[SF] How did we get

posted on 06 Dec 2010 01:17 by woohoney in WooHoney

 

ผมไม่รู้ว่าผมควรจะดีใจ หรือเสียใจดีที่ไอ้คนที่ผมแทบไม่ได้เห็นหน้ามาสองสามเดือน จะมานั่งเล่นอยู่ในห้อง... ของเขาที่ผมเผอิญยึดเป็นของตัวเอง ก็ตั้งแต่นิชคุณเริ่มใช้เวลาอยู่ในห้องวันละไม่เกินสี่ชั่วโมง เข้ามานอนตอนกลางดึก แล้วก็ออกไปทำงานซะตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันจะขัน ผมเลยรู้สึกว่ามันจะเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างไม่คุ้มคุณค่า และเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของมวลมนุษยชาติผมเลยหอบข้าวหอบของมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในนี้ซะเลย ห้องนอนที่ไม่มีคนนอนมันก็เปรียบเหมือนห้องน้ำที่ไม่มีสายฉีด ยิ่งห้องคุณฮยองแล้วไซร้มีของพรั่งพร้อมสะอาดปลอดภัย ทิ้งไว้เปล่าประโยขน์ไม่มีคนใช้เสียดายแย่ ส่วนคุณฮยอง... มันเหมือนใช้ชีวิตอยู่กับวิญญาณน่ะ นึกออกมั้ยครับ รู้ว่ามีอยู่ แต่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ กลับบ้านทุกวันแต่ไม่เคยได้เจอ นอนเตียงเดียวกันแต่ไม่เคยเห็นหน้า แล้วการที่เห็นคนที่ควรเป็นแค่วิญญาณมานั่งเป็นตัวๆต้อนๆ มันก็ทำให้ผมรู้สึกแปลกๆ เหมือนเห็นผี

 

“คุณฮยอง” ผมเอ่ยทักเขา ด้วยความประหลาดใจ “ได้ไงกันเนี่ย กลับบ้านก่อนเที่ยงคืน”

 

“ไม่ดีหรอไง” เขาตอบโดยไม่หันมามองผมด้วยซ้ำ ตาจ้องที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ไม่กระพริบ  อืมม.. ดีสินะ อย่างน้อยก็พัฒนาจากวิญญาณขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง

 

“ดูไรอ่ะฮยอง” ผมลองถามเขาอีกรอบ

 

“.........” เพื่อที่จะพบว่าผมอยู่กับวิญญาณที่ไม่หูหนวก ก็ต้องเป็นใบ้แน่ๆ ในเมื่อถามไม่ตอบ ผมจะเสียเวลาคุยด้วยให้เสียเวลานอนเด็กอนามัยอยู่ทำไม ผมคลานขึ้นเตียง สะบัดผ้านวมขึ้นห่มแบบลวกๆ

 

“อูยอง” น่าน... เมื่อกี้ไม่ตอบ พอจะนอนแล้วมาทำเป็นเรียก ให้มันได้งี้สิ น่ากระโดดกัดหูชะมัด

 

“อะไร” ผมพูดไปหาวไป

 

“นายหมายความอย่างนั้นจริงๆป่ะ ตอนที่พูดน่ะ” นิชคุณหันมามองหน้าผม

 

พูดอะไรอ่ะ

 

“ในรายการ...”

 

นิชคุณดูจะอึกๆอักๆ จนผมต้องลุกขึ้นนั่ง หันไปส่งสายตาเป็นเชิงถามให้นิชคุณพูดต่อ

 

“ที่นายบอกว่า ฉันควรจะส่งข้อความหานายบ้าง ที่ฉันส่งข้อความให้วิค แล้วนายก็อยากให้ฉันทำให้นายบ้าง”

 

ผมกระพริบตาใส่เขาสองที ไม่อยากเชื่อหูตัวเองในสิ่งที่ได้ยิน เฮ้ย ฮยองแกจริงจังเว้ยเห้ย

 

“ฮยอง ผมพูดเล่น นั่นในรายการนะ ผมแค่พูดให้มันตลก ฮยองจะส่งไม่ส่ง ผมจะมีสิทธิ์อะไรไปบังคับล่ะฮะ”

 

“อืม” เขาพยักหน้ากับตัวเอง ดีมาก เข้าใจอะไรง่ายๆ ผมจะได้นอนต่อเร็วๆ เลยสี่ทุ่มมาสองนาทีแล้ว

 

“นาย...ไม่ได้...” นิชคุณทำท่าเหมือนลังเลที่จะพูดต่อ ซึ่งผมหวังให้เขาตัดสินใจที่จะไม่พูดมากกว่า “หึงใช่มั้ย”


