[SF] Can't Love, Can't Be Loved

posted on 06 Feb 2011 10:58 by woohoney in WooHoney
 
 
 
 
 

 

ผมกำลังจะรู้สึกตื่นเต็มที่ในอีกสิบวินาทีข้างหน้า เสียงฝีเท้าของใครสักคนกำลังเขยิบเข้ามาใกล้ แสงไฟในห้องถูกเปิดให้สว่างโร่ ก่อนที่ใครก็ตามที่บุกรุกเข้ามาในห้องผมจะคว้าแขนผมดึงออกจากเตียงได้สำเร็จ ผมพลิกตัวหลบ ส่งผลให้ผ้านวมผืนหนาพันตัวผมไว้เสียมิดชิด ผมขยับตัวถอยหล่นลงจบเหลือเพียงครึ่งตาที่โผล่พ้นผืนผ้า

 

“จางอูยอง ตื่นได้แล้ว”

 

ผมปรือตามองคนพูด พี่มินแจยืนกอดอกทำหน้าเครียดอยู่ข้างเตียง ผมส่งเสียงครางอย่างเกียจคร้านในลำคอก่อนจะซุกตัวเข้าไปในหมอน ผ้าห่ม และเตียงนอน

 

“นายต้องไปทำงานนะ”

 

“ผมไม่ไป” ผมส่งเสียงอู้อี้ เมื่อพลิกตัวคว่ำและฝังหน้าลงกับหมอน

 

“จางอูยอง!”

 

“ผมไม่สบาย”

 

“นายอย่ามาทำเป็นเล่น”

 

“ผมไม่สบายจริงๆ” ผมหยิบหมอนอีกใบมาปิดหูจนเสียงบ่นยาวยืดของผู้จัดการวงฟังดูเหมือนบทสวดอะไรสักอย่าง หัวเด็ดตีนขาดวันนี้ผมก็จะไม่ยอมลุกจากที่นอน ไม่ใช่เพราะผมไม่สบายหรอกครับ ผมสบายดี แต่มันเพราะวันนี้ต่างหาก เพราะมันเป็นวันนี้ วันที่ไม่ควรมีในปฏิทิน ไม่ควรมีอยู่ในโลก และถ้าเป็นไปได้ผมจะขอนอนหลับไปจนกว่าจะผ่านพ้นมันไป นั่นละครับ คือสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ในตอนนี้... นอน

 

“นายเป็นอะไร” เพราะหมอนถูกกระชากออกทำให้ผมได้ยินเสียงเขาชัดเจน ไม่ใช่พี่มินแจคนเดิม แต่เป็นนิชคุณต่างหาก

 

“ไม่สบาย” ผมพึมพำ พยายามพลิกหนี ฝ่ามืออุ่นที่พยายามจะแปะทาบหน้าผาก

 

“ตัวก็ไม่ร้อน”

 

ผมหันหลังให้เขา กอดหมอนข้างไว้แน่น ภาวนาให้ทั้งคู่ไม่ตัดสินใจลากผมออกจากที่นอน

 

“แต่ผมเวียนหัว ถ้าให้ลุกขึ้นผมอ้วกจริงๆด้วย”

 

“แล้วไอ้ที่พลิกไป พลิกมาหนีฉันเมื่อกี้ มันไม่เวียนหัวหรอ”

 

“เวียนดิ่” กลัวเขาไม่เชื่อผมเลยทำท่าขย้อนไปซักหน่อย

 

ผมได้ยินเสียงนิชคุณถอนหายใจ ตามด้วยเสียงมินแจถอนหายใจ

 

“เอ้า งั้นก็นอนพักไปละกัน” มินแจพูดขึ้นในที่สุด “นิชคุณนายไปได้แล้ว นายต้องถ่ายเทปพิเศษวันวาเลนไทน์ วิคตอเรียเขาไปถึงแล้ว”

 

“ครับ” นิชคุณรับคำ และเสียงฝีเท้าของทั้งคู่ก็เดินไกลออกไป แสงไฟถูกปิด ตามด้วยเสียงประตูที่ปิดลง

 

ผมเกลียดวันวาเลนไทน์ เดือนกุมภาพันธ์อาจเป็นเดือนที่สั้นที่สุด แต่แค่วันวาเลนไทน์วันเดียวมันก็ยาวนานเกินกว่าผมจะทนไหว โดยเฉพาะเมื่อชีวิตของผมมันปราศจากสิ้นซึ่งความรัก

 

ช่วงเวลาที่มีผู้คนต่างก็อยู่กันเป็นคู่ แล้วเรื่องอะไรคนไม่มีคู่อย่างผมจะต้องออกไปข้างนอก ออกไปดูคนอื่นเขารักกัน ในขณะที่ข้างตัวผมไม่มีใคร เทศกาลที่โหดร้าย จัดขึ้นเพื่อที่จะเยาะเย้ยคนโสด คนอกหัก และผู้คนที่น่าสงสารซึ่งไม่สมหวังในความรัก

 

ผมสะบัดผ้านวมขึ้นคลุมโปง หลับตาลงและคาดหวังว่า เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้ง วันนี้จะผ่านพ้นไป

 

 

 

 

 

มันยังไม่พ้นวัน แต่ผมก็นอนจนเกินพอ หลังจากนอนจนตื่นจนหลับแล้วหลับอีกตื่นแล้วตื่นอีก ท้องเจ้ากรรมก็เริ่มฟ้องร้องขออาหาร ผมควานหาโทรศัพท์มือถือที่ปิดเสียงไว้ ไม่มีmsg ไม่มีมิสคอล นาฬิกาบอกเวลาบ่ายโมงกว่าๆ และแสงแดดยามบ่ายก็ส่องลอดผ้าม่านเข้ามาจนเห็นฝุ่นลอยตัวฟุ้งอยู่ในอากาศ

 

เป็นเวลาเดียวกับที่ประตูห้องเปิดผลุงเข้ามา ฮวางชานซองเอาร่างยักษ์ของตัวเองมายืนกลางห้อง

 

“อูยองอ่า ตื่นแล้วหรอ”

 

“น่าจะ” ผมยังคงนั่งอยู่บนเตียง อาการแฮงค์จากการนอนนานเกินไป และข้าวที่ไม่ตกถึงท้องมาเกือบสิบสองชั่วโมงทำให้ผมรู้สึกเวียนหัวเหมือนที่โกหกนิชคุณไว้จริงๆ

 

“ผมต้มข้าวต้มไว้ให้ เดี๋ยวผมออกไปข้างนอก ฮยองอยู่คนเดียวได้นะ”

 

“อื้อ ไม่มีใครอยู่หอเลยหรอ”

 

“ครับ ออกไปทำงานกันหมดแล้วล่ะ”

 

“อืมม”

 

“งั้นผมไปก่อนนะ”

 

“อื้อ ไปเถอะ”

 

ซานซองหันหลังกลับไป แต่ยังไม่ทันจะพ้นประตู เขาก็หันกลับมาใหม่

 

“อ่อ ฮยอง เดี๋ยวคืนนี้ เราจะไปนั่งกินอะไรกันข้างนอกหน่อย ฮยองจะไปด้วยมั้ย เดี๋ยวจะให้พี่มินแจมารับ”

 

“ไม่ล่ะ ฉันกลัวจะไปแย่งนายกิน เดี๋ยวนายไม่อิ่มซะเปล่าๆ” ผมฉีกยิ้มให้คนเป็นน้อง

 

“ดูตัวเองเถอะ มีแรงแย่งผมกินป่าว” เขาหัวเราะ “ถ้าอาการดีขึ้น แล้วเปลี่ยนใจอยากไปก็โทรมานะ”

 

“โอเค”

 

ซึ่งแน่นอน ผมไม่ไปหรอกครับ แค่ลุกจากเตียงก็ยากพอแล้ว ให้ออกไปข้างนอกในวันนี้เนี่ยนะ ไม่มีทาง

 

 

พอชานซองออกไป ผมก็เดินไปหยิบชามข้าวต้มที่เริ่มชืดมานั่งกินที่โซฟา ผมพยายามเปิดทีวีดู แต่หลังจากกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปเท่าไหร่ก็เจอแต่รายการต้อนรับวันแห่งความรัก ผมถึงเดินไปหยิบดีวีดีเรื่องที่ผมแน่ใจว่าไม่เกี่ยวกับความรักอย่างแน่นอนมาใส่เครื่องเล่น มอไซค์คันโตวิ่งผ่านกองเพลิง เสียงกราดกระสุนปืน ตามด้วยระเบิดอีกหลายลูกที่ดังกระหึ่มไปทั่วหอพักอันเงียบสงัด ทำให้ผมผ่อนคลายได้ชั่วขณะ ผมปล่อยตัวเองให้นั่งจมอยู่กับเบาะเก้าอี้จนจบเรื่อง

 

ทีวีส่งเสียงซ่า หน้าจอมืดสนิท ผมนั่งมองราวกับรอให้มีอะไรบางอย่างโผล่มาจากในนั้น จนเมื่อนาฬิกาบนผนังห้องบอกเวลาหกโมงเย็น และท้องของผมก็ร้องหาอาหารอีกครั้ง แสงตะวันเริ่มหม่นลง ซึ่งผมก็พอใจกับมัน ผมถึงไม่เปิดไฟเหมือนทุกที ผมเดินเข้าไปในครัว มันไม่มีอะไรที่เป็นอาหารจริงๆให้กินเลยสักนิด ไม่มีแม้แต่ราเม็งสักห่อ และแน่นอนผมไม่มีทางออกไปหาของกินข้างนอกในวันนี้ ผมอาจจะเจอคนใส่เสื้อคู่สีชมพูสดเดินจูงมือกันเข้ามาในร้านสะดวกซื้อเพื่อซื้อราเม็งเพียงถ้วยเดียว แล้วเอาไปแบ่งกันกิน คนพวกนั้นตัวติดกันจนแทบจะรวมกันเป็นร่างเดียว เดินด้วยกัน กินด้วยกัน ดื่มด้วยกัน ทั้งๆที่ไม่ชอบสีชมพูด้วยซ้ำแต่ก็ยอมใส่มัน ทั้งๆที่กินไม่อิ่มด้วยซ้ำแต่ก็ยืนยันจะกินด้วยกัน งี่เง่า.. ทำไมต้องฝืนตัวเองขนาดนั้นเพื่อให้คนอื่นรู้ว่าเป็นแฟนกัน เพราะรักงั้นหรอ ความรัก... ผมอดจะปล่อยเสียงหัวเราะเย้ยหยันออกมาไม่ได้ เอาเถอะ... ผมไม่มีความรัก ผมคงไม่มีวันเข้าใจ

 

ในช่องฟรีซผมเจอไอศครีมช็อกโกแลตอยู่ครึ่งกล่อง และเบียร์อีกสองกระป๋องในตู้เย็น อาหารเย็นที่ดูไม่เลวทีเดียวสำหรับมนุษย์ที่กำลังดื่มด่ำกับความเปล่าเปลี่ยวอย่างผม ในเมื่อเทศกาลนี้ก็จัดขึ้นมาเพื่อเยาะเย้ยคนโสดอยู่แล้วนี่ เอาสิ ผมนี่ไงคนโสดที่อยู่เพียงลำพัง มีเพียงไอศกรีม และกระป๋องเบียร์เป็นเพื่อน

 

ผมยกกระป๋องเย็นๆขึ้นจรดปาก อึกแล้วอึกเล่า สลับกับไอศกรีม รสทั้งขมทั้งหวานปะปนกันในปากจนผมต้องนึกขำ ผมกำลังหัวเราะแต่น้ำตากลับไหลมาจากหางตา ผมไม่ใช่คนดื่มเก่ง แค่แก้วเดียวก็พอทำให้มึนได้แล้ว ผมโทษแอลกอฮอล์ที่ทำให้ผมร้องไห้ แอลกอฮลล์ที่ทำให้ไอศกรีมกลายเป็นรสขื่นขมอยู่ในลำคอ

 

ประตูที่ค่อยๆแง้มเปิดเผยให้เห็นเสี้ยวหน้าขาวราวน้ำนม ดวงตากลมโตสอดส่ายผ่านความมืด ก่อนที่ไฟทั้งห้องจะถูกเปิดพรึ่บขึ้น ผมยกแขนขึ้นปาดน้ำตา พยายามซ่อนกระป๋องเบียร์ที่ดื่มค้างไว้ให้พ้นสายตาของเขา

 

“ไม่ไปทานข้าวกับคนอื่นหรอครับ” ผมควบคุมเสียงให้เป็นปกติแล้วพูดออกไป

 

“เห็นชานซองบอกว่านายดูไม่ค่อยดี แล้วที่หอก็ไม่มีอะไรกินเลยแวะเอาข้าวมาให้น่ะ” นิชคุณเดินถือถุงพลาสติกที่ใส่กล่องข้าวมานั่งข้างผม จับจ้องผมไม่วางตา

 

“เป็นอะไรไป แกล้งป่วยจนป่วยจริงหรอไง” แน่สิ นิชคุณผู้แสนฉลาด รู้ทันผมไปซะทุกเรื่อง ผมหันขวับไปมองเขา ลืมตัวไปว่าตาของตัวเองตอนนี้แดงก่ำแค่ไหน

 

“นาย.. ร้องไห้?”

 

“เปล่า” ผมหันกลับ หยิบเบียร์ขึ้นดื่ม ยังไงผมก็ไม่ได้ป่วย จะหลบจะซ่อนไปอีกทำไม

 

“นี่! จางอูยอง!” ฝ่ามือหนาคว้ามับเข้าที่กระป๋องเบียร์ก่อนจะออกแรงยื้อแย่งไปจากมือผม

 

“นายเป็นอะไรของนายเนี่ย” นิชคุณหลุดตวาดลั่น

 

“ผมแค่อยากดื่มเท่านั้นเอง” ผมเผลอเบะปากตามนิสัย น้ำตาถึงรื้นขึ้นเต็มเบ้า

 

“นายเมาแล้วนะ” เสียงอ่อนลงเอ่ยปราม

 

“.....”

 

 

ผมยกขาขึ้นกอดเข่า มือกดรีโมตเปิดทีวี เพราะนิชคุณทำให้ผมอึดอัด ผมพยายามไม่ใส่ใจกับแววตาที่คอยจดจ้องกันอยู่ตลอดเวลา พยายามไม่หันไปสบตาที่พร้อมจะอ่านใจผมได้ทุกเมื่อ ผมเปลี่ยนช่อง อ่า... ความรัก คู่รัก เพลงรัก วาเลนไทน์ รายการทีวีมันไม่มีอะไรสร้างสรรค์ไปกว่านี้แล้วหรอ ผมเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆไม่สนใจกับเสียงถอนหายใจของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ จนในที่สุดผมก็เจอรายการที่ถูกใจ...

 

“ทอม แอนด์ เจอร์รี่ เนี่ยนะ นายเปิดทีวีเพื่อจะดูการ์ตูนเนี่ยนะ” นิชคุณส่งเสียงด้วยความประหลาดใจ

 

“ทำไมล่ะครับ สนุกดีออก” ผมเปิดเบียร์กระป๋องใหม่ ก่อนจะยกขึ้นจิบ

 

“ให้ตายเถอะ อูยอง อย่างน้อยก็กินข้าวก่อนแล้วค่อยดื่มไม่ได้หรอ”

 

“ผมกินแล้ว”

 

“.....”

 

ผมชี้ไปที่กล่องเปล่าซึ่งมีไอศกรีมละลายเป็นโคลนสีน้ำตาลอยู่ก้นกล่อง

 

“นั่นมันไม่ใช่ข้าวนะ”

 

ผมยักไหล่

 

“มันก็ให้พลังงานได้เหมือนกัน”

 

ผมแอบเห็นด้วยหางตา นิชคุณดื่มเบียร์ที่แย่งไปจากผมเมื่อกี้นี้เสียเอง

 

 

 

“ฮยอง ไม่ไปกินข้าวเย็นกับคนอื่นหรอครับ” ผมเอ่ยถามเมื่อไอ้คนที่แค่แวะมา มันเริ่มเอนตัวลงพิงพนักพร้อมหลับตา

 

“อือ เดี๋ยวไป” ริมฝีปากสีแดงขยับเอื้อนเอ่ย แต่ร่างกายก็ไม่ได้มีทีท่าว่าจะลุกไปไหน

 

ผมผละความสนใจมาจากทอมที่กำลังโดนไฟไหม้หาง เพื่อเพ่งพินิจผู้ชายที่หลับตานิ่ง ใบหน้าคมดูเหนื่อยอ่อนจากการทำงานถึงกระนั้นก็ยังดูดีเหลือเกิน และโดยที่ผมไม่รู้ตัว ผมโน้มตัวเข้าไป แตะริมฝีปากลงบนปากของเขา รับรู้ถึงสัมผัสอุ่นที่อ่อนนุ่ม เขายกมือขึ้นมาจับต้นแขนผม ผมรอให้เขาผลักผมออกไป รอให้เขาต่อว่าผม แต่เขากลับหยุดเพียงแค่นั้น ผมจูบเขาเพียงแผ่วเบา เพราะผมกลัวเหลือเกิน กลัวจะถูกผลักไสไปในตอนนี้ ผมไม่กล้าแม้แต่จะลืมตา ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ  ผมโทษที่ผมเมา แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ผมก็ไม่อยากให้มันจบลง ถึงจะทำไปด้วยความไม่รู้ตัวแต่ผมกลับต้องการให้มันดำเนินต่อไป ผมรู้สึกถึงแรงบีบที่ต้นแขนซึ่งมากขึ้น เมื่อนิชคุณจูบตอบผม เขาเคล้นคลึงจนผมต้องเผยอกลีบปากปล่อยให้ลิ้นร้อนรุกเข้ามากวาดต้อนภายใน ผมทาบฝ่ามือบนแผงอกที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ออกแรงผลักให้นิชคุณเอนลงนอนบนโซฟา ริมฝีปากยังคงเคลื่อนไหวดูดดึงบนกลีบปากของกันและกัน ถึงแม้จะพยายามห้ามแต่น้ำตาผมไหลรินจนนองหน้า  

 

ผมค่อยๆผละออกมา สบดวงตาคู่กลมของคนข้างล่าง ความสับสนทั้งหมดทั้งมวลถาโถม จนผมปล่อยให้ตัวเองสะอื้นไห้อย่างไม่อายใคร

 

“ผมขอโทษ”

 

ผ่านม่านน้ำตาผมมองเห็นรอยยิ้มอ่อนระบายบนใบหน้าของนิชคุณ อุ้งมือที่อบอุ่นยกขึ้นแนบแก้มของผมนิ้วโป่งเกลี่ยเอาน้ำตาออกจากใบหน้า เพียงเท่านี้ความเข้มแข็งของผมไม่เหลืออีกแล้ว ผมล้มตัวลงนอนซุกหน้าลงกับแผงอกที่เคลื่อนไหวขึ้นลงช้าๆตามการหายใจของเขา

 

“คุณฮยอง จางอูยองจะรักนิชคุณได้มั้ยครับ”

 

เขาไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ลูบหัวผมเบาๆเท่านั้น

 

“ผมเคยคิดว่าหัวใจของผมมันตายไปแล้ว แต่ฮยองรู้มั้ยครับ ตอนนี้หัวใจของผม มันเต้นโคตรแรงเลย มันเจ็บ... เจ็บเหมือนจะตายเลยครับ” ผมขยำเสื้อตัวเองตรงหน้าอกจนยับยู่ แล้วเหยียดยิ้มทั้งน้ำตา

 

“แต่ผมก็มีความสุข อย่างน้อยผมก็รู้ว่า... หัวใจของผมมันกำลังเต้นครับ”

 

เขาขยับกระชับอ้อมกอด ปลอบประโลมร่างกายที่สั่นเทาจากแรงสะอื้นของผม

 

“ถ้าผมรักคุณฮยอง... จะได้มั้ยครับ”

 

ผมนอนอยู่บนตัวนิชคุณ ไม่มีแรงที่จะขยับไปไหน ทั้งๆที่อยากจะวิ่งหนีไปเหลือเกิน ผมรู้สึกเหนื่อยล้า เกินกว่าจะรอฟังคำตอบอะไรที่อาจจะทำให้หัวใจของผมเจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม รักไม่ได้ คำตอบนั้นผมรู้อยู่เต็มหัวใจ จางอูยองงี่เง่า หัวใจของจางอูยองก็งี่เง่าไม่แพ้กัน เขาไม่อาจมีความรัก เพราะความรักของจางอูยองมันเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่สามารถยอมรับความรู้สึกที่มี ถึงได้เย็นชาจนเหมือนคนไม่มีหัวใจ กักขังมันไว้ และไม่อาจเอื้อนเอ่ย

 

ผมไม่รู้จักความรัก เพราะผมไม่สามารถสัมผัสมัน…

 

เราทั้งสองคนนิ่งเงียบ มีเพียงเสียงทีวีที่ถูกเปิดทิ้งไว้ นิชคุณกับจางอูยองก็เหมือนทอมกับเจอร์รี่ ทอมเป็นเพื่อนกับเจอร์รี่ไม่ได้ จางอูยองก็รักนิชคุณไม่ได้

 

ผมกำลังจะหลับลงไปในอีกสิบวินาทีข้างหน้า ตอนที่เขากดจูบลงบนหน้าผาก เขาจับมือผมไปวางไว้บนหน้าอก ก้อนเนื้อข้างในขยับเต้นเป็นจังหวะ

 

“อูยองงี่...” ลมหายใจของเขาเป่ารดเหนือศีรษะ “ถ้าหัวใจของนายเต้น หัวใจฉันก็เต้นด้วยเหมือนกัน ถ้าหัวใจของนายเจ็บปวด หัวใจฉันก็เจ็บปวดด้วย ถ้าหัวใจของนายมีความสุข ถ้าอย่างนั้นฉันก็มีความสุข”

 

นิชคุณจับมือผมเลื่อนจากหัวใจไปแตะที่ริมฝีปาก เขาจุมพิตที่ปลายนิ้ว ส่งกระแสไฟให้อุ่นซ่านไปทั่วร่าง ผมจูบบนตำแหน่งที่เป็นหัวใจของเขาก่อนจะแนบหูลงฟังเสียงของมัน หัวใจสองดวงกำลังเต้น หัวใจของจางอูยองและนิชคุณ หัวใจสองดวงกำลังเต้นไปพร้อมๆกัน...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 Talk{};

หายไปเดือนนึงได้ กลับมาพร้อมฟิคต้อนรับเดือนแห่งความรักกันเลย
เขียนๆไป นี่มันชีวิตเมิง แล้วเอาจางอูยองมาบังหน้าใช่มั้ย - -"
ต่างแค่เค้าไม่มีพระเอก ไม่มีตอนจบเท่านั้นเอง ฮือออ
เราอยากให้ทุกคนกดเล่นเพลงนะ เราชอบเพลงนี้มากกกกๆ
ยิ่งฟังยิ่งอินนะ ขอโบวววกก -0-