[fiction] Wedding Dress 8/?

posted on 24 May 2011 01:20 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney

 

 

 

 

 

เธอเพิ่งวางสายจากนิชคุณ ฝนตกหนักข้างนอกคงอีกสักพักกว่าเขาจะมาถึง ซอลลี่นั่งลงข้างเตียงเอื้อมไปจับมือที่เย็นซีด ตกใจแทบแย่ตอนที่รู้ข่าว อูยองหมดสติไปหลังจากสอบโปรเจ็ค เพราะไม่ได้นอนมาจนครบสี่สิบแปดชั่วโมง ทั้งความเครียด และความกดดัน แม้แต่ชานซองที่แข็งแรงกว่าก็ยังเกือบล้มไปด้วยอีกคน เธอถึงอาสาจะดูแลอูยองให้ อย่างน้อย...ก็จนกว่าคนๆนั้นจะมา

 

เธอก็ทำได้เท่านี้ ในฐานะน้องสาวคนหนึ่งที่ห่วงใยพี่ชายคนนี้สุดหัวใจ ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าอูยองกำลังเผชิญกับอะไร และต้องเจ็บปวดแค่ไหนในช่วงเวลาที่ผ่านมา แม้จะพยายามเข้มแข็ง และบอกคนอื่นอยู่เสมอว่าไม่เป็นไร มันไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้า แต่ความโศกเศร้าต่างหากที่เห็นได้ชัด และดูดกลืนพลังชีวิตของอูยองไป ดวงตาที่เคยสดใสคอยแต่จะมองเหม่อหม่นเศร้า รอยยิ้มที่ห่างหายไปจากใบหน้าที่เคยร่าเริง เสียงหัวเราะที่ฟังดูแห้งแล้งมากขึ้นทุกที

 

ความรู้สึกของเธอ คงเทียบไม่ได้เลย...

 

หัวใจของคนๆนึงจะทนได้นานสักเพียงไหน หากความรักที่มีมันไม่อาจเอื้อนเอ่ย จะอึดอัดสักแค่ไหน หากความรักที่มีต้องถูกเก็บซ่อนไว้ไม่ให้แม้แต่ตัวเองได้สัมผัส และจะทรมาณสักเพียงใด หากความรักที่มีกำลังเดินจากไปไกลออกไปมากขึ้นทุกที เธอได้แต่หวังว่าใบหน้าที่สงบนิ่ง จะกำลังหลับฝันถึงสิ่งที่สวยงาม ได้แต่หวังให้มีสักวินาทีนึงที่หัวใจของอูยองจะมีความสุขได้เสียที

 

เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ตอนที่เสียงเคาะประตูดังขึ้น เย็นวันศุกร์ที่ฝนตกหนัก เธอไม่แปลกใจเลยที่การเดินทางดูจะกินเวลายาวนานกว่าปกติ นิชคุณก้าวเข้ามาในห้องด้วยสภาพที่ดูอิดโรยจนเธอต้องตกใจ เขายิ้มให้เธอดูเหนื่อยอ่อน ซอลลี่คลายมือของคนที่กุมไว้ ก่อนจะลุกขึ้นยืนโค้งให้กับเขา

 

“หมอว่าไงบ้างครับ”

 

“เพราะเครียดน่ะค่ะ แล้วก็ไม่ได้พักผ่อน นี่หมอให้ยา แล้วก็น้ำเกลือแล้ว ตื่นมาพรุ่งนี้คงดีขึ้น”

 

“ครับ” นิชคุณตอบรับ ด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ซอลลี่หลีกทางให้นิชคุณนั่งลงข้างเตียงแทนเธอ

 

“ขอบคุณนะครับ ที่ช่วยดูแลอูยองให้” เขาเอ่ยเมื่อซอลลี่เตรียมตัวจะบอกลา

 

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ” หญิงสาวยิ้มให้เขา  “งั้น... ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะคะ”

 

ฝีเท้าที่เดินมาหยุดลังเลอยู่หน้าประตู สิ่งหนึ่งที่คนนอกอย่างเธอพอจะทำได้ เพราะเป็นคนนอกที่มองเห็นทุกอย่างชัดเจน

 

“อปป้าคะ ฉันขออะไรอย่างนึงได้มั้ยคะ” ตัดสินใจที่จะพูดออกไป แววตาแน่วแน่เพื่อขอร้องใครอีกคน “หัวใจของอปป้า.. อย่าปฏิเสธมันได้มั้ยคะ”

 

นิชคุณมองหน้าเธอด้วยความแปลกใจ ซอลลี่ยิ้มออกมาบางๆ

 

“ดูแลอูยองอปป้าดีๆนะคะ”

 

เธอปิดประตู และเดินจากมา

 

ซอลลี่ยิ้มเมื่อยืนอยู่ต่อหน้าสายฝนที่ยังคงซาซัด ยิ้มให้กับตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองว่ารักครั้งแรกในหัวใจจะยังเป็นสิ่งสวยงามเสมอเมื่อนึกถึง เธอนึกถึงรักครั้งแรกของเธอ วันแรกที่เจอกัน... ริมฝีปากบางที่คลี่ยิ้มออกทีละน้อยอย่างเคอะเขิน ดวงตาที่ทอดมองเหมือนแสงจ้าของพระอาทิตย์ที่อบอุ่น  กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆของคนที่นั่งอยู่ข้างกันในวันที่พวกเขาไปเดท นึกถึงวันที่เธอจุมพิตที่แก้มของเขา เขายังคงสวยงาม อูยองยังคงสวยงามในความทรงจำของเธอ และเท่านั้น...ก็เพียงพอแล้วสำหรับเธอ

 

 

 

นิชคุณจับมืออูยอง นิ้วมือสากกระด้างลูบไล้ให้ไออุ่นแก่มือเล็กที่อ่อนนุ่ม นึกสงสัยว่าสิ่งที่เห็นผ่านความมืด คือรอยยิ้มรึเปล่า ที่ระบายอ่อนบางบนใบหน้าที่กำลังหลับใหล จรดปลายจมูกลงบนมือที่เกาะกุม เพื่อให้หัวใจได้เต้นใหม่อีกครั้ง เขารู้สึกเหมือนตายไปแล้วทั้งเป็น ความรู้สึกผิดที่แล่นริ้วอยู่เต็มหัวใจ เมื่อได้รับสายจากชานซอง ถ้าอูยองเป็นอะไรเขาคงไม่มีวันให้อภัยตัวเอง

 

 

วันที่กลับจากหัวหิน เขาเจออูยองนอนขดตัวกลมอยู่บนโซฟา เหมือนเด็กตัวน้อยที่เฝ้ารอคอยให้เขากลับบ้าน นิชคุณกระตุกยิ้มอุ่นวาบจนลืมหมดสิ้นว่าตัวเองกำลังพยายามทำใจให้ชินกับการห่างไกล ทรุดตัวลงนั่งข้างคนที่หลับตานิ่ง อาการเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางสลายไปด้วยความดีใจที่จู่ๆก็ลิงโลดขึ้นมาจนยากจะควบคุม

 

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้มองหน้าคนตัวเล็กใกล้ๆอย่างนี้...

 

เขาเพ่งพิจใบหน้าที่มองยังไงก็ดูจะเป็นเด็กน้อยในสายตา ฝ่ามือหนาลูบกลุ่มผมนุ่มอย่างเบามือ ห้ามตัวเองไม่ให้ฝังจมูกลงบนแก้มนิ่มดูสักทีให้หายคิดถึง

 

“ทำไมมานอนตรงนี้” แกล้งแหย่ถามคนหลับด้วยเสียงกระซิบ อูยองจะรอเขากลับบ้านเสมอ จะนั่งรอที่โซฟาตัวนี้ พอเขากลับมาถ้าเจ้าตัวยังไม่เผลอหลับไปเสียก่อน ก็จะแกล้งบ่นจนคนฟังอย่างเขาทั้งขำทั้งรู้สึกผิด ปิดท้ายด้วยการอ้อนแกมบีบบังคับให้พาตัวเองเข้านอน นิชคุณถึงได้เลิกนิสัยกลับบ้านดึกๆดื่นๆ เพราะกลัวเจ้าเด็กคนนี้จะนั่งรอ ขี้เกียจจะเถียงเด็กตาบวมที่นั่งเบะไปโวยวายไป เถียงยังไงก็ต้องยอมแพ้ใจอ่อนให้ซะทุกที

 

อูยองขยับตัว ปรือเปลือกตาขึ้นมา เมื่อรู้สึกถึงสัมผัสอุ่นของมืออีกคน

 

“คุณ ฮยอง” รอยยิ้มน่ารักที่ผุดขึ้นทันทีที่เจอหน้า จนนิชคุณอยากจะกอดร่างเล็กเอาไว้ด้วยความเอ็นดูยิ่งกว่าอะไร แต่ทำได้เพียงถอยออกมา “กลับมาแล้วหรอครับ”

 

“อืม” คำพูดห้วนสั้นที่ไม่ได้ตั้งใจจนนึกอยากกัดลิ้นตัวเอง กลับดูเย็นชาจนแววตาของอูยองต้องหม่นลง

 

“ผมรอฮยองตั้งนาน...” ประโยคเริ่มทุกครั้ง ที่เจ้าตัวดีจะเริ่มโวยวาย แต่คราวนี้กลับแผ่วเบาและดูเหมือนตัดพ้อมากกว่าทุกที

 

“ใครให้รอล่ะ อูยอง” ไม่อยากให้อูยองมาอ้อนเขาอีกเหมือนเดิม เพราะไม่รู้จะห้ามใจตัวเองไม่ให้เข้าไปประคองกอดอูยองมาแนบกายได้ยังไง ถึงต้องรีบตัดบท และหลบสายตา การกระทำที่พาให้ก้อนสะอื้นจุกอยู่ในลำคอของคนฟัง อูยองกำมือจนเล็บจิกลงบนผิวของตัวเอง มองแผ่นหลังของคนที่ทำตัวเหมือนไม่มีเขาในสายตา ช่วงเวลาที่ผ่านมามันถึงได้ชัดเจนว่าอูยองงี่เง่าพอที่จะรอคอยสิ่งที่ไม่มีวันกลับมา...

 

 

ทำไมต้องมาทำดีกับเขาด้วย อูยองหันหน้าหนี เมื่อนิชคุณยื่นช้อนมาตรงหน้า ถ้าเขาไม่ป่วยคงไม่มาดูแลกันหรอกใช่มั้ย ที่มาดูแลป้อนข้าวป้อนน้ำกันอยู่ คงคิดว่ามันเป็นภาระหน้าที่ที่เจ้าตัวก็คงอยากให้พ้นๆกันไปเสียที

 

“ผอมจนแก้มจะหายหมดอยู่แล้ว กินข้าวหน่อยสิครับ”

 

แก้มก็แก้มเขา จะมาสนใจอะไรกันเล่า... มองค้อนขวับเข้าให้ ก่อนจะเมินไปอีกทาง

 

“นะครับ จะได้หายไวๆ” นิชคุณพูดเสียงอ่อน จนใจคนฟังมันอดจะหวั่นไหวไม่ได้ ไม่ปฏิเสธว่าใจมันดีใจแค่ไหนที่ตื่นมาเจอนิชคุณอยู่ข้างเตียง แต่คนหนึ่งคนที่เคยเย็นชาและไม่ใส่ใจ มองยังไงคนๆนั้นก็ยังเป็นคนใจร้ายในสายตา

 

“อูยองอ่า...” นิชคุณถอนหายใจเหนื่อยอ่อน จะทำให้เขารู้สึกผิดไปถึงไหนกัน แค่เห็นร่างบางที่ผอมซูบลง ก็ยิ่งนึกโทษตัวเองที่ละเลยไม่ได้ดูแลน้องให้ดี อูยองพลิกตัวนอนหันหลังให้เขา สมน้ำหน้าตัวเองนัก ถ้าน้องไม่พูดด้วย นิชคุณคงไม่มีสิทธิ์จะโทษใครนอกจากตัวเอง  

 

 

 

“ผมจะไปค้างกับชานซองนะครับ” อูยองพูดกับเขาโดยไม่มองหน้า รีบเดินผ่านเขาไปโดยไม่บอกอะไรอีก นิชคุณถึงต้องดึงตัวเอาไว้มาคุยกันให้รู้เรื่อง

 

“ทำไม” น้ำเสียงกระชากจนอูยองต้องเผลอกัดปากตัวเอง

 

“ทำงาน” อูยองตอบสั้น ก่อนจะสลัดแขนให้พ้นจากการเกาะกุม

 

รู้หรอกว่าน้องกำลังยุ่งกับการทำงาน อีกไม่กี่วันก็ขึ้นสอบโปรเจ็คแล้ว แต่คนที่อยู่ด้วยกันมานาน ทำไมจะดูไม่ออกว่าอูยองจงใจจะหลีกเลี่ยงเขา

 

และมันทำให้เขาหงุดหงิด


ท่าทางอวดดี และทำเป็นไม่สนใจกันอย่างนั้น ใครเจอก็ต้องหงุดหงิดไม่ใช่หรอ ไม่ใช่แค่วันนี้ แต่เป็นมาตั้งแต่วันที่เขากลับจากประเทศไทยในวันนั้น การสนทนาที่กลายเป็นว่าถามคำตอบคำที่ทำให้เขาอึดอัด บางวันที่เขากลับมาบ้านแทนที่จะเจอหน้ากลับกลายเป็นว่าอูยองนั่งทำงานที่คณะจนดึกดื่น เขายอมรับเขาอาจเป็นฝ่ายที่เย็นชาใส่อูยองก่อน แต่เขาก็มีเหตุผลของเขา แล้วอูยองล่ะ?  มีเหตุผลอะไร?

 

“นายเป็นอะไรของนาย” นิชคุณตะคอกเสียงแข็ง ไล่หลังคนที่ทำท่าจะเดินออกไปให้สะดุดกึก

 

“.........” อูยองเม้มริมฝีปากเข้าด้วยกันสะกัดกั้นอารมณ์น้อยใจที่แล่นปรี่ขึ้นมา บังคับร่างกายที่ชาไปทั้งตัวให้ก้าวเดินต่อไป

 

“ฉันถามว่าเป็นอะไร” นิชคุณเดินข้ามห้องมากระชากกระเป๋าออกจากมืออูยอง ก่อนจะเขวี้ยงลงพื้น “มีอะไรก็บอกมาสิ อูยอง”

 

ปลายเสียงที่อ่อนลง เมื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของคนเป็นน้อง แววตาที่สั่นระริกเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาที่เจ้าตัวพยายามห้ามไว้ไม่ให้รินไหล

 

“.........” จะยังไง ริมฝีปากบางที่เม้มแน่น ก็ไม่ยอมเอื้อนเอ่ย

 

“นายจะทำให้ฉันขาดใจตายเลยรึไงนะ” นิชคุณอยากจะดึงร่างที่สั่นไหวนั่นมากอดนัก เขาทนไม่ได้ที่อูยองไม่พูดกับเขา ทนไม่ได้ที่อีกคนไม่ยอมสบสายตา แต่อูยองกลับถอยหนีเขาห่างไกลออกไป นิชคุณรู้สึกเหมือนคนกำลังจะขาดใจ

 

“แล้วหัวใจของผมล่ะครับ” อูยองปาดน้ำตาที่ดื้อดึงจะไหลออกมา เอ่ยคำถามที่ทำให้นิชคุณชะงักงัน

 

ใบหน้าอูยองเจ็บปวดจนน่าสงสาร นิ้วมือเล็กขยุ้มอกเสื้อจนยับยู่ น้ำเสียงสั่นแหบพร่า

 

“หัวใจของผม... ที่มันดีใจเหมือนคนบ้ากับเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ฮยองทำให้กัน และเสียใจกับเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ฮยองไม่ใส่ใจ”

 

แววตาที่เต็มไปด้วยความเสียใจ ความสับสน และอ่อนไหว จดจ้องวิงวอนขอคำตอบ

 

“ฮยองตอบผมได้มั้ยล่ะครับ ว่าผมเป็นอะไร...”

 

ดวงตาของพี่น้องที่สบกันด้วยความหวั่นไหว ต่างคนต่างนิ่งงัน เพราะต่างคนก็ต่างรู้คำตอบของมันดี คำตอบที่แม้อยากจะพูดมันออกมามากเพียงไหน ก็ทำได้เพียงกล้ำกลืนมันลงไป

 

“ถ้าฮยองเองก็ตอบไม่ได้.. ปล่อยผมไปเถอะครับ ผมมีเรื่องให้คิดมากพออยู่แล้ว ผมยังไม่อยากจะมาคิดอะไรกับเรื่องไร้สาระอีก” อูยองทำลายความเงียบขึ้นมาในที่สุด รวบรวมเรี่ยงแรงที่แทบจะสลาย เขาหยิบกระเป๋าที่ถูกโยนกองไว้กับพื้น ก่อนจะเดินออกจากห้องไป...

 

 

 

 

 

 “ฉัน...ขอโทษ”  

 

ไม่อยากหันไปมองคนที่กำลังเอื้อนเอ่ย เพราะรู้ตัวว่าถ้าเห็นหน้านิชคุณตอนนี้ อูยองก็คงจะฝืนความคิดถึงที่เอ่อล้นขึ้นมาไม่ไหวอีกต่อไป แค่สัมผัสที่ลูบศีรษะกันอย่างแผ่วเบาก็ทำให้ใจต้องหวั่นไหว เป็นอะไรไป ทำไมถึงไม่มีแรงจะต้านทานคนๆนี้ได้เลย

 

เมื่อเห็นอีกคนยังยืนยันจะหลบสายตา มือใหญ่จึงจับตัวบังคับให้หันมา ประคองหน้าอูยองไว้ไม่ให้หนีไปไหนอีก

 

“ขอโทษ” นิชคุณสบตาร่างเล็กที่นอนนิ่งงัน คำขอโทษที่แทนความหมายทุกอย่างภายในใจ ใบหน้าที่โน้มเข้ามาใกล้ จนรับรู้ถึงลมหายใจของกันและกัน ริมฝีปากหยักกดจูบนิ่งนานลงบนหน้าผากมน

 

อยากโกรธ อยากจะผลักไสไปให้ไกล แต่หัวใจมันยอมแพ้และอภัยให้แล้วซึ่งทุกอย่าง

 

“อย่าโกรธพี่เลยนะ” หน้าผากที่แนบพิง ปลายจมูกโด่งที่คลอเคลียจมูกเรียวของอีกคน แววตาวอนขอสบนิ่ง อูยองไม่รู้อีกแล้วว่าหัวใจตัวเองมันเต้นช้าหรือเร็วเพียงไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเสียง และเรี่ยงแรงมันหายไปไหนจนหมดสิ้น

 

น้ำตาที่เอ่ออยู่คลอเบ้า เลยร่วงเผาะอยู่เหนือการควบคุม

 

“ยังไงก็ห่วงที่สุด รู้ใช่มั้ย” นิ้วมือปาดน้ำตาออกจากแก้มกลม “อย่าร้องไห้เลยนะ จะไม่ทำอีกแล้ว จะดูแลอูยองของพี่ให้ดีๆ จะไม่ทิ้งไปไหนอีกแล้ว”

 

 

 

 

นิชคุณพิงกายกับระเบียงโลหะ มองเข้าไปในห้อง ไม่อยากส่งเสียงรบกวนเจ้าตัวเล็กที่ผลอยหลับไปหลังจากที่ยอมให้เขาป้อนข้าวป้อนยาได้เสียที อยากให้ได้พักผ่อน จะได้หายป่วยเร็วๆ

 

“วันนี้คุณหายไปไหนมา ฉันโทรหาคุณทั้งวัน” เสียงปลาย