[SF] ทวิตภพ [1/?]

posted on 13 Jul 2011 11:53 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney

 

 

 

 

 

 

 

ห้องซ้อม ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้

ปี ค.ศ. 2011


เสียงพื้นยางของรองเท้าผ้าใบดังเอี้ยดอ้าดลอดออกมาจากประตูห้องที่เปิดแง้ม ร่างเล็กเคลื่อนไหวเป็นเพียงเงามืดในแสงไฟสลัว มันเป็นเวลาเที่ยงคืนกว่า เกินเวลาใช้ห้องซ้อมของชมรมแล้ว แน่ล่ะตามกฎแล้วนักเรียนทุกคนต้องออกจากโรงเรียนก่อนหนึ่งทุ่ม หากไม่มีกิจกรรมที่ได้รับการอนุญาตแล้ว อูยองปิดไฟทุกดวง อาศัยแสงไฟจากไฟฉายขนาดพกพา และเสียงเพลงจากเครื่องเล่นmp3 การออดิชั่นกำลังจะมีอยู่ในไม่กี่อาทิตย์ อูยองตั้งใจกับการซ้อมเต้นมากจนต้องแอบมาใช้ห้องซ้อมในกลางดึก หรืออีกเหตุผลหนึ่งเขาไม่สามารถซ้อมเต้นที่บ้านได้ พ่อของเขาไม่เคยสนับสนุนเข้าในเรื่องนี้

 

 

ภาพสะท้อนในกระจกเงาบานใหญ่ซึ่งกินพื้นที่ผนังห้องทั้งฝั่งนั้นคือร่างกายที่ขยับพริ้วไหวไปตามเสียงเพลง เหงื่อซึมชื้นจนเสื้อสีขาวแนบติดกับผิวกาย อูยองสวมกางเกงวอร์มสีเหลืองตัวโปรด และหมวกแก๊ปสีน้ำเงินเข้ม ดวงตามุ่งมั่น และจดจ่อกับการเต้น จนไม่อาจได้ยินเสียงใครบางคนที่เพรียกหาแผ่วเบา

 

 

ฟ้าร้องครืน เมฆหนาบนฟ้าขยับเคลื่อนกายอย่างเกียจคร้าน ควบกลั่นเป็นเม็ดฝนลงซาดพรมผืนดิน ไฟฉายหรี่แสงลงจนดับวูบ ความมืดเข้าครอบงำภายในห้องให้การเต้นของอูยองต้องสะดุด เขาเดินไปที่ไฟฉายซึ่งถูกเขาวางนอนไว้ตรงมุมห้องอย่างหัวเสีย ทำไมถ่านต้องมาหมดเอาตอนนี้ด้วยนะ... ฟ้าผ่าเปรี้ยงเสียงดังสนั่น อูยองสะดุ้ง ไฟฉายกลิ้งหลุดออกจากมือ เสียงดนตรีที่ฟังคลับคล้ายดนตรีพื้นบ้านบรรเลงมาจากที่ใดสักที่หนึ่งดังแทรกมากับเสียฟ้าครางกระหึ่ม ฟ้าที่แลบแปลบปลาบพาแสงสว่างเข้ามาในห้อง ร่างของอูยองชาวาบ เมื่อภาพสะท้อนในกระจกเงาแปรเปลี่ยน

 

 

มันไม่ใช่ตัวเขาที่มองกลับมา มันไม่ใช่ที่นี่.. ไม่มีทางเป็นภาพห้องซ้อมของโรงเรียน กระจกเงาจะสะท้อนภาพสถานที่อื่นได้อย่างไร ฟ้าแลบอีกครั้งและแสงสว่างวาบก็ยืนยันในสิ่งที่เขาแว้บเห็น ที่ริมน้ำต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งยืนตระหง่านเต็มไปด้วยดอกไม้เล็กๆสีเหลืองสดบานสะพรั่ง บ้างก็หลุดร่วงพลิ้วไหวตามแรงพัดของสายลมอ่อนโชย ปกคลุมพื้นดิน และลอยเป็นแพบนพื้นน้ำจนสีเหลืองอร่ามไปทั่วบริเวณ อูยองยืนตะลึงงันอยู่หน้ากระจกบานใหญ่ ความมืดทอดตัวลงมาอีกครั้ง สายฝนยังคงกระหน่ำอยู่ภายนอก แต่สายลมที่ปะทะใบหน้าเขาในตอนนี้ไม่ใช่ลมจากพายุฝน แต่เป็นสายลมอุ่นลอยอ่อยอิ่งพัดพากลิ่นหอมของมวลดอกไม้มาพร้อมกัน

 

 

อูยองสาวเท้าก้าวไปข้างหน้า รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของอากาศ กระจกที่เคยเป็นของแข็งดูพริ้วไหวราวกับคลื่นน้ำ เขาเห็นสายลมพัดต้นไม้ต้นนั้น กิ่งของมันโยกไหว ดอกไม้สีเหลืองพัดปลิว คลื่นกระจกเคลื่อนไหวตามแรงลม กลีบดอกไม้ดอกหนึ่งพัดมาติดลอยอยู่ที่กระจกเงาตรงหน้าเขา อูยองเพ่งพินิจมองภาพประหลาด เขาแตะนิ้วมือลงที่กระจก มันเย็นและอ่อนเหลวเหมือนน้ำ เขาหยิบกลีบดอกไม้ออกมา และมันก็มาอยู่ในมือเขา กลีบดอกไม้สีเหลืองสดนอนนิ่งอยู่ในฝ่ามือ ณ ตอนนี้ เสียงเม็ดฝนที่กำลังซาซัดดูแผ่วเบาราวกับดังมาจากที่แสนไกล อูยองก้าวเท้าไปข้างหน้า ก้าวข้ามกระจกเงา.. พลันร่างกายก็ถูกห่อหุ้มด้วยสัมผัสเย็นเยียบ

 

 

ฟ้าผ่าดังสนั่น จนอาคารเรียนสั่นไหว กระจกบานใหญ่นิ่งเรียบ สะท้อนภาพห้องซ้อมที่ว่างเปล่า...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศสยาม

ปี ค.ศ. 1873

 

“ปล่อย ก็บอกว่าฉันไม่ใช่ขโมย ไม่ใช่ขโมยอ่ะ”

 

 

เสียงเอะอะเอ็ดตะโรลอยมาให้ได้ยิน ยังไม่ทันที่เขาจะทันได้เจอตัวเสียอีก ชายหนุ่มกระตุกยิ้มที่มุมปาก เดินพ้นดงกล้วยจนเห็นพวกบ่าวกำลังมุงดูหัวขโมยตัวจ้อยกำลังโวยวายเอาเรื่อง ไอ้บ่าวพวกนี้เห็นทีจะหาเรื่องปวดหัวให้เขาเล่นเสียกระมัง

 

 

“คุณหลวง กระผมเห็นเด็กนี่มันมาเดินป่วนเปี่ยนทำลับๆล่อๆถึงได้จับตัวไว้น่ะขอรับ” บ่าวชายคนหนึ่งรายงาน คุณหลวงนิชคุณ อัครหรเวชกุล หรือ “คุณหลวง” อย่างที่ใครๆเรียกกันพยักหน้ารับ โบกมือให้พวกบ่าวปล่อยคลายมือที่จับกุมร่างเล็กไว้ เด็กน้อยทำท่าฮึดฮัด ดูอย่างไรก็เหมือนมองลูกแมวแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ ไม่ได้น่ากลัวเลยสักนิด หากจะเป็นตีนแมวย่องเข้าเรือน ขี้คร้านเขาคงต้องเป็นฝ่ายหาข้าวคลุกปลาทูให้มันกิน

 

 

“เจ้าเป็นใครกันหึ๊ ไม่ใช่ขโมย แล้วมาทำอันใดในบ้านข้า”

 

 

เด็กคนนั้นทำหน้าเบ้อ้ำอึ้ง

 

 

“คุณหลวงถามก็ตอบสิ” ชายที่รายงานเขาเมื่อกี้ ตะคอกให้

 

 

“อย่าดุเด็กมันนักเลย” เขาปรามบ่าวตัวเอง ก่อนจะหันไปว่ากับเด็กหน้ามุ่ย “ว่าไงล่ะ”

 

 

“ไม่รู้ ก็จู่ๆ ก็โผล่มาอยู่ที่นี่นี่นา” ปากบางเบะเสียจนคล้ายจะร้องไห้

 

 

“หลงทางอย่างนั้นรึ”

 

 

“อื้อ”

 

 

“ไอ้เด็กนี่” พวกบ่าวทำท่าไม่พอใจแทนผู้เป็นนายเมื่อได้ยินคำตอบห้วน แต่ก็โดนสายตาคุณหลวงปรามไว้อีก

 

 

“แล้วไปทำอะไรมาถึงได้เปียกมะล่อกมะแล่กอย่างนั้นเข้าล่ะ” นิชคุณเอ่ยถาม พลางมองร่างเล็กที่เปียกซก เสื้อผ้าประหลาดไม่คุ้นตา หรือจะเป็นแบบเสื้อผ้าของพวกฝรั่ง แต่พวกฝรั่งที่เคยเห็นก็มิได้แต่งกายเช่นนี้ มองเห็นเสื้อขาวเปียกแนบผิวเนื้อจนเห็นไปถึงไหนต่อไหน กลืนน้ำลายลงคอเสียอึกใหญ่ ถึงได้ตะโกนเรียกบ่าวไพร่

 

 

“อีเรียม เอ็งเอามันไม่เปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนผ้าเสียก่อนเถอะ”

 

 

“เจ้าคะ”

 

 

“หาเสื้อให้มันใส่ด้วยล่ะ ไม่ต้องเปลือยอกมา” นิชคุณตะโกนสั่งไล่หลังไป ผิวขาวที่เห็นยังติดตา พาให้ใบหูร้อนผ่าว

 

 

 

 

 

 

 

 

ขมวดผ้าที่เอวให้แน่นๆ... รวบชายเข้าด้วยกัน บิดเป็นเกลียว เรียกว่าหางกระเบน สอดหางกระเบนลอดหว่างขา ไปเหน็บไว้ข้างหลัง อูยองพึมพำท่องสิ่งที่โดนรุมสอนมาเมื่อครู่ แค่ใส่กางเกงทำไมมันต้องวุ่นวายอย่างนี้ด้วยเนี่ย นี่ถ้ากางเกงตัวโปรดเขาไม่เปียกขนาดนั้น เขาจะไม่มีวันยอมเอาผ้ามาพันตัวอย่างนี้แน่ เขาจำได้รางๆว่าเขากำลังซ้อมเต้นอยู่ในห้องซ้อม แล้วฝนก็ตกหนัก เขาจำได้ถึงภาพต้นไม้ในกระจกเงา รู้ตัวอีกที เขาก็โผล่พรวดขึ้นมาจากน้ำ อากาศอบอุ่นหอมหวานด้วยกลิ่นดอกไม้จากต้นไม้ต้นโตที่ริมคลอง ต้นเดียวกับที่เห็นในกระจก เขาว่ายขึ้นมาหอบหายใจอยู่สักพัก ยังไม่ทันจะเข้าใจอะไรดี ก็ถูกชายสามสี่คนวิ่งไล่ แล้วก็ถูกจับตัวไว้ได้ อูยองถอนหายใจ ขยับผ้าดูให้แน่ใจว่าจะไม่หลุดลงง่ายๆ ก่อนจะก้าวเท้าออกจากห้อง

 

 

เขาถูกพาไปที่เรือนใหญ่ ตักน้ำที่หัวกระไดราดเท้า ก่อนจะก้าวขึ้นบนเรือนไม้ นิชคุณรอเขาอยู่แล้วที่ชานโล่งซึ่งเป็นส่วนเชื่อมเรือนห้องต่างๆเข้าด้วยกัน มีโต๊ะเล็กอยู่ข้างหน้า จัดวางด้วยสำรับของว่างสำหรับสองที่ นิชคุณผายมือให้อูยองนั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม

 

 

“เจ้าชื่ออะไร เป็นลูกเต้าเหล่าใครกันล่ะ” นิชคุณเอ่ยถามอย่างเอ็นดู เด็กคนนี้หน้าตาไร้เดียงสา ถูกชะตาอย่างประหลาดนัก

 

 

“อูยอง.. จาง อูยอง” พึมพำตอบกลับมา

 

 

“ชื่อแปลกนัก เป็นภาษาอะไรกัน พม่ารึ? มิน่าใช่ หรือจะเขมร” นิชคุณครุ่นคิดเท่าไหร่ ก็คิดไม่ตก เพราะชื่อฟังไม่คุ้นหูเอาเสียเลย “หน้าตาเจ้าเห็นจะมิใช่คนแถวนี้ เจ้ามาจากที่ใด”

 

 

“เอ่อ...ปูซาน”

 

 

“ปูซาน?” นิชคุณขมวดคิ้วเข้มเข้าด้วยกัน “เมืองท่าปูซาน ที่เกาหลีน่ะหรือ”

 

 

“ใช่แล้ว ปูซาน เกาหลี รู้จักใช่มั้ย” คนตัวเล็กเผลอปรบมือเข้าด้วยกัน น้ำเสียงตื่นเต้นด้วยความดีใจ นิชคุณอดหัวเราะกับท่าทีเช่นนั้นมิได้ เขาทำงานติดต่อต่างชาติมามากมาย ทั้งจีน ญี่ปุ่น ฮอลันตา โปรตุเกส อังกฤษ ต่างชาติเข้ามาที่แผ่นดินไทยมากขึ้นทุกที

 

 

“ข้าก็เคยได้ยิน น่าแปลก ชาวเกาหลีไม่ค่อยแวะมาสยามมากนัก สินค้าเกาหลีมักมาจากพ่อค้าชาวจีนอีกที หรือเจ้ามากับเรือสำเภาจีนรึ”

 

 

“คือว่า...” อูยองกำลังจะเล่าถึงพายุฝน และกระจกเงา แต่พอนึกถึงความพิลึกพิลั่น จึงได้แต่กลับไปนั่งเงียบตามเดิม พลันถึงฉุกคิดสิ่งที่นิชคุณพูด “สยาม... ประเทศไทยน่ะหรอ นี่เราอยู่ประเทศไทยหรอ”

 

 

“อะไรของเจ้า นี่เจ้าไม่รู้รึว่าเจ้าอยู่ที่ใด”

 

 

ประเทศไทย... เขาไม่เคยมาประเทศไทย แต่ที่เคยเห็นในทีวีก็ไม่ได้แต่งตัวกันอย่างนี้นี่นา หรือว่า...

 

 

“เดี๋ยวก่อน นี่คือปีอะไร” อูยองถามโพล่งออกไป ภาวนาในใจไม่ให้เป็นอย่างที่ใจนึกกลัว

 

 

“ปีระกา รัตนโกสินทร์ศก 92”

 

 

อูยองกระพริบตาปริบๆ “เอ่อ.. ขอเป็นปีคริสตศักราชได้ปะ”

 

 

“เช่นนั้นก็ปี 1873”

 

 

1873 .... นั่นมันผ่านมาร้อยกว่าปีแล้ว อูยองเบิกตาโพลง พูดอะไรไม่ออก กระจกในห้องซ้อม พาเขามาที่ประเทศไทยในอดีตหรอ... เป็นไปไม่ได้ เขาต้องฝันไปแน่ๆ

 

 

“มีอะไรรึ” นิชคุณถามอย่างเป็นห่วง เมื่อเห็นอูยองตบแก้มตัวเองไปมา

 

 

อูยองส่ายหัวจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

 

 

“มาที่นี่ได้ไงก็ไม่รู้”

 

 

พอได้เห็นแววตาอ่อนเศร้าของคนเด็กกว่า นิชคุณถึงได้ถอดถอนใจ เลิกจะซักถาม เลื่อนจานขนมส่งให้

 

 

“กินสิ”

 

 

เหลือบมองแผ่นแป้งขาวในจานบนโต๊ะ และก้อนสายไหมกลมฟู อูยองถึงป้ายน้ำตาที่คลอหน่วยทิ้งไป

 

 

“กินยังไงอ่ะ” อูยองยกมือขึ้นเกาท้ายทอยเก้อเขิน แป้งกลิ่นหอมหวานน่ากิน แต่เกิดมาเขายังไม่เคยเห็น จะเคยกินก็เป็นแต่ขนมสายไหมเฉยๆ

 

 

“อะไร เจ้าไม่รู้จักดอกรึ”

 

 

อูยองส่ายหน้า

 

 

“เขาเรียกโรตีสายไหม” นิชคุณหยิบแผ่นแป้งขึ้นมา “เวลากิน ก็ให้หยิบสายไหมขึ้นมา วางบนแป้ง แล้วก็ม้วนเยี่ยงนี้”

 

 

นิชคุณยื่นม้วนขนมให้เด็กที่นั่งมองตาปริบๆ อูยองรับมาเคี้ยวเข้าปากจนแก้มตุ่ย แป้งนิ่มเหนียวกำลังดี มีกลิ่นหอม และรสชาติหวานอร่อย

 

 

“น่าสนุกจัง” อูยองหัวเราะคิก หยิบแผ่นแป้งมาม้วนเองบ้าง ม้วนไปม้วนมาก็กินเองไม่ไหว เลยต้องหันไปขยั้นคยอให้นิชคุณกินด้วยเสียอีก

 

 

“ไม่เอาแล้ว ข้าอิ่มแล้ว” นิชคุณปฏิเสธ อดหัวเราะขำไม่ได้ “เจ้าไม่กินแล้วจะม้วนทำไมเล่า”

 

 

“ก็มันสนุกดีนี่นา” อูยองงึมงำ ปากก็เคี้ยวตุ้ยๆ

 

 

“จะม้วนก็ม้วนไป เดี๋ยวค่อยให้อีเรียมมันยกลงไปกิน” ได้ยินดังนั้น อูยองถึงฉีกยิ้มกว้างถึงใบหู

 

 

“อูยอง... จางอูยอง ชื่อเจ้าออกเสียงยาก กระดากปากข้านัก” นิชคุณเปรยขึ้น “เอาอย่างนี้เถิด จากนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่า มณีจาง ดีหรือไม่”

 

 

“เอ่อะ... ก็ได้มั้ง” อูยองตอบ  มณีจาง... ไม่ฟังแปร่งกว่าจางอูยองอีกหรอ

 

 

“แล้วผมควรเรียกพี่ว่ายังไง” อูยองเอ่ยถามตากลมใส

 

 

“ข้าชื่อ นิชคุณ จะเรียกว่า คุณหลวง เหมือนคนอื่นเรียก หรือจะเรียก นิชคุณก็แล้วแต่เจ้า”

 

 

“เรียกยากทั้งสองชื่อ” อูยองมุ่ยปาก “เรียกพี่คุณเฉยๆได้มั้ยอ่ะ”

 

 

นิชคุณเลิกคิ้ว ก่อนจะยิ้มออกมา ไม่รู้สาเหตุหรอกแต่กลับชอบเหลือเกินที่ได้ยินอีกคนเรียกกันอย่างนี้

 

 

“เอาสิ เรียกพี่คุณ ก็พี่คุณ”

 

 

“พี่คุณ” อูยองเอ่ยเรียก ยิ้มร่าดีใจเหมือนเด็กเล็กๆก็ไม่ปาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

*หมายเหตุ :

- ความจริงแล้วโรตีสายไหม เพิ่งมีในช่วงห้าสิบปีนี้เอง ในสมัยร.5 ที่เป็นช่วงเวลาในเรื่อง ยังไม่มีโรตีสายไหม (แต่อูยองชอบอ่ะ เลยจัดให้กิน - -")

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Talk{};

มันเป็นช็อตฟิค มันต้องเป็นช็อตฟิคสิ *สะกดจิตตัวเอง* - -"
มันยาวออกไป ยาวออกไปทุกที ,,,

ฮ่าาาา และฟิคเรื่องนี้มีอีเรียมด้วย กร้ากกก
ใครมันจะกล้าใส่ตัวเองลงในฟิค นอกจากกรูคงไม่มีอีกแล้ว
เป็นบ่าวเป็นไพร่ก็ยังดีว่ะ -0-

 

Comment

Comment:

Tweet

มณีจางงงงงงงงง~~~~
คุณหลวงคิดอะไรอยู่วะตอนตั้งชื่อนี้ ถามจริง 555555555555555
แล้วอะไรคือการที่เห็นเด็กตัวเปียก ผ้าแนบเนื้อแล้วกลืนน้ำลายดังเอื้อก 55555555555 
แล้วแบบอูยองรู้ภาษาไทยใช่ป่ะ ทอล์คกับคุณพี่มันส์เชียว มีรู้ด้วยว่าสยามคือประเทศไทยสมัยก่อน
นี่แกเตรียมตัวเป็นนายหญิงของคุณหลวงเต็มที่เลยชะะะ
ตอนแรกอ่านชื่อบ่าวแล้วแบบ เออชื่อก็เข้ากับเรื่องดีจัง 
สรุป อ๋อ ชื่อไรเตอร์ 5555555
ชอบอ่ะค่ะ ถึงจะมาอ่านช้าไปหน่อยก็เถอะ
พอดีมีพี่แนะนำฟิคเรื่องนี้นี้ให้อ่าน นางพรีเซ้นสุดๆ
ปกติไม่ชอบอ่านแบบฟิคเกาผสมไทย กลัวไม่อิน มันทะแม่งๆ แถมหลงยุคอีกต่างหาก
แต่พอเจอเรื่องนี้อ่านแล้วเพลินดีอ่ะ ช๊อบบบบบบบบ

#24 By GIFFU on 2013-06-14 16:02

นิชคุณหื่นมากนะ อูยองเป็นผู้ชายก็ไม่เว้น เห็นเสื้อเปียกหน่อยไม่ได้ question
ว่าแต่สงสัยว่าเค้าเข้าใจกันได้ไง เค้าพูดภาษาอะไรกันอะคะ

#23 By Joy (103.7.57.18|183.88.0.209) on 2012-12-19 20:07

น้องมณีจาง ณ ปูซาน
น้องมาซนไกลเลยคราวนี้

#22 By Miss_Jang on 2012-11-17 01:21

อูยองข้ามเวลามาประเทศไทยมาหารักเเท้

#21 By cat (113.53.45.82) on 2012-04-08 23:02