[fiction] Wedding Dress 9/?

posted on 01 Jun 2011 13:59 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney

 

 

 

 

 

 

 

 

“ไปสมัครงานที่ไหนบ้างรึยัง” แทคยอนเอ่ยถาม เมื่ออูยองรับของที่พวกเขาออกไปซื้อมาด้วยกันไปเก็บ เขาเป็นห่วงตอนที่อูยองโทรมา แต่กลับกลายเป็นว่าอูยองชวนเขาออกไปซื้อของจากซุปเปอร์มาร์เก็ต น่าแปลกใจอยู่สักหน่อย แต่พอได้เห็นว่าอูยองสบายดี เขาถึงได้ทิ้งความกังวลเกินเหตุนั้นไป ความจริงเขาไม่ได้เห็นอูยองสดใสเท่านี้มานานแล้ว อาจเป็นเพราะที่ผ่านๆมา อูยองคงจะเครียดเรื่องเรียนก็เป็นได้ พอตอนนี้ที่เรียนจบสักที อูยองถึงกลับมาร่าเริงตามเดิม บางที... มันอาจไม่เกี่ยวกับนิชคุณ เหมือนที่ใจเขาเป็นกังวล

 

 

“ก็ลองส่งใบสมัครไปแล้วล่ะครับ”

 

 

“แล้วเขาว่าไง”

 

 

“ยังไม่มีใครตอบกลับมาเลยครับ ผมคงต้องรออีกสักหน่อย” อูยองย่นจมูกน่ารัก หันไปรินน้ำเย็นใส่แก้วให้พี่ชาย

 

 

“กลับปูซานก็ได้นิ่ ไปหางานแถวนั้นดู พ่อกับแม่นายคงดีใจ” แทคยอนรับแก้วจากอูยอง

 

 

“ผมอยากหางานในโซลดูก่อนน่ะครับ” อูยองเปิดตู้เย็น “ทานอะไรมั้ยครับ”

 

 

“ไม่ล่ะ” แทคยอนปฏิเสธ แต่อูยองก็ก้มไปหยิบแอปเปิ้ลที่เพิ่งซื้อออกมาอยู่ดี

 

 

“แล้วที่อยู่ล่ะ หาอพาร์ทเมนต์ใหม่ได้รึยัง ไปอยู่ด้วยกันก่อนก็ได้นะ” แทคยอนเสนอ

 

 

“อ่า.. ผมคิดว่าผมคงจะอยู่ที่นี่ต่อน่ะครับ” ร่างเล็กที่หันหลังไปวุ่นวายที่เค้าเตอร์ครัวตอบกลับมา

 

 

“แล้วนายจ่ายไหวหรอ นายก็รู้นี่ว่าที่ตรงนี้มันแพงมากนะ ที่ไอ้คุณมันช่วยจ่ายอยู่ความจริงมันเกินครึ่งของค่าเช่าอีกนะ”

 

 

“เรื่องนั้น... พี่คุณบอกว่าบางทีเขาอาจจะไม่ย้ายออกแล้ว” อูยองกดคมมีดลงที่ผลแอปเปิ้ล

 

 

“อะไรนะ” แทคยอนถามกลับแทบจะในทันที อูยองชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่มือจะเริ่มขยับอีกครั้ง รอยยิ้มระบายอ่อนบนใบหน้า

 

 

“ก็บ้านที่เขาซื้อมันไกลนี่ครับ ถ้าอยู่ที่นี่มันก็สะดวกในการเดินทางมากกว่า ถ้าเขาจะทำธุระอะไรในเมือง พี่คุณเขาจะได้แวะมาได้” คมมีดที่ถากลงบนผิว เปลือกสีแดงสดหลุดออก ร่วงหล่นลง

 

 

“ไอ้คุณ มันบอกอย่างนั้นหรอ” แทคยอนมองแผ่นหลังของอูยองด้วยความเป็นกังวล

 

 

“ก็คุยๆกันไว้น่ะครับ” อูยองยิ้มให้แทคยอน วางจานแอปเปิ้ลลงบนโต๊ะ กลิ่นผลไม้สดลอยหอมหวาน “พี่คุณยังบอกอีกด้วยนะครับ ว่าบางที... เขาอาจจะหาซื้อคอนโดแถวๆนี้ดู แล้วให้ผมไปอยู่ด้วย”

 

 

“อูยอง..”

 

 

“ครับ” รอยยิ้มที่เลือนลงเมื่อหันมาสบตาคนเป็นพี่

 

 

“อย่าทำแบบนี้” มือที่กำแน่นด้วยความหวั่นใจ สิ่งที่เขากลัว... อูยองและนิชคุณกำลังจะทำให้มันเลวร้ายลงกว่าเดิม

 

 

“ทำไมล่ะครับ มันก็ดีไม่ใช่หรอ ผมจะได้ไม่ต้องหาที่อยู่ใหม่ พี่คุณ.. พี่คุณเขาก็จะอยู่กับผม” ริมฝีปากที่พยายามยิ้ม แต่กลับคุมน้ำเสียงที่ท้ายประโยคไม่ให้สั่นไม่ได้

 

 

“อย่า... อย่าทำแบบนี้ อูยอง” แทคยอนพยายามกดน้ำเสียงไม่ให้เผลอตะโกนออกไป ที่เขาโกรธยิ่งกว่าสองคนนี้ ก็คือตัวเขาเอง

 

 

“ไปเก็บกระเป๋า”

 

 

“อะไรนะครับ” อูยองเบิกตาด้วยความตกใจ “ทำไมครับ”

 

 

แล้วคนเป็นพี่ที่ไหนกันจะยอมให้น้องอยู่กับความหวังลมๆแล้งๆ แทคยอนตบโต๊ะจนอูยองสะดุ้ง ร่างบางสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ นิชคุณไอ้บ้านั่น ไม่ว่ายังไงมันก็จะแต่งงาน ทำไมเพื่อนที่รู้จักกันมานานอย่างเขาจะมองไม่ออกว่านิชคุณพยายามจะทำอะไร ในเมื่อเรื่องมันมาจนถึงขนาดนี้ คนที่ไม่เคยปฏิเสธใคร คนที่พยายามจะทำดีกับทุกคน โดยไม่รู้ตัวว่ายิ่งพยายามเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็นการผูกปมเข้าไปก็เท่านั้น นิชคุณไม่มีทางปฎิเสธวิคตอเรีย และถ้าเป็นอย่างนั้น...อูยองจะเป็นใคร อยู่ในฐานะอะไรสำหรับนิชคุณ

 

 

มันยังไม่เพียงพออีกหรอ เหตุผลของคนเป็นพี่ที่ไม่อยากทนเห็นน้องวางยาพิษตัวเอง ต้องให้ใจเจ็บไปถึงไหนกัน อูยองถึงจะยอมถอยออกมา ต้องให้เจ็บปวดกันไปถึงเมื่อไหร่ แทคยอนมองอูยองที่เริ่มสะอื้น เขาสบถก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอน ไม่ฟังเสียงร้องของคนเป็นน้องที่พยายามห้ามปราม เขาเปิดตู้เสื้อผ้า ไม่สนใจมือเล็กที่พยายามจะดึงรั้งไว้ เขาโยนเสื้อผ้าลงบนเตียง

 

 

อูยองโผเข้ากอดเอวเขาไว้ ...

 

 

“แทค ฮยอง..” อีกครั้งที่เขารู้สึกว่าอูยองกลับไปเป็นเด็กชายตัวน้อย มือเล็กปัดป่ายน้ำตาออกจากใบหน้า น้ำเสียงอ้อนวอนเหมือนคนกำลังจะขาดใจ “ผมอยากอยู่ที่นี่ ผมอยากอยู่กับพี่คุณ ขอเวลาให้ผมอีกหน่อยนะครับ ขอเวลา...ให้ผมนะครับ”

 

 

แล้วคนเป็นพี่ที่ไหนกัน ที่จะทนพรากลมหายใจของน้องด้วยมือตัวเอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นิชคุณแอบขโมยหอมแก้มคนหลับที่นอนอยู่บนโซฟา อูยองครางฮือในลำคอเมื่อรู้สึกว่าใบหน้าตัวเองโดนรบกวน นิชคุณอมยิ้ม ในช่วงหลายวันมานี้ที่เขาตื่นมาเจอร่างเล็กที่ม้วนตัวมาซุกอยู่แนบอก เปลือกตาที่หลับสนิทพร้อมริมฝีปากที่งึมงำขอนอนต่อให้เขาต้องนึกขำ เพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ทำให้หัวใจของเขามีความสุขได้อย่างประหลาด นิชคุณชอบมองอูยองยามตื่นนอน ชอบที่จะนอนหลับลงไปพร้อมร่างเล็กๆในอ้อมกอด ชอบจนเริ่มจะเคยชินกับมันมากขึ้นทุกที

 

 

“ไหนใครบอกจะทำกับข้าวไว้ให้พี่ทานครับ” แกล้งทำหน้าบึ้งใส่คนที่งัวเงียตื่นขึ้นมา เพราะอูยองสัญญากับเขาไว้เมื่อเช้า ไม่วายจะขอตังค์เข้าไปซื้อของด้วยอีกต่างหาก

 

 

“ผมคง...เผลอหลับไป” อูยองพึมพำมองนาฬิกา นึกสงสัยว่าแทคยอนกลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เปลือกตาบวมที่หลบไม่พ้นสายตาคนพี่ นิชคุณถึงประคองหน้าอูยองไว้ด้วยฝ่ามืออุ่น

 

 

“ขอโทษที่กลับช้านะครับ” นิ้วมือเกลี่ยพวงแก้ม อูยองร้องไห้อีกแล้ว  และเขายังคงโทษตัวเองอยู่เสมอที่ไม่ว่าพยายามเท่าไหร่ก็ยังดูแลคนๆนี้ได้ไม่ดีพอ

 

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ” อูยองยิ้มให้นิชคุณสบายใจ

 

 

“ฮยองจะทานอะไรครับ เดี๋ยวผมไปทำให้” คนตัวเล็กลุกขึ้นยืน พูดด้วยน้ำเสียงเริงร่า แต่กลับโดนคนพี่รั้งข้อมือไว้

 

 

“แล้วเราล่ะ กินอะไรรึยัง”

 

 

อูยองส่ายหัว

 

 

“ไปกินข้าวข้างนอกกันมั้ย”

 

 

“ครับ?”

 

 

“เราไม่ได้ออกไปไหนด้วยกันนานแล้วนี่นา” นิชคุณเดินเข้ามาโอบเอวบางไว้ น้ำเสียงและแววตาที่ออดอ้อน พาให้หน้าอูยองต้องร้อนผ่าว

 

 

“หรือไม่อยากไป?” เลื่อนหน้ามาถามกันใกล้ๆ ไม่ให้อูยองต้องหนีไปไหน  “เป็นอะไร ไม่สบายหรอ”

 

 

รู้ทั้งรู้ว่าเขาหน้าแดงอย่างนี้เพราะใครกัน แต่นิชคุณก็ไม่วายจะแนบหน้าผากตัวเองเข้ามาวัดอุณหภูมิไข้ให้ซะอย่างนั้น

 

 

“ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา” นิชคุณฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ จงใจแกล้งกันชัดๆ “ว่าไงครับ ไปมั้ย”

 

 

อูยองจับมือที่เริ่มจะซุกซนปะป่ายแก้มเขาเป็นว่าเล่น

 

 

