค่ำแล้ว ประเดี๋ยวผีพรายก็มาฉุดเจ้าลงน้ำไปหรอก” นิชคุณขู่เหมือนขู่เด็กๆ ได้ผลกับอูยองดีทีเดียว เมื่อเจ้าตัวเล็กค่อยๆชักเท้าขึ้น แล้วถอยห่างมาจากริมน้ำ แต่ก็ยังไม่หันกลับมาอยู่ดี

 

“อูยอง เจ้าชื่ออูยองใช่หรือไม่” นิชคุณนั่งลงข้างๆ หลังจากแน่ใจว่าอูยองจะไม่วิ่งหนีเขาแล้ว

 

“อื้อ” อีกคนตอบในลำคอ นิชคุณเหลือบมองแก้มที่ยังคงเรื่อสีกุหลาบ

 

“อูยองจะสอนข้าเต้นรำต่อได้หรือไม่”

 

นิชคุณยิ้มให้อูยองอย่างสำนึกผิด “ข้าจะทำตัวดีๆ”

 

“ก็ได้” อูยองยอมตอบออกมาในที่สุด “แต่ห้ามแตะต้องตัวผมนะ”

 

“เต้นรำแล้วมิให้จับตัว จะเต้นได้อย่างไร”

 

“ก็...”

 

 

ความมืดโรยตัวลงมาที่ศาลาริมน้ำ เสียงดนตรียังคงบรรเลง และสองร่างยังคงเต้นรำ ตำแหน่งมือถูกยกค้างเว้นระยะห่างไม่ให้โดนตัวคู่เต้น

 

“นิช-ชะ-คุณ” อูยองหันมาดุชัดถ้อยชัดคำ เมื่อมือเขาเผลอไปโดนตัวเข้าให้ นิชคุณยิ้มแห้งๆ ชักมือกลับแทบไม่ทัน

 

“เวลาเต้นอย่าก้มหน้าสิครับ ยืนตัวตรงๆ” อูยองสั่ง มือถือก้านมะยมที่เก็บเอามาจากไหนไม่รู้คอยชี้จัดท่าให้

 

“ไม่ก้ม แล้วจะมองหน้าเจ้าได้อย่างไร”

 

อูยองพ่นลมหายใจพรืด “ก็ไม่ต้องมอง”

 

นิชคุณยิ้มขำ ยอมทำตามครูสั่งทุกประการ ลองขัดใจเข้าสิไม้มะยมได้ฟาดหวบเข้าให้ทันทีทันใดเชียว จนเมื่อนิชคุณเริ่มเต้นได้ดีขึ้น รอยยิ้มถึงค่อยๆระบายขึ้นบนใบหน้าของอูยอง อูยองยิ้มให้นิชคุณ ก่อนที่พวงแก้มจะซับสีเลือด เมื่อสบดวงตาของอีกคนที่ยิ้มตอบกลับมา อูยองจะเต้นไม่เป็นจังหวะเองซะแล้ว

 

 

ห้องซ้อม ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

ค.ศ.2011

เสียงเพลงจากแผ่นเสียงโบราณดังก้องสะท้อนไปทั่วห้องซ้อมอันว่างเปล่า แต่ทว่าในกระจกเงาปรากฎภาพสองร่างที่โอบเอวแนบชิด เคลื่อนไหวอย่างช้าๆไปตามจังหวะของดนตรี ภาพสะท้อนจากสถานที่ที่ห่างไกล และต่างเวลากับที่นี่เหลือเกิน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Talk{};

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันนี่!! ฟิคเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย?
คือเราเตือนคุณแล้วจริงๆว่าเรื่องมันแบบ... มั่วมาก
แต่ในความมั่ว คือเรา"คิด"แล้วจริงๆนะ ฮ่าาๆ

ก็แบบในทวิภพอ่ะ มณีจันทร์จะต้องไปช่วยคุณหลวงเรื่องการทำสัญญาการค้ากับต่างชาติ(ใช่มั้ยหว่า?)
แล้วทวิตภพอ่ะ มณีจางก็ต้องทำอะไรสักอย่าง งื้มๆ คิดดูแล้ว
ครั้นจะให้สอนคุณหลวงเต้นเบรกแดนซ์ก็กระไรอยู่ ... จากการค้นคว้าหาข้อมูล สุดท้ายมาจบที่... "โขน"

แล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป... กรุณาติดตามตอนต่อไป เร็วนี้ๆ

 

ปล. เค้าก็ไม่เคยอ่านทวิภพ - -"

 

 

 

 

 

 

 

แถมรูป อิหนูตั้งว