ผมแทบจะเอาหัวตัวเองโขกหัวเตียงสักที ฮยองแกใช้สมองส่วนเล็บขบคิดหรอไงถึงคิดได้แบบนี้เนี่ยห๊ะ

 

“จะบ้าหรอฮยอง ผมจะ...จะ...” ทำไมพูดไม่ได้วะ หึง..หึงหรอ? เอ่ออ ช่างมันเว้ย “ผมแค่พูดเล่น โอเคปะ”

 

“แต่แฟนๆเขาบอกว่านายพูดเหมือนว่านายหึงฉัน”  

 

ผมเหลือกตากลับเข้าไปในกระโหลกตัวเองเช็คว่าผมไม่ได้หูฟาดไป ให้ตายเหอะ... ที่นั่งเล่นคอมเมื่อกี้นะ อย่าบอกนะว่า...

 

“ฮยองเข้าเว็บคู่เราอีกแล้วใช่มั้ย”

 

นิชคุณตอบมาด้วยสีหน้าที่แปลได้ว่า.. แล้วไง

 

“คุณฮยอง!! นั่นมันเว็บนิชคุณกับจางอูยอง  ถ้าเขาจะจิ้นให้ผมหึงฮยอง มันไม่ได้หมายความว่ามันต้องเป็นเรื่องจริงนะ” ด้วยความโมโห ผมเลยลุกขึ้นมาจากเตียง ขึ้นเสียงตะโกนใส่คุณฮยองอย่างเหลืออด แล้วถ้าผมมองไม่ผิดคุณฮยองเขาก็มีความสุขกับการแหย่ให้ผมโกรธดีนะ ไอ้บ้านี่ ซาดิสต์ชัดๆ

 

“โอเค งั้นก็ไม่หึงเนอะ” นิชคุณยักไหล่ ไอ้คนอึกๆอักๆเมื่อกี้ไปไหน เอาไอ้นิชคุณเวอร์ชั่นกวนประสาทไปเก็บที

 

“ไม่” ผมพูดชัดๆดังๆ ด้วยความปรารถนาดี

 

“แล้วอิจฉารึเปล่า” เขายกแขนขึ้นกอดอก หรี่ตามองผมอย่างพยายามจับผิด แต่มุมปากมันน่ะ.... ยิ้มใช่มั้ย

 

“ไม่”

 

“ไม่ได้โกรธด้วยใช่มั้ย”

 

“ไม่” ผมยืนกอดอกบ้าง ก่อนจะเปล่งเสียงออกจากปากชัดถ้อยชัดคำ

 

“ไม่งอนใช่มั้ย”

 

“ไม่หึง ไม่หวง ไม่ได้งอน ไม่ได้น้อยใจ ไม่ได้อะไรทั้งนั้น ผมจะนอนแล้ว เลิกถามได้แล้ว นิชคุณ”

 

ผมตัดบท ก่อนจะปีนขึ้นไปนอนบนเตียงชั้นบนแทน พยายามไม่ใส่ใจไอ้หน้าเจ้าเล่ห์นั่น ไอ้รอยยิ้มมุมปาก ไอ้แววตาลูกหมาที่ระริกเหมือนกำลังแหย่ลูกไก่ที่ไม่มีทางสู้

 

“ไม่โกรธ แล้วทำไมถึงไปนอนข้างบนล่ะ นายไม่ชอบไม่ใช่หรอ” เสียงนิชคุณดังไล่หลังมาให้ได้ยิน

 

ฝากบอกเขาทีว่าผมจะโกรธก็ไอ้ตรงที่เขาไม่ยอมเลิกถามเซ้าซี้ผมนี่แหละ ผมจะนอนตรงไหน จะชอบนอนที่ไหน มันเกี่ยวไรกับคุณฮยองด้วยล่ะครับ

 

“ผมไม่อยากนอนเบียดๆ” ผมเอนตัวลงนอนหันหลังให้นิชคุณ “นอนคนเดียวมาตั้งหลายคืนแล้ว จู่ๆมีคนมานอนด้วย มันอึดอัด”

 

“พูดเหมือนงอนเลยเนอะ” นิชคุณพึมพำแต่ก็ดังพอให้ผมได้ยินแล้วขว้างหมอนใส่เขาสักที

 

“ไม่ได้งอน!!ผมตะโกนใส่คนที่ยืนฉีกยิ้มกอดหมอนที่ผมเพิ่งเขวี้ยงใส่

 

“แน่นะ”

 

“ก็เออดิ่” ผมสบตาตอบเขาหนักแน่น “เอาหมอนคืนมาด้วย แล้วก็ปิดไฟด้วย”

 

 

 

 

 

“ถ้าไม่ได้งอน แปลว่าฉันจะทำอะไรก็ได้ใช่ปะ”

 

ยังไม่จบอีกเว้ย

 

“ตามสบาย จะทำไรก็เรื่องของฮยองเหอะ” อย่ามายุ่งกับตรูก็พอ อยากจะต่อมากครับ ประโยคนี้

 

 

 

 

 

 

และในความมืดผมก็ได้ยินเสียงนิชคุณคุยโทรศัพท์

 

“อากาศเย็นแล้วนะ ดูแลตัวเองด้วย ใส่เสื้อผ้าหนาๆนะครับ”

 

เออ..ดี เลิกกวนผม แล้วก็ไปโทรศัพท์หวานๆเลี่ยนๆให้ผมได้ยินเนี่ยนะ ไอ้...ไอ้..ไอ้หล่อ ไอ้พระเจ้า ไอ้นิชคุณณณณ ผมปีนลงจากเตียง ไม่นงไม่นอนมันแล้วครับห้องนี้อ่ะ มันห้องนิชคุณนี่ ไม่ใช่ห้องผม ผมมุ่งหมายไปตามแสงสว่างที่ลอดใต้ประตูเข้ามา

 

“จะไปไหนอูยอง”

 

กลับไปเป็นวิญญาณที่ไม่มีตัวตนเหมือนเดิมได้มั้ยเนี่ย ถามมากจัง

 

“นอน...ข้างนอก”

 

“ทำไม”

 

ดูฮยองแกถาม ก็ใครมันกวนผมก่อน ใครมันต่อสายโทรศัพท์คุยกระหนุงกระหนิง ให้คนโสดมาตั้งแต่เกิดแล้วอย่างผมได้ยิน  อย่าให้ตูมีแฟนบ้างแล้วกัน พ่อจะโทรหาเช้าสายบ่ายค่ำ ใช้โทรศัพท์นิชคุณด้วยเอ้า เอาให้มันตังค์หมดซะแมร่ง

 

“ปกติก็นอนตรงนั้น ต้องมีเหตุผลด้วยหรอไง”

 

“ข้างนอกมันหนาวออก นอนด้วยกันนี่แหละ” ไม่พูดเปล่า ฮยองแกแถมตบเตียงเรียกด้วยอีกแหน่ะ ไม่ใช่หมา ใช่แมวนะเห้ย

 

“ในห้องก็ไม่ได้อุ่นกว่ากันเท่าไหร่นี่ครับ” ผมพูดขึ้นลอยๆ

 

“อูยอง..” ผมได้ยินเสียงเขาถอนหายใจ

“ถ้านาย.. โกรธ..”

 

“ผมไม่ได้โกรธ ผมแค่อยากออกไปนอนดูทีวีกับชานซอง” เราสบตากันนิ่งอยู่สักพัก แล้วนิชคุณก็เป็นคนทำลายความเงียบขึ้นก่อน

 

“อย่างงั้นหรอ”

 

เขาเปิดไฟ แล้วเดินมาหยุดตรงหน้าผม ผมเพิ่งรู้สึกตัวตอนนี้นี่เองว่าผมไม่ได้เห็นหน้าเขามานานแค่ไหน หน้าตาอิดโรยของคนที่ไม่ได้พักผ่อนทอดสายตามองดูผมด้วยความเป็นห่วง อย่างน้อยผมก็รู้สึกอย่างนั้น ทั้งๆที่คนที่น่าเป็นห่วงน่าจะเป็นนิชคุณเองเสียมากกว่า ดูสิใต้ตาเป็นริ้วเชียว

 

“อื้อ” ผมพยักหน้าตอบเขา เขาถอนหายใจอีกรอบก่อนจะพูดต่อ

 

“พื้นมันเย็น อย่านอนพื้นนะ”

 

“ผมจะนอนบนโซฟา โอเคปะ”

 

“อื้ม” เขายิ้มออกมาบางๆ “แล้วก็... อูยอง ใส่เสื้อผ้าให้มันหนากว่านี้เถอะ”

 

ผมก้มลงมองชุดที่ตัวเองใส่ตามสายตาของคุณฮยอง ชุดนอนลายลูกเจี๊ยบสีชมพู... ลูกเจี๊ยบอ่ะ ตัวเล็กๆน่ารักๆอ่ะ และก่อนที่ผมจะรู้ตัว เสื้อไหมพรมสีแดงสดก็ถูกสวมเข้าที่หัว ตามด้วย ผ้าพันคอสีขาว หมวกไหมพรมเข้าเซ็ตที่มีปอมๆอันกลมใหญ่ยักษ์อยู่ข้างบน ปิดท้ายด้วยถุงเท้าลายนิชคุณแห่งทูพีเอ็มที่นิชคุณบรรจงใส่ให้ด้วยตัวเอง ผมทำหน้าหงิกใส่เขาที ตอนที่นิชคุณยืนยิ้มมองผลงานการแต่งตัวตุ๊กตาของตัวเองด้วยความภูมิใจ

 

“จะได้ไม่เป็นหวัด” เขาพูดพร้อมยื่นเสื้อกันหนาวตัวเบ่อเร่อให้ผมอีกตัว ผมยิ้มแห้งๆกลับไป ถ้าไม่เกรงใจอยากจะบอกจริงๆว่า... กูร้อน

 

 

 

 

 

 

“เห้ยย อูด้ง จะออกไปไหนอ่ะ” ชานซองพร้อมช้อนที่คาปากทักผมทันทีที่ผมก้าวขาออกจากห้องนอน

 

“เปล่า” ผมส่ายหน้า

 

ชานซองมองหน้าผมด้วยความประหลาดใจ ไม่ประหลาดได้ไง ก็ดูชุดที่ผมใส่อยู่ กะว่าแบบหิมะตกก็ยังไม่หนาวอ่ะ

 

“ฝีมือคุณฮยองน่ะ” ผมชี้ที่ตัวเอง เป็นคำตอบแก่สีหน้าฉงนของเขา

 

“อ่า..” เขาพยักหน้าก่อนจะตักซีเรียลจากถ้วยในมือใส่ปาก ได้ข่าวว่านี่ห้าทุ่ม บ้านมันกินซีเรียลเป็นอาหารค่ำ?

 

ผมกระโดดลงนอนที่โซฟา ชานซองถลามานั่งข้างๆ แล้วเอาช้อนชี้หน้าผม แววตาระริกระรี้แบบที่แถวบ้านเรียกว่าสนใจใคร่รู้เป็นพิเศษ

 

“เดี๋ยวก่อน นี่พวกฮยองสองคนดีกันแล้วหรอ”

 

“แล้วพวกฉันทะเลาะกันต่อไหน”

 

“แล้วฮยองไม่ได้ทะเลาะกันหรอ”

 

“หึ” ผมส่ายหน้า

 

“ก็ช่วงนี้เห็นฮยองห่างๆกัน ก็นึกว่าทะเลาะกันซะอีก” เออ.. เอากะเขาอีกคนสินะ ไอ้คนเมื่อกี้ก็หาว่าผมหึง ไอ้นี่ก็หาว่าผมทะเลาะกับไอ้คนเมื่อกี้ มันยังไงนะ หน้าผากผมมีคำว่า กรูหึง กรูงอน ติดไว้หรอไง

 

“จะไปทะเลาะได้ไง หน้ายังไม่เจอกันเลย” ผมหลับตา ในความหมายที่ว่า ผมไม่อยากคุยต่อแล้ว

 

“นั่นไง” ผมได้ยินเสียงชานซองพึมพำในลำคอ

 

“นั่นไง อะไร” ผมเผยอเปลือกตาขึ้นข้างนึง มันคิดว่าผมจะไม่ได้ยินหรอไงนะ

 

“เปล๊า”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

กลิ่นอาหารลอยมาแตะจมูก ทำให้ผมรู้สึกตัวตื่นจากฝันบ้าบออะไรไม่รู้ที่มีหมาตัวโตวิ่งไล่ขนมโมจิอะไรสักอย่างผมจำรายละเอียดไม่ได้แล้ว และผมชัวร์ว่าอีกห้านาทีต่อจากนี้ผมก็คงลืมเจ้าหมาและขนมโมจิไปเช่นเดียวกัน ผมกระพริบตารัวเมื่อเห็นว่าต้นตอของกลิ่นหอมยั่วน้ำลายนั่นมาจากไหน ไม่ใช่แค่กลิ่นอ่ะที่แตะจมูก มันจ่ออยู่ทั้งจานเลย ผมลืมตามองจานอาหารที่ถูกเสิร์ฟมาตรงหน้า ก่อนจะมองไล่ไปที่คนที่ถือมันมา... นิชคุณ

 

“อะไรอ่ะฮยอง”

 

“กินซะ วันนี้ฉันว่าง ไปเที่ยวกัน”

 

แล้วผมว่างหรอ

 

“นายก็ว่าง ฉันถามพี่มินแจแล้ว เพราะงั้นอย่าคิดปฏิเสธ” รู้ทันตูอีกแน่ะ

 

“ฉันรับรองว่าคราวนี้ไม่มีผู้หญิง” เขาพูดดัก ตอนที่ผมกำลังอึกอักลังเล ผมเบ้ปาก นี่ฮยองเขาจะไม่ปล่อยๆไปสักเรื่องเลยหรอไง เก็บทุกเม็ดจริงๆ