“ครับ ไปก็ได้ครับ” คนโตกว่ายิ้มดีใจ จนอูยองต้องยิ้มตาม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เพราะเป็นตอนกลางคืนที่คนเริ่มบางเบา นิชคุณถึงเลือกจะเดินจูงมืออูยองแทนการขับรถ แก้มกลมที่เปลี่ยนเป็นสีชมพูราวกลีบกุหลาบพาให้เขาต้องอมยิ้มกระชับมือเล็กไว้ในอุ้งมือของตัวเอง เขาพาอูยองมาที่ร้านเนื้อย่างเล็กๆที่พวกเขาเคยมาด้วยกันบ่อยๆ มีลูกค้าเหลืออยู่ในร้านไม่มากนัก พวกเขาเข้าไปนั่งที่โต๊ะด้านในสุดซึ่งเป็นที่ประจำ

 

 

อูยองไม่เบื่อที่จะหัวเราะไปกับเรื่องตลกที่นิชคุณเล่า ไม่เบื่อจะฟังสิ่งที่นิชคุณพูด และนิชคุณก็ไม่เบื่อที่จะตอบคำถามของเด็กช่างซักอย่างอูยอง ร้านเล็กๆในยามค่ำถึงเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยของทั้งสองคน อูยองบางครั้งคงจะลืมไปแล้วกระมังว่าเขาชวนมาทานข้าว นิชคุณถึงต้องเป็นคนคีบเนื้อไปวางในจานให้ กว่าพวกเขาจะทานเสร็จ พวกเขาก็กลายเป็นลูกค้าสองคนสุดท้ายในร้าน

 

 

อูยองกำลังหัวเราะกับมุกตลกของนิชคุณ ตอนที่ไฟในร้านมืดลง

 

 

ยังไม่ทันที่เขาจะถามอะไร แสงสว่างของเทียนบนเค้กก่อนเล็กก็ถูกวางลงตรงหน้า อูยองมองหน้านิชคุณผ่านแสงวูบไหวด้วยความไม่เข้าใจ นิชคุณฉีกยิ้มกว้าง เดินมานั่งข้างเขา ฝ่ามือหนาโอบเอวเขาให้ขยับชิด

 

 

“นี่มันอะไรกันครับ”

 

 

“ลูกสาวเจ้าของร้านเขาทำเค้กขายน่ะ” นิชคุณกระซิบ ให้อูยองขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัย “คุณลุงเจ้าของร้านเขาเลยบอกว่า ถ้าเราสั่งเค้กวันเกิดจากเขา เขาจะถ่ายรูปให้ฟรี”

 

 

“แต่นี่ไม่ใช่วันเกิดผมนี่ครับ” เจ้าตัวเล็กแย้ง

 

 

“ไม่ใช่วันเกิดฉันเหมือนกัน” นิชคุณยักไหล่

 

 

“แต่...”

 

 

“ชู่ววว..” นิชคุณชี้ไปที่พนักงานเสิร์ฟที่ถือกล้องอยู่ “ถ่ายรูปกันครับ”

 

 

 

“อธิษฐานเร็ว” นิชคุณอมยิ้มบอกกับอูยอง เมื่อพนักงานกลับไป

 

 

“ฮยองบ้าปะเนี่ย” โดนคนน้องต่อว่าเข้าให้ แต่แก้มกลมก็กลั้นยิ้มไว้ไม่อยู่เหมือนกัน

 

 

“ทำไมครับ ก็พี่อยากถ่ายรูปกับอูยองนี่”

 

 

“เราถ่ายกันเองก็ได้นี่ครับ”

 

 

“เป่าเค้กก่อนสิครับ เทียนจะหมดเล่มแล้ว” นิชคุณขัดไม่ให้อูยองต้องเถียงต่อ อูยองถึงต้องจำใจเป่าเทียนให้ดับลง เขาหลับตาอธิษฐานขอสิ่งเดียวที่เขาต้องการ

 

 

“ทำไมรูปนี้นายไม่ยิ้มนะ” นิชคุณมองรูปถ่ายในมือ ที่เจ้าตัวขอให้พนักงานถ่ายจนหมดฟิล์ม

 

 

“ก็จู่ๆมีคนมาบังคับให้ถ่ายรูปฮยองยิ้มออกมั้ยละครับ”

 

 

“อยู่ข้างอูยองฉันก็ยิ้มออก” นิชคุณพูดลอยๆ เหลือบมองคนตัวเล็กที่ขยับปากบ่นอะไรมุบมิบคนเดียว คงนึกต่อว่าอะไรเขาอยู่ล่ะสิ “พี่ชอบให้อูยองยิ้มนะครับ”

 

 

เขาไม่ได้พูดอะไรผิดเลย เขายอมทำได้ทุกอย่างเพื่อให้ได้เห็นรอยยิ้มน่ารักของเด็กน้อยคนนี้

 

 

อูยองค่อยๆคลี่ยิ้มออกมา พิงศีรษะลงที่ต้นแขนคนเป็นพี่ แก้มแดงร้อนผะผ่าวจนไม่รู้จะซ่อนไว้ไหนดี

 

 

“รู้มั้ยครับ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยถามร่างเล็กทีนั่งซบอยู่ตรงไหล่

 

 

“หืมม”

 

 

“เจ้าของร้านบอกว่าพอกินเค้กหมดแล้ว ให้ช่วยไปวิจารณ์ให้ลูกสาวเขาฟังด้วย เขามีตุ๊กตาให้เป็นของขวัญด้วยนะ”

 

อูยองมองหน้านิชคุณ ตาเล็กกระพริบปริบ ใครจะเชื่อล่ะว่าคุณฮยองของเขาจะพามาทำอะไรเป็นเด็กๆกันอย่างนี้ เขาฟาดแขนคนพี่เบาๆ ตอนที่นิชคุณพยายามจะป้อนเค้กให้กิน ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาทั้งคู่

 

 

“อูยอง มีความสุขรึป่าวครับ” อูยองเงยหน้ามองคนที่เอ่ยถาม แม้เพียงเสี้ยวหน้าที่เขาเห็นจากมุมนี้ นิชคุณก็ดูสมบูรณ์แบบเหลือเกิน เป็นเรื่องตลกจนน่าเจ็บปวดที่พระเจ้าจะสร้างสรรค์มนุษย์คงหนึ่งให้งดงามจนคล้ายจะไม่สามารถครอบครองได้ แม้อยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ จมูกโด่งเป็นสันราวรูปสลัก ริมฝีปากหยักแย้มยิ้มอ่อนโยน อูยองมองเข้าไปในดวงตาที่เป็นประกายราวกับกักขังดาวทั้งฟ้าไว้ภายใน ภายในหัวใจของเขาเหมือนมีผีเสื้อนับพันกำลังขยับปีกโผบิน

 

 

“ผมมีความสุขที่สุดเลยครับ” อูยองยิ้มกว้างกระซิบตอบ คำพูดสั้นๆที่พาความสุขไหลซึมเข้าไปในใจคนฟังเช่นกัน

 

 

ทำไมอูยองถึงน่ารักนัก...

 

 

หลายครั้งที่นิชคุณได้แต่นึกสงสัยภายในแก้มกลมนั้นซ่อนอะไรไว้ และริมฝีปากสีแดงเรื่อนั้นจะหอมหวานสักเพียงใด แล้วจะเป็นอย่างไรหากเขาล้วงล้ำเข้าไปสัมผัสมัน เขาแตะริมฝีปากลงบนกลีบปากบาง ช่วงชิมรสหวานบนริมฝีปากที่อ่อนนุ่ม นิ้วมือเล็กขยำเสื้อที่ไหล่เขา ออกแรงผลักเบาจนเขาแกล้งทำเป็นไม่สนใจ

 

 

“พี่รักอูยองนะครับ” ลมหายใจร้อนเอื้อนเอ่ย ริมฝีปากที่ยังคงแตะสัมผัส ขยับแนบชิดมอบจูบอ่อนหวานให้ร่างบางในอ้อมกอด เขาไม่แปลกใจเลยหากอดัมและอีฟจะยอมสละทิ้งซึ่งชีวิตอมตะ เพียงเพื่อให้ได้ลิ้มรสผลไม้ต้องห้ามแห่งสวนสวรรค์ เมื่ออูยองเผยอริมฝีปากให้เขาได้สัมผัสความหวานฉ่ำที่อยู่ภายใน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิคตอเรียนอนไม่หลับ...

 

 

เธอปิดไดอารี่ลง รู้สึกถึงความเหนื่อยอ่อนที่สะสมมาตลอดทั้งวัน การแต่งงานที่จะมีอีกในสองอาทิตย์ ทำให้เธอลนลานไปเสียหมด เธออยากให้มันสมบูรณ์แบบ และสวยงามเหมือนงานแต่งในฝัน เธอจัดการทุกอย่างให้เหมือนกับที่เคยจินตนาการ งานแต่งสีขาวในสวนเขียวสด แซมด้วยดอกไม้หลายหลายสีสัน เธอสั่งดอกไม้ไปแล้ว และสถานที่ที่เธอหาได้ก็ใกล้เคียงจนคล้ายกับสวนในฝัน

 

 

เธอหันมองใบหน้าของแม่ที่หลับไปแล้วตั้งแต่หัวค่ำ วิคตอเรียดีใจที่แม่ของเธอมาอยู่ด้วย แม่ช่วยเธอได้มากในการจัดการเรื่องงานต่างๆ แม้จะมีอุปสรรคทางภาษาบ้าง แต่ก็ยังดีกว่าที่เธอจะต้องทำมันคนเดียว

 

 

มันเป็นความคิดของนิชคุณที่จะจัดงานแต่งที่เกาหลี ถึงแม้ว่าญาติทั้งหมดของเขาจะอยู่ที่ประเทศไทย และญาติของเธอก็อยู่ที่ประเทศจีน เราพบกันที่นี่ นิชคุณบอกกับเธอ และในตอนนั้นเธอเห็นด้วยกับเขาโดยไม่โต้แย้งใดๆ เขาเคยกระตือรือร้นและช่วยเหลือเธออย่างดี แต่ในตอนนี้ อาจเป็นเพราะเธอคาดหวังมากเกินไป นิชคุณดูไม่ค่อยตื่นเต้นกับงานแต่งเหมือนอย่างที่เธออยากให้เขาเป็น จนบางทีเธอก็เริ่มสงสัยว่าเขาอาจจะไม่อยากแต่งงานกับเธออีกแล้ว แต่ทุกครั้งที่ความคิดนี้โผล่ขึ้นมาพาความกลัวเข้าสู่หัวใจ นิชคุณจะจับมือเธอไว้บีบมันเบาๆ และเธอจะสรุปว่ามันเป็นเพียงความคิดวิตกจริตของเจ้าสาวเท่านั้น เหมือนที่แม่บอกเสมอ คนเป็นเจ้าสาวต้องมองโลกในแง่ดี วิคตอเรียทำตามคำพูดของแม่

 

 

เธอพลิกตัวขยับเข้าซุกในอ้อมกอดของแม่เหมือนเมื่อตอนยังเด็ก สูดกลิ่นสบู่ของแม่ ข่มดวงตาให้หลับลง พยายามไม่นึกถึงหลายครั้งที่นิชคุณมาสายจากเวลานัด ใบหน้าที่เหมือนปิดซ่อนความลับอะไรไว้ หรือจะเป็นตอนเย็นที่เขาจะต้องรีบร้อนขอตัวกลับบ้านก่อนเสมอ หลายครั้งที่เธอได้ยินเสียงหัวเราะดังแว่วขึ้นมาเวลาที่เขาปลีกตัวไปคุยโทรศัพท์ เธอแอบมองเขา รอยยิ้มบนใบหน้าอันหล่อเหลาที่อาจทำให้คนอื่นตกหลุมรักเข้าง่ายๆกลับทำให้หัวใจของเธอสั่นหวิว  เพียงเพราะว่ารอยยิ้มอย่างนั้นเธอไม่เคยได้รับมัน  เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความห่วงใยอย่