[fiction] Wedding Dress 1/?

posted on 26 Sep 2010 21:53 by woohoney in SweetKhunnie, WooHoney

 

 

มันเป็นเช้าวันเสาร์ เขาพลิกตัวหนีจากแสงอาทิตย์ที่ส่องมาแยงตา ความรู้สึกที่ว่ายังไม่อยากตื่นพาให้เขาขดตัวลงในผ้านวมผืนหนา แต่เสียงกระเพาะร้องจ้อกประท้วงให้เจ้าของร่างรู้สึกตัวตื่น กลิ่นหอมลอยมาแตะจมูก ความคิดที่จะนอนต่อเลยเริ่มหันเหไปสนใจกับอาหารเช้า กลิ่นเหมือน... ซุปไก่รึเปล่า นิชคุณทำอาหาร? ไม่ ไม่ใช่หรอก รูมเมทเขาทำอาหารเป็นก็จริง อร่อยเสียด้วยสิ แต่เช้าอย่างนี้ถ้านิชคุณจะทำก็คงเป็นแซนด์วิชง่ายๆ กับกาแฟสักถ้วย เขายังหลับตาอยู่ขณะครุ่นคิดจนคิ้วมุ่น หิวแต่ยังไม่อยากลุกจากที่นอน เสียงพูดคุยแว่วเสียงหัวเราะดังมาจากข้างนอก เขาอมยิ้ม ไม่ผิดแล้วล่ะ จะเป็นใครไปได้ ถ้าไม่ใช่เธอคนนั้น

 

 

 

เขาพลิกตัวอีกรอบ ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้น ดวงตากระพริบปริบไม่คุ้นชินกับแสงสว่างที่อาบห้อง สว่างโร่ขนาดนี้คงสายพอตัวแล้วสิ เขาหยิบโทรศัพท์กดดูเวลา

 

 

 

สาย.... สายแล้วจริงๆ

 

 

 

เขากระโดดพรวดจากเตียงก่อนจะถลาสะดุดผ้านวมตัวเองจนเกือบล้มไปนั่งแหมะกับพื้น ปากเลยเผลอส่งเสียงโวยวายด้วยความตกใจ ให้ไอ้คนข้างนอกที่ได้ยินเสียงต้องรีบวิ่งเข้ามาดู

 

 

“เฮ้ย อูยองเป็นอะไร”

 

 

นิชคุณตะโกนไล่หลัง คนที่วิ่งผลุบเข้าห้องน้ำไปเสียแล้ว เขาส่ายหัวเบา นัดใครไว้ล่ะสิ ถึงได้รีบถลาหน้าตาตื่นอย่างนี้ ปกติวันเสาร์อย่างนี้ ตะวันไม่ตรงหัวจางอูยองคงไม่ยอมลุกจากเตียง นิชคุณหยิบผ้านวมมาสะบัดก่อนจะพับวางไว้บนเตียง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“สวัสดีครับวิคตอเรีย มาแต่เช้าเลยนะครับ” เขากล่าวทักหญิงสาวในผ้ากันเปื้อน ดวงตากลมโตของเธอทอดมองเขาอย่างเอ็นดู ผู้หญิงคนนี้ที่เพรียบพร้อม และเหมาะสมกับพี่ชายของเขาที่สุด บางทีเขายังแอบอิจฉาที่นิชคุณมีแฟนที่น่ารัก ไม่ใช่แค่หน้าตาแต่ทั้งจิตใจด้วย

 

“ตื่นแล้วหรอ อูยอง” เธอเอ่ยทักเขาพร้อมรอยยิ้มหวาน “หิวรึเปล่า ทานอะไรก่อนสิ”

 

“ไม่ล่ะครับ ผมรีบ นี่ก็สายแล้ว”

 

“เอ๊า กินนี่ซะ” ยังไม่ทันอูยองจะพูดจบ เสียงนิชคุณก็ดังแทรกเข้ามา เขาไม่ได้อยากเจ้ากี้เจ้าการ ถ้าอูยองไม่ได้จ้องอาหารบนโต๊ะตาละห้อย แถมยังแอบกลืนน้ำลายลงคอ เขามองปลาบเดียวก็รู้ว่าเจ้าเด็กนี่หิวจนไส้กิ่วแล้วยังจะไม่ยอมกินอะไรอีก

 

อูยองมองแซนด์วิชที่นิชคุณยื่นให้อย่างลังเล ปากอ้าเตรียมจะปฏิเสธอีกหน แต่คนโตกว่ากลับฉวยโอกาสยัดขนมปังนุ่มใส่ปาก อูยองถลึงตามองขวับนึกอยากจะต่อว่า แต่ก็ทำได้เพียงเคี้ยวอาหารในปากตุ่ยๆ

 

“จะกินเองหรือจะให้พี่ป้อนอีกคำ” นิชคุณเอ่ยถามเลิกคิ้วสูง หน้าตากวนโมโห ให้อูยองส่งเสียงฮึดฮัดก่อนจะคว้ารับแซนด์วิชที่เหลือมานั่งกิน ท่าทางน่ารักที่ทำให้ทั้งนิชคุณ และวิคตอเรียต้องหัวเราะคิก

 

นิชคุณ และอูยองอยู่ด้วยกันมาสามปีแล้ว ก็ตั้งแต่อูยองเข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่โซล พร้อมกับนิชคุณที่มาจากประเทศไทย พวกเขารู้จักกันผ่านแทคยอนเพื่อนที่เรียนอเมริกามากับนิชคุณ และเป็นญาติห่างๆของอูยอง เมื่อรู้ว่าต่างคนต่างมองหาที่พักในโซล เลยตกลงหาอพาร์ทเมนต์แล้วหารค่าเช่ากันคนละครึ่ง จากรูมเมทก็เริ่มสนิทกันจนกลายเป็นเหมือนพี่น้องแท้ๆ จากสองสามเดือนที่นิชคุณตั้งใจจะอยู่เกาหลี ก็กลายมาเป็นปีๆโดยไม่รู้ตัว

 

 

 

 

 

“ขอบคุณครับนูน่า” อูยองพูดทั้งที่ยัดอาหารจนเต็มปาก ก่อนจะรับแก้วน้ำจากวิคตอเรีย มากรอกลงคอจนแทบสำลัก

 

“นี่ ค่อยๆกินก็ได้” นิชคุณเค้นเสียงดุ อูยองทำตัวเป็นเด็กๆไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ

 

“ก็ผมรีบ” เจ้าตัวดีเอ่ยเสียงมุบมิบ ก่อนจะยิ้มอ้อนวิคตอเรียเล่นซะอย่างนั้น “งั้นผมไปแล้วนะครับ นูน่า บ๊ายบายครับ”

 

“จ้า” เจอยิ้มน่ารักอย่างนั้น วิคตอเรียเองก็อดจะหัวเราะขำกับท่าทางของอูยองไม่ได้ ผิดกับอีกคนในห้องที่เริ่มขมวดคิ้วเข้ม

 

“จะไปก็รีบไป” นิชคุณโบกมือไล่ แต่อูยองกลับหันมาแลบลิ้นให้ จนเขาคันไม้คันมืออยากจะเตะเด็กดูสักที กับวิคตอเรียล่ะทำเป็นอ้อน ทีกับเขากวนมันได้ตลอด

 

“ค้าบบบๆ” อูยองลากเสียงยานก่อนจะคว้าเป้ขึ้นสะพาย ก่อนจะเดินออกยังไม่วายหันไปกระซิบข้างหูคนพี่ไม่ให้วิคตอเรียได้ยิน

 

“ฮยองจะทำอะไรกันก็เกรงใจห้องข้างๆ ข้างซ้ายข้างขวาข้างหน้าข้างหลังมั่งนะ อย่าเสียงดังนัก”

 

“ทะลึ่งละ อูยอง ฉันชวนเขามานั่งดูหนังที่เช่ามา ไม่ได้จะทำอะไรอย่างที่แกคิด”

 

“อ้าว แล้วฮยองว่าผมคิดอะไร ผมก็ว่าฮยองจะดูหนังนั่นแหละ ถึงบอกให้เสียงเบาๆ อย่าเปิดทีวีเสียงดัง” ไอ้คนพูด พูดหน้าตาย แต่คนฟังถึงกับตวาดลั่น

 

“ไอ้ด้ง”

 

ได้ยินเสียงเรียกฉายาตัวเอง อูยองถึงกับกลั้นหