[fiction] Wedding Dress 10/?

posted on 09 Jun 2011 23:34 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney

 

 

 

อูยองไม่ได้หลับ เขาแค่นอนอยู่ตรงนั้น น้ำตาแห้งไปหมดแล้ว และดวงตาก็ไม่อาจหลับลง ความคิดมากมายไหลวนอยู่ภายในความมืดที่เขามองเห็น เขาเริ่มได้ยินเสียงนกร้อง เสียงรถราที่แล่นไปมาบนท้องถนนข้างล่าง แสงสีส้มอ่อนทอผ่านผ้าม่านสีฟ้า เขาพิจารณารูปหน้าของคนข้างกายผ่านแสงสลัว และพบว่ามันช่างเจ็บปวดที่ความสุขไหลบ่าเข้าท่วมท้นหัวใจ กลิ่นกรุ่นกายที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มเสียดแทงปอดเหมือนเข็มนับพัน ไออุ่นของอ้อมแขนแผดเผาผิวกายของเขาราวกับเปลวเพลิงร้อนระอุ อูยองนับลมหายใจของอีกคนที่หายใจเข้าออกอย่างช้าๆ เป็นจังหวะที่สม่ำเสมอ ริมฝีปากเผลอยกยิ้มให้คนที่กำลังหลับใหล ในขณะที่รสขมปร่าจุกอยู่ในลำคอ

 

เมื่อแสงสว่างขึ้นอีกหน่อย แดดแยงอาบห้องสีเหลี่ยมแทรกแซงไปทุกมุมมืดที่เคยซ่อนเร้น และลมหายใจของนิชคุณเริ่มเปลี่ยนผัน สิ่งที่เคยเลือนพร่าแปรเปลี่ยนเป็นภาพที่ชัดเจนจนแสบตา อูยองคลายจากอ้อมกอดรู้สึกถึงความเย็นเยียบอย่างน่าตกใจของอากาศ เขาพยายามจะลุกขึ้น แต่ความเจ็บร้าวของร่างกายทำให้เขาต้องนิ่วหน้า กัดฟันพยายามกลั้นเสียงไม่ให้เผลอร้องออกมา ไม่อยากให้คนข้างกายต้องตื่นขึ้นมาในตอนนี้ แต่เมื่อลุกขึ้นเดิน ร่างกายที่น่าโมโหมันกลับทรุดลงไปกับพื้น

 

“อูยอง” นิชคุณเข้ามาประคองเขาด้วยความตกใจ ความอุ่นวาบเข้ามาทันทีที่ร่างกายถูกโอบด้วยอ้อมแขนแข็งแกร่ง สีหน้าถามไถ่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง “เป็นอะไรรึเปล่า ทำไมไม่ปลุกพี่ครับ”

 

 “ผม..ไม่อยากกวน” อูยองหลุบสายตาลงต่ำ พยายามจะลุกยืนใหม่อีกครั้งด้วยตัวเอง แต่ก็ล้มเหลวอีกครั้ง

 

“ไม่ไหวก็บอก” น้ำเสียงดุเพราะห่วงใยเด็กดื้อคนนี้เหลือเกิน นิชคุณโอบอุ้มร่างบางขึ้นมาอย่างง่ายดาย

 

“ปล่อยเถอะครับ” อูยองขัดขืน มือที่ออกแรงยันหน้าอกคนพี่ไว้ดูจะไร้ความหมาย เมื่ออีกคนไม่รับฟังกลับกระชับกอดไปมากขึ้นก็เท่านั้น “ผมเดินเองได้”

 

“เป็นอะไรไป” นิชคุณเอ่ยถามอ่อนโยน จมูกโด่งคลอเคลียข้างแก้ม อูยองมองสบตาอ้อนวอน

 

“ปล่อย... ปล่อยเถอะนะครับ” เพราะอย่างนี้ไงถึงไม่อยากให้คนพี่ตื่นขึ้นมา เพราะรู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองสับสนแค่ไหน ทั้งเกลียดทั้งกลัวใจกลัวความรู้สึกของตัวเอง หวั่นไหวไปเสียหมด น้ำเสียงสั่นพร่าเมื่อเริ่มสะอื้นไห้ “ปล่อยผมลงเถอะ”

 

สิ้นคำพูด เท้าของอูยองกลับมาแตะพื้น แต่เอวบางถูกโอบจนแนบชิด ไม่อยากให้ร้องไห้ ไม่อยากเห็นน้ำตา ไม่อยากได้ยินเสียงที่ผลักไส ถึงประกบจูบลงช่วงชิงลมหายใจให้ขาดห้วง และแม้อูยองจะนึกโกรธนิชคุณสักเท่าไหร่ เขาก็ไม่อาจต้านทานรสจูบเร่าร้อนที่หลอมละลายเรี่ยงแรงเขาจนหมดสิ้น ร่างของเขาถูกดันให้แนบผนัง และริมฝีปากก็ยังไม่ได้รับอิสระ ลิ้นร้อนไล้ที่ปากบางให้เปิดออก รุกล้ำฉกฉวยจนอูยองแทบขาดลมหายใจ เสียงโทรศัพท์แผดเสียงดังราวกลับเป็นสัญญาณเตือนให้หยุด ก่อนที่พวกเขาจะถลำลึกลงสู่ความผิดบาปอันน่าละอาย  

 

พวกเขาหยุดนิ่ง หวั่นไหว หลงทางในเขาวงกตที่ตัวเองสร้างขึ้นอย่างหาทางออกไม่ได้อีกแล้ว

 

ทั้งที่รักแสนรัก แต่แค่เพียงมองหน้าคนๆนี้ หัวใจของอูยองก็เจ็บปวดจนไม่อาจจะทนไหว หากว่ามันจะหยุดเต้นไปเสีย เป็นก้อนเนื้อที่ไร้ซึ่งชีวิต คงดีกว่าหัวใจที่คอยแต่จะโหยหาคนที่เขาไม่มีสิทธิ์ครอบครองได้เลย อูยองกระทำผิด ผิดตั้งแต่ที่คิดเกินเลยกว่าคำว่าพี่น้อง แค่คิดก็ผิด สิ่งที่ได้กระทำจึงยิ่งผิดนัก ผู้ชายกับผู้ชายจะรักกันได้ยังไง ผู้ชายที่กำลังจะแต่งงาน จะรักเขาได้ยังไง

 

“รับโทรศัพท์สิครับ” อูยองพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว

 

“บอกรักพี่หน่อยสิครับ คนดี” นิชคุณโอบกอดเขา ลมหายใจร้อนเป่ารดอยู่ข้างแก้มกระซิบเว้าวอนด้วยใจสั่นไหว เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นิชคุณจะรู้สึกหวั่นกลัวอะไรมากถึงเพียงนี้ และเขาขอเพียงความมั่นใจจากเด็กน้อยของเขา

 

อูยองสบตานิชคุณ สายตาที่จ้องมองกันเต็มเปี่ยมด้วยความรักจนไม่อาจรับไหว เขาหันหนี หัวใจปวดร้าว จนแทบไม่รู้สึก

 

จะพูดได้ยังไง... จางอูยองจะรักนิชคุณได้ยังไง

 

อูยองกลืนก้อนสะอื้นขื่นขมลงในลำคอที่ตีบตัน เปล่งเสียงเบาที่ไม่ต่างกับเสียงกระซิบ

 

“รับโทรศัพท์เถอะนะครับ”

 

เสียงรอบกายดูจะอื้ออึงหลังจากนั้น เสียงของนิชคุณที่คุยโทรศัพท์ดูแผ่วเบาเหมือนคลื่นสัญญาณที่ขาดหาย เขาแทบไม่ได้ยินเสียงของนิชคุณที่พร่ำบอกก่อนจะรีบร้อนเดินออกจากห้องไป “รอพี่นะครับ อูยอง รอพี่นะครับ”

 

 

 

 

 

 

สนามบินยังคงพลุกพล่าน วุ่นวาย เต็มไปด้วยผู้คนหลายชาติหลากภาษา จนเหมือนภาพเขียนที่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันหลากหลายที่ดูไม่เข้ากัน ผสมปนเปกันไปเป็นภาพขนาดใหญ่ที่ยังคงเคลื่อนไหว ความคิดของเขากำลังนึกย้อนกลับไปถึงวันแรกที่เขาเหยียบแผ่นดินโซล เขาเคยเป็นแต้มสีจุดนึงในผืนผ้าใบโดดเดี่ยวและแปลกแยก

 

เขาสะพายกระเป๋าเป้เพียงใบเดียว มองหาเพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกัน แทคยอนเป็นชาวเกาหลีคนเดียวที่เขารู้จักในตอนนั้น อย่างน้อยก็ก่อนที่เขาจะเห็นใครบางคนเดินตามหลังแทคยอนอยู่ต้อยๆ เด็กแก้มกลมทำหน้าไม่สบอารมณ์ คงเบื่อหน่ายที่ต้องมานั่งรอเขาแต่เช้า หรือไม่คงเกลียดขี้หน้ากันแต่แรกเห็นกระมัง

 

“นี่อูยอง น้องกูที่เล่าให้ฟังไง” แทคยอนแนะนำพวกเขาให้รู้จักกัน

 

นิชคุณยิ้มให้อูยอง และรู้สึกถึงความสุขอย่างประหลาด เมื่อรอยยิ้มเล็กๆค่อยๆปรากฎตอบกลับมาให้เห็น

 

อาทิตย์แรกนิชคุณพักที่โรงแรม เขามาทำธุระให้แม่ ธุรกิจของครอบครัวที่ต้องการขยายกิจการมาลงทุนในเกาหลี เขามีหน้าที่อยู่ดูแลในช่วงระยะก่อตั้ง 3-4เดือนแรก นั่นคือความตั้งใจแรกของเขา นิชคุณแวะไปหาแทคยอนบ่อยๆในตอนเย็น กินข้าวด้วยกัน อาจจะตามด้วยเบียร์สักกระป๋อง บางวันเจบอมก็จะอยู่ด้วย อูยองจะนั่งฟังพวกเขาคุยกันเป็นภาษาอังกฤษอยู่เงียบๆ แล้วหันหนีเมื่อรู้ตัวว่ากำลังถูกจ้องมอง ชีวิตของเขาดำเนินอยู่อย่างนั้นอยู่เกือบเดือน จนเมื่อแทคยอนแกล้งเสนอให้เขากับอูยองไปอยู่ด้วยกัน

 

“ออฟฟิศเมิง กับมหาลัยของอูยองก็ใกล้ๆกันไม่ใช่หรอ”

 

“ก็เอาสิ ถ้าอูยองยอม กูก็เบื่อจะอยู่โรงแรม มีคนอยู่เป็นเพื่อนก็ดีเหมือนกัน” นิชคุณหันไปหาอูยองเป็นเชิงถามความเห็น อูยองยักไหล่

 

“ยังไงก็ได้ครับ”

 

แทคยอนฉีกยิ้มกว้างตบบ่าเพื่อนอย่างเห็นอกเห็นใจ “ดีเลย งั้นฝากดูแลน้องกูด้วยนะ”

 

 

“อูยองนิสัยเหมือนเด็ก ถูกดูแลประคบประหงมจนเคยตัว ไม่ว่าคนตามใจหรอก เพราะไอ้เด็กนี่มันน่ารัก เมิงระวังไว้ ยิ่งมันรู้ตัวว่ามันน่ารักมันยิ่งอ้อน ใครก็ยอมมันหมดล่ะ เดี๋ยวเมิงจะได้นั่งคอยตามใจเด็กแบบไม่รู้ตัว” คำเตือนที่นิชคุณนึกขำตอนได้ฟัง เขาจัดของในห้องจนเสร็จ ในที่สุดเขาก็หาอพาร์ทเมนท์ที่มีห้างว่างได้ มันมีสองห้องนอนเพียงพอสำหรับพวกเขาสองคน เขาเดินไปเคาะประตูห้องของอูยอง แต่อีกคนกลับไม่ตอบรับใดๆ

 

เขาถือวิสาสะเปิดประตูเข้าไป เผลออมยิ้มเมื่อเห็นร่างเล็กนอนขดอยู่บนเตียงเหมือนลูกแมวที่กำลังนอนหลับปุ๋ย กระเป๋าเสื้อผ้ายังกางอยู่บนเตียง อูยองคงเผลอหลับไปล่ะสิท่า เขาคลี่ผ้าห่มออกคลุมให้คนตัวเล็ก อูยองขยับตัวซุกลงไปในผ้าห่มสีเหลืองสดของตัวเอง นิชคุณเคลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าของอีกคน มองพวงแก้มยุ้ยที่น่าหยิกให้หายหมั่นเขี้ยว ท่าจะจริงอย่างแทคยอนว่า อูยองน่ารัก น่ารักตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เห็น ยิ่งมองก็ยิ่งน่ารัก จะให้ตามใจทั้งวันทั้งคืน ยังไงแล้วเขาก็คงต้องยอม

 

นิชคุณไม่ใช่แต้มสีที่กระดำกระด่างบนผืนผ้าใบอีกต่อไป คืนนั้นเขาเข้านอนรู้สึกได้อย่างแท้จริงว่าเขามาถึงบ้านแล้ว

 

 

 

 

 

 

“คุณ...” วิคตอเรียมองหน้าเขา สีหน้าของเธอดูตื่นตกใจ “เป็นอะไรรึเปล่าคะ”

เขาใช้เวลาสักพักกับการแปลความหมายของมัน ตอนนั้นเองที่เขารู้ตัวว่าเขากำลังร้องไห้ นิชคุณเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาด้วยหลังมือ พยายามจะฝืนยิ้มให้กับเธอ นิ้วมือเรียวกุมมือเย็นเฉียบของเขาไว้ แววตาหวั่นวิตก แต่กลับไม่มีคำใดที่ถูกเอื้อนเอ่ย ผู้คนที่ยังคงเดินผ่านไปมาเป็นสิ่งเดียวที่บอกเขาว่าเวลายังไม่หยุดเดิน

 

เขาจ้องมองบานประตูอัตโนมัติที่เลื่อนเปิด เหมือนเครื่องจักรกลอะไรสักอย่างที่ดูดกลืนออกซิเจนไปจากปอด ใบหน้าที่คุ้นตาเดินตามหลังรถเข็นกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่ส่งยิ้มให้เขาจากในระยะไกล หากเป็นวันอื่นเขาคงไม่ลังเลที่จะยิ้มตอบกลับไป แต่วันนี้หัวใจเขาหนักอึ้ง และภวงค์ถึงใครคนหนึ่งตลอดเวลา ครอบครัวของเขามาถึงแล้วเพื่อเข้าร่วมงานแต่งงาน แม่ของเขาสวมกอดวิคตอเรีย เสียงหัวเราะเริงร่าของการพบปะดังขึ้น ทุกคนเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เปื้อนหน้า พี่ชายตบบ่าเขาเป็นการทักทาย น้องสาวของเขากระโดดกอดเขาด้วยความคิดถึง

 

“ดูเขาทำหน้าเข้าสิ เจอหน้าแม่ทำอย่างกับว่าเห็นผียังไงอย่างงั้น” เธอยิ้มหยอกเย้ากับวิคตอเรียที่แย้มยิ้มหวาน

 

“แม่ครับ” เขากอดผู้เป็นแม่ รู้สึกเหนื่อยอ่อนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

“อะไรเรา” สัมผัสของมือที่คุ้นเคยลูบศีรษะแผ่วเบา

 

“ผมคิดถึงแม่จังครับ”   และนิชคุณปรารถนาให้การที่พวกเขาเจอกัน ไม่ใช่เพราะโอกาสนี้เลย

 

 

 

พวกเขานั่งทานอาหารมื้อสายของวันที่ภัตตาคารของโรงแรม วิคตอเรียกับแม่ของเขาเข้ากันได้ดี การถามไถ่ถึงการเตรียมงานดูจะเป็นหัวข้อหลักของการสนทนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นิชคุณดื่มกินอาหารที่ไร้รสชาติกลืนความฝืดเฝื่อนผ่านลำคอที่แห้งผาก ยิ้มเมื่อทุกคนยิ้ม หัวเราะเมื่อทุกคนหัวเราะ หวังว่าเขาจะสามารถเล่นละครฉากนี้ได้ดีจนมันจบลง อาหารจานสุดท้ายถูกเก็บไปจากโต๊ะ เวลาเกือบเที่ยงวัน อากาศร้อนอบอ้าวจนบรรยากาศทุกอย่างดูจะหนักอึ้งกดทับให้ไม่อาจหายใจได้เต็มปอด ไม่รู้ว่าคนๆนั้นจะเป็นอย่างไร จะร้องไห้อีกรึเปล่า จะเหงามากแค่ไหนเวลาที่เขาไม่อยู่ อยากกลับไปกอดอูยองไว้ จูบซับน้ำตาทุกหยาดหยด หยุดเวลาไว้อย่างนั้น ให้พวกเขาได้รักกันเหมือนอย่างที่หัวใจต้องการ

 

“ฉันต้องขอตัวก่อนนะคะ” วิคตอเรียจูบแก้มของแม่ และหันมากอดเขา

 

“ฉันรักคุณนะคะ” เธอกระซิบก่อนจะคลายอ้อมกอด เขามองแผ่นหลังของเธอเดินจากไปไหล่เล็กที่ห่อลู่ลงดูอ่อนล้า จิตใจของเขาหวั่นกลัว เมื่อเขาเพิ่งรู้ตัวว่าเขาไม่สามารถบอกรักเธอได้อีกแล้ว

 

 

“เอาล่ะ ทีนี้บอกแม่ได้รึยังว่าเกิดอะไรขึ้น” นิชคุณพาแม่กลับมาที่ห้องพัก การเดินทางตลอดคืน เธอต้องการการพักผ่อน แต่ความหม่นหมองบนใบหน้าของลูกชายไม่ใช่สิ่งที่เธอจะไม่สังเกตเห็น และมันพาความกังวลใจมาให้เธอเช่นกัน

 

“แม่ครับ” นิชคุณสบตาแม่ “ถ้าผมจะยกเลิกงานแต่งงาน...”

 

มือที่เริ่มมีริ้วรอยของกาลเวลาชะงักงัน ไม่คาดคิดในสิ่งที่ได้ฟัง

 

“นิชคุณ...” เธอถอนหายใจ เอ่ยออกมาในที่สุด “แม่ไม่เคยบังคับลูก แม่เคารพในการตัดสินใจของลูกมาตลอดใช่มั้ย”

 

“ครับ”

 

“แต่เรื่องนี้ แม่ไม่เห็นด้วย แม่ขอพูดในมุมมองของแม่เถอะนะ ในฐานะผู้ใหญ่ ในฐานะผู้หญิงคนนึง การแต่งงานมันไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะคุณ มันไม่ใช่แค่ชีวิตลูก แต่คือชีวิตของคนสองคนที่ลูกต้องรับผิดชอบ”

 

นิชคุณไม่อาจโต้แย้ง เพราะตระหนักท่องแท้ในความจริงเท็จของคำพูดผู้เป็นแม่ หัวใจจึงเหมือนถูกกรีดบากด้วยคมมีด รสเลือดขมปร่าทะลักอยู่ในอก

 

“วันนี้ลูกอาจจะสับสน ใช่ ใครก็เป็น แต่แม่ขอให้ลูกนึกถึงวันที่ลูกโทรมาบอกแม่ว่าลูกจะแต่งงาน นึกถึงความรู้สึกในวันนั้น ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ที่กำลังรบกวนจิตใจของลูกในตอนนี้ แม่ของให้ลูกคิดให้ดีว่ามันคุ้มหรือเปล่า ที่จะทำลายชีวิตผู้หญิงดีๆคนนึง”

 

เธอลูบหัวลูกชายของเธอ รับรู้ถึงความสับสนที่หนักอึ้งอยู่ภายในใจ

 

“แม่ไม่รู้ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม่จะไม่บังคับ แต่แม่แค่ขอให้ลูกตัดสินใจให้ดี เข้าใจมั้ย”

 

นิชคุณ