[fiction] Wedding Dress 7/?

posted on 08 May 2011 20:30 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney
 
 
 
 
 

อาการปวดหัวดูจะมาเยี่ยมเขาอยู่บ่อยๆในช่วงนี้ และวันนี้ก็เช่นกัน เขาฟุบหน้าลงกับโต๊ะ บีบนิ้ววนตรงขมับที่ปวดตุบ เสียงของอาจารย์ที่สอนอยู่หน้าห้องฟังดูอื้ออึงเหมือนดังมาจากที่แสนไกล การเร่งทำงานโดยไม่ได้หลับไม่ได้นอนกำลังเล่นงานเขาเข้าอย่างเบาๆ เขากำลังนึกถึงกาแฟสักแก้ว อาจจะปั่นเย็น หรือจะเป็นชาร้อนดีนะ อูยองหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูด้วยความเคยชิน ไม่รู้ทำไมถึงได้รู้สึกใจหวิวแปลกๆ เขายกมือขึ้นทาบหน้าอก หายใจเข้าออกช้าๆ จนอาการที่ว่ามันหายไป นอนไม่พอละมั้ง เวลา... ดูจะผ่านไปเร็วโดยที่ไม่ทันตั้งตัว เขากำลังนั่งเรียนในคาบเรียนสุดท้ายของชีวิตนักศึกษา และนั่นหมายความว่าเขากำลังเผชิญกับทั้งการบ้าน รายงาน การสอบปลายภาค และการพรีเซ้นโปรเจ็ค แน่นอนว่าแค่สี่อย่างนี้รวมกันก็กินเวลาพักผ่อนของเขาไปเกือบหมด

 

เขากำลังจะเรียนจบ และนั่นหมายถึงว่าชีวิตใหม่ของเขากำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

 

ชีวิตของการเป็นคนทำงาน ชีวิตของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และรวมถึง...ชีวิตที่ไม่มีนิชคุณ ในขณะที่เขากำลังวุ่นวายกับเรื่องเรียน นิชคุณก็ดูจะวุ่นวายกับการเตรียมงานแต่งงานเช่นกัน การแต่งงานที่ดูเหมือนจะเคลื่อนเข้ามาใกล้ให้เห็นเป็นรูปเป็นร่างจนน่าใจหาย สิ่งที่เคยคิดว่ายังอีกนาน ยังคงมาไม่ถึง แต่เมื่อเราเห็นสิ่งนั้นมายืนอยู่ตรงหน้า มันก็อดตกใจไม่ได้ อีกเพียงสี่เดือน เวลาสี่เดือนที่เขาจะต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง

 

นิชคุณขึ้นเครื่องไปประเทศไทยกับวิคตอเรียเมื่อวานนี้ ทิ้งโน๊ตไว้ให้เขาบนตู้เย็นว่าอีกสามสี่วันจะกลับ ไปโดยไม่รอให้เขาตื่นมาส่งเลยด้วยซ้ำ ทุกอย่างกำลังค่อยๆเปลี่ยนแปลงจนรู้สึกได้ เวลา และความเอาใจใส่ที่มันลดน้อยลงทุกที และอูยองก็ไม่มีสิทธิจะท้วงติงอะไรในเรื่องนี้ เพราะตัดสินใจไปแล้ว เขาไม่ต้องการให้นิชคุณต้องมาห่วงมาดูแลเขาอีก ถ้านิชคุณจะทำตัวเหินห่างไปบ้าง เขาคนนี้จะใช้สิทธิอะไรไปโวยวายเป็นเด็กๆเหมือนเมื่อก่อน

 

ไม่ช้าก็เร็ว พี่ชายของของก็ต้องแต่งงาน มีครอบครัว น้องชายที่ไม่มีความสำคัญอะไรอย่างเขา ยังไงก็ต้องทำใจให้ชิน

 

 

“ไปอยู่ด้วยกันมั้ย” แทคยอนโทรหาเขาเมื่อเช้า

 

“ไม่ต้องหรอกครับ” เขาปฏิเสธ แทคฮยองน่ะ พอเห็นว่านิชคุณไม่ว่างดูแลเขาเหมือนก่อน แทคยอนก็พยายามจะทำหน้าที่แทนเสียทุกอย่าง

 

“แน่ใจนะ” แทคยอนถามย้ำอีกครั้ง

 

“ครับ ผมต้องทำงานที่คณะ อยู่ที่นี่เดินทางสะดวกดี”

 

“ให้ฉันไปอยู่ด้วยมั้ย”

 

“ฮยองงง” อูยองร้องคราง “ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมอยู่คนเดียวได้จริงๆ”

 

“โทรหาฉันแล้วกันนะ ถ้ามีอะไร”

 

“ครับ” อูยองรับปากก่อนจะวางสายไป

 

เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้น อูยองเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะ อาจารย์เดินออกไปแล้ว เขาเก็บของลงกระเป๋า ก่อนจะลุกขึ้นยืน เหวี่ยงกระเป๋าเป้ขึ้นสะพาย เขาสะกิดเรียกชานซองที่นั่งหลับอยู่โต๊ะข้างๆ

 

 

 

 

ปัญหาที่แย่ที่สุดของการอยู่คนเดียว ถ้าไม่นับความเหงา ก็คงเป็นเรื่องกิน หลังจากแยกกับชานซอง อูยองแวะที่ร้านสะดวกซื้อหน้ามหาลัย เพราะขี้เกียจเกินกว่าจะทำอะไรกินเอง เลยตัดสินใจจะซื้อบะหมี่สักถ้วยไปทานในเย็นนี้

 

“อปป้า” เสียงเรียกจากข้างหลัง ทำให้เขาต้องหันกลับไป  ซอลลี่ยิ้มกลับมาให้เขา

 

“ซื้ออะไรหรอคะ”

 

“มื้อเย็นน่ะ” เขาชูถ้วยในมือ ยิ้มให้กับสีหน้าประหลาดใจของซอลลี่ หน้าแปลกที่หลังจากพวกเขาเลิกกัน อูยองกลับรู้สึกว่าเขาสนิทกับเธอมากขึ้น

 

“ นิชคุณ.. ไม่อยู่หรอคะ” เขาออกจะแปลกใจที่เธอถามถึงนิชคุณ แต่เขาก็พยักหน้ารับ

 

“อื้อ พี่เลยไม่รู้จะกินอะไรเลยไง” อูยองหัวเราะแห้งๆยกแขนขึ้นเกาท้ายทอย เหมือนโดนจับผิดได้ ก็ปกตินิชคุณเป็นคนทำอาหารเตรียมไว้ให้เต็มโต๊ะ อูยองแทบไม่เคยฝากท้องไว้กับอาหารนอกบ้านเลย

 

“เอาอย่างนี้ดีมั้ยคะ” เธอครุ่นคิด ลังเล “เราไป... ทานข้าวกันมั้ยคะ”

 

อูยองมองสบตากลมที่จ้องเขารอคอยคำตอบ

 

“นะคะ ซอลลี่เลี้ยงเอง” เธอยิ้มกว้างให้เขา รอยยิ้มแสนหวานที่ยากจะปฎิเสธได้ลง

 

“ก็ได้ครับ” เขายิ้มตอบกลับไป

 

ชั่วขณะหนึ่งที่เขาเดินข้างเธอ อูยองถามหัวใจตัวเองอีกครั้ง และคาดหวังในคำตอบ ถ้ามันเป็นเธอ คนที่เขารัก ถ้าเป็นอย่างนั้น... มันคงจะง่ายกว่าที่จะยอมรับเสียงของหัวใจ

 

 

 

 

 

 

เพราะผูกพันกับที่นี่มาตั้งแต่เด็ก นิชคุณถึงเลือกมาถ่ายภาพแต่งงานที่หัวหิน เขาโอบเอวบางให้แนบชิด ก้าวเดินด้วยเท้าเปลือยเปล่าบนหาดทรายละเอียด แสงแฟลชแวบวาบ เมื่อเขาหันไปยิ้มให้กับเธอ วิคตอเรียส่งเสียงหัวเราะร่าเริงเพราะเกลียวคลื่นลูบล้อขึ้นมาถึงข้อเท้า แสงแดดกำลังจะหมดลง พวกเขานั่งลงบนโขดหิน เฝ้ามองพระอาทิตย์ดวงกลมเคลื่อนหายไปในเส้นแบ่งระหว่างขอบน้ำกับผืนฟ้า ริ้วแสงสีส้มทาทาบเมฆที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นเหมือนปุยนุ่น คลื่นทะเลเปล่งประกายสะท้อนอมฟ้าอมส้มแปลกตา สวยงามจนอดนึกไม่ได้ว่า... อยากให้เด็กคนนั้นมาด้วยกัน

 

เถียงกันหลายต่อหลายครั้ง เด็กปูซานอย่างอูยอง ก็ยังยืนยันว่าทะเลบ้านตัวเองสวยที่สุด เขายังเคยแอบคิดว่าสักวันนึงจะพาอูยองมาเที่ยวที่ไทยบ้าง อูยองชอบทะเล ถ้าได้มาเห็นคงยิ้มร่า วิ่งเล่นจนลืมหมดล่ะว่าเคยเกทับอะไรไว้บ้าง แม้เพียงนึกถึงเขายังเกือบจะได้ยินเสียงหัวเราะที่คุ้นหูของอูยองปะปนมากับเสียงคลื่นที่ซาซัด ร้องเรียกชื่อเขาให้ไปเล่นด้วยกัน

 

นิ้วมือเรียวกุมมือเขาไว้ สัมผัสอุ่นบีบเบาๆ นิชคุณหันไปยิ้มให้กับคนข้างตัว จับมือวิคเตอเรียขึ้นมาจรดเข้ากับริมฝีปาก จุมพิตแผ่วเบาลงบนผิวเนียน

 

“วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ” ตากล้องบอกกับเขา เมื่อแสงสุดท้ายลาลับไปกับขอบฟ้า

 

 

 

นับตั้งแต่วันที่นิชคุณคุกเข่าลงสวมแหวนให้กับเธอ แม้จะเรียบง่ายไม่มีดอกไม้ช่อโต ดินเนอร์หรูๆ แต่หลังจากวันนั้นวิคตอเรียเหมือนตกอยู่ในความฝัน เธอมีความฝันเหมือนผู้หญิงทุกคนที่ปรารถนาจะตกหลุมรักกับผู้ชายสักคนหนึ่ง คนที่เธอจะสามารถมอบหัวใจให้กับเขาโดยไม่ลังเล เพราะนิชคุณเป็นผู้ชายที่แทบจะเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ สุภาพ อ่อนโยน ให้เกียรติแก่ผู้หญิง  ไหนจะหน้าตา และฐานะ หลายๆครั้งที่เธอยังนึกขำในโชคชะตา เธอเป็นคนจีน นิชคุณเป็นคนไทย ต่างที่ต่างถิ่น แต่กลับมาเจอกันในประเทศที่ไม่ใช่แผ่นดินแม่ของทั้งคู่ ราวกับในนิยายรักที่เคยได้อ่าน หากเป็นในนิยาย พวกเขาคงกำลังก้าวเดิน จนใกล้ไปถึงตอนอวสานที่ลงท้ายด้วยความสุขชั่วนิรันดร์

 

วิคตอเรียขยับปากกาขีดเขียนลงในไดอารี่ เธอเริ่มจดบันทึกสิ่งที่อยากทำ สิ่งที่ได้ทำ สิ่งที่ต้องทำสำหรับงานแต่งงานมาตั้งแต่สามเดือนที่แล้ว เสียงโทรศัพท์ดังแว่วมาจากมุมห้องเธอวางสมุดไดอารี่ลง ลุกไปตามเสียงนั้น มันเป็นโทรศัพท์ของนิชคุณ เธอลังเลว่าควรเรียกนิชคุณดีมั้ย แต่เมื่อเธอเห็นว่าใครเป็นคนโทรมา เธอถึงตัดสินใจกดรับมัน

 

“ว่าไงอูยอง พี่คุณอาบน้ำอยู่นะคะ” เพราะเป็นอูยอง นิชคุณคงไม่ว่าถ้าเธอจะรับสายนี้แทนเขา เธอเองก็เอ็นดูอูยองไม่ต่างจากตัวนิชคุณเอง

 

“อย่างงั้นหรอครับ” เสียงแผ่วเงียบไปซักพักก่อนจะตอบกลับมา “งั้น... ไม่เป็นไรครับ แค่นี้นะครับ”

 

“เดี๋ยวก่อนสิ มีอะไรหรือเปล่า”

 

“....”

 

“ให้ฉันไปเรียกนิชคุณให้มั้ย”

 

“ม.. ไม่เป็นไรครับ” อูยองปฏิเสธ “ผมหาของไม่เจอน่ะครับ แต่ตอนนี้หาเจอแล้ว”

 

เสียงคลิกของประตูห้องน้ำที่เปิดออก วิคตอเรียยิ้มให้นิชคุณ

 

“อูยอง นิชคุณออกมาพอดีเลย” เธอบอกกับคนปลายสายด้วยน้ำเสียงดีใจ ยื่นโทรศัพท์ให้นิชคุณ

 

“อูยอง?” นอกจากเสียงที่เปล่งออกไป อีกเสียงที่เขาได้ยินชัดเจนคือเสียงเต้นของหัวใจ ที่จู่ๆก็เร่งจังหวะขึ้นมาในอก

 

“............”

 

เขาแน่ใจ แน่ใจว่าอูยองยังอยู่ แน่ใจว่าอูยองได้ยินเสียงของเขา... ก่อนจะตัดสายไป

 

“วางไปแล้วน่ะครับ” เขายิ้มบางๆให้วิคตอเรีย

 

“สาย...คงขาดไป เขามีอะไรหรือเปล่า ได้บอกคุณไว้มั้ย”

 

“อูยองบอกว่าหาของไม่เจอน่ะค่ะ”

 

“ของ? อะไรครับ”

 

“เขาไม่ได้บอกซะด้วยสิ บังเอิญว่าเขาหาเจอพอดีน่ะ”

 

“ครับ” นิชคุณมองหน้าจอโทรศัพท์ อูยองโทรมา เพราะหาของไม่เจอ.. จริงๆหรอ

 

“เป็นห่วงอูยองใช่มั้ยคะ” วิคตอเรียใช้สองมือประคองหน้าว่าที่เจ้าบ่าวของเธอขึ้นมา นิชคุณยิ้มให้เธอ วิคตอเรียเหมือนผู้หญิงที่มีพลังพิเศษสำหรับเขา เหมือนว่าอ่านใจเขาได้ทุกทีเวลาที่เขาคิดอะไร นั่นถึงเป็นอีกเหตุผลนึงที่ทำให้เขา... รักเธอ


“นิดหน่อยน่ะครับ”

 

“โทรหาเขาสิคะ”

 

เขาสบตาของเธอ ผู้หญิงที่รักเขาหมดหัวใจ

 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ไว้ค่อยโทรก็ได้”

 

 

 

 

 

 

 

ไม่ห่วงกันแล้วจริงๆใช่มั้ย... รู้ว่าตัวเองกำลังทำตัวงี่เง่า นิสัยเด็กๆที่แก้ไม่หาย แต่ทุกครั้งที่นึกถึงก็ยังอด... น้อยใจไม่ได้ ทั้งๆที่ไม่ได้มีสิทธิไปใจน้อยกับเขา อาจเป็นเพราะว่าเหนื่อยเกินไปกับการเรียนกับการสอบ เรี่ยวแรงที่จะทำตัวเข้มแข็งมันถึงได้หายไปจนหมด ปากที่เคยบอกว่าไม่เป็นไร ในวันนี้มันอยากได้กำลังใจ อยากได้รอยยิ้ม อยากได้ฝ่ามืออุ่นๆที่เคยลูบหัวปลอบโยนกัน

 

“..........” ถึงอย่างนั้น พอเขาได้ยินเสียงนิชคุณ ลำคอของเขากลับตีบตันจนไม่อาจเอ่ยอะไรออกไป จะให้พูดอะไร เหตุผลอะไรที่อูยองจะโทรหานิชคุณ นิชคุณที่กำลังอยู่กับวิคตอเรียที่ประเทศไทย

 

ถึงจะเป็นฝ่ายวางสายไม่ยอมคุย แต่ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่าเขาก็ยังรอ ยังคอยนั่งจ้องโทรศัพท์ได้เป็นนานสองนาน แม้ว่ามันจะไม่มีเสียงเรียกเข้าดังออกมาสักครั้งนึง

 

ทำไมไม่โทรกลับล่ะ... ถ้ายังเป็นห่วงกัน

 

ทำไมไม่โทรหากัน ทำไมไม่ส่งข้อความเหมือนทุกที ความคิดที่คอยแต่จะวิ่งเข้ามาในสมองจนไม่เป็นอันทำอะไร ทั้งๆที่บอกคนอื่นว่าจะอยู่ทำงาน แต่งานกลับไม่คืบหน้าไปไหนเลย

 

“เข้าไปได้มั้ยคะ” เสียงเคาะประตู ตามด้วยเสียงที่เขาจำได้ว่าเป็นเสียงของซอลลี่

 

“ครับ”

 

ซอลลี่เดินเข้ามาในห้องแคบๆ มันเป็นห้องที่คณะเตรียมไว้ให้พวกนักศึกษาปีสี่ได้ใช้ทำงานโปรเจ็ค

 

“ซอลลี่ซื้อขนมมาให้อปป้าน่ะค่ะ” เธอบอกพลางชูถุงขนมในมือ

 

“ขอบคุณนะ” อูยองยิ้มให้เธอ “ดึกแล้ว ไม่กลับบ้านหรอครับ”

 

“กำลังจะกลับแต่พอดีเจอชานซองอปป้าซะก่อน เขาบอกว่าอปป้าไม่ยอมออกไปทานข้าว”

 

“พี่อยากทำงานให้เสร็จๆน่ะครับ”

 

ซอลลี่นั่งลงข้างๆอูยอง ถอนหายใจยาว

 

“หิวแย่”

 

อูยองหันไปมองหน้าเธอ ก่อนจะหลุดขำออกมา ก็ดูสิ เล่นทำหน้าเครียดอย่างกับเป็นคนอดข้าวเองซะอย่างนั้น

 

“พี่ว่าพี่ไม่หิว จนเราเข้ามานั่นแหละ” อูยองแกล้งแหย่แซวหญิงสาวที่ทำหน้าง้ำหน้างอ “ไหนดูสิ มีอะไรกินมั่งครับ”

 

 

อูยองหัวเราะจนเหนื่อย หัวเราะจนเกินความจำเป็น จนเมื่อซอลลี่กลับไป เขาถึงรู้สึกไม่มีแรงแล้วจริงๆ เขาทรุดตัวลงนั่งกับพื้น พิงผนังห้องที่เย็นเฉียบ มองไปที่โทรศัพท์ที่เขาจงใจหยิบวางไว้บนโต๊ะเผื่อว่ามันดังเขาจะได้ได้ยินชัดเจน เขาเหยียดยิ้ม ยกมือขึ้นนวดหน้าอกที่ดูเหมือนจะเจ็บปวดขึ้นมา ตลกนะ.. คนที่อยากให้เป็นห่วง ทำไมไม่ห่วงกัน...

 

 

 

 

 

 

 

นิชคุณปล่อยสายตาให้ทอดมองออกไปในทะเลดำมืด ปล่อยให้ลมทะเลพัดตีจนผิวกายเย็นเยียบ วิคตอเรียหลับไปแล้ว แต่ตัวเขากลับไม่อาจข่มตาให้หลับลง ถึงได้ออกมาเดินทอดน่องตามลำพังไปตามหาดทรายที่นิ่งสงบ เพียงเพราะเสียงลมหายใจจากคนไกลที่ได้ยินจากหูโทรศัพท์เพียงชั่ววิ แค่เพียงเท่านั้น ก็ทำใหจิตใจเขาปั่นป่วนไปเสียหมด มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ ทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้เด็กคนนั้น เขาถึงรู้สึกเหมือนไม่รู้จักตัวเองเลย สิ่งที่เคยคิด สิ่งที่เคยรู้สึก ตลอดชีวิตเขาทำตามสิ่งที่เขาเชื่อว่ามันถูกต้อง เป็นสิ่งที่ถูกเป็นสิ่งที่ควร แต่จากวันนั้นวันที่น้ำตาของอูยองไหลอาบหน้า วันที่เสียงกระซิบแผ่วเบาอ้อนวอนขอให้เขาอยู่กับอูยองตลอดไป เขาไม่รู้อีกแล้ว ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องกันแน่

 

ที่ไม่โทรหา ไม่ใช่ว่าไม่นึกถึง แต่เพราะคิดถึงมากเกินไป... จนกลัวใจตัวเอง กลัวว่าสุดท้ายแล้ว เขาเองต่างหากจะเป็นฝ่ายที่ไม่สามารถทำใจเดินจากไปได้เสียเอง

 

ฝันดีนะครับ อูยองงี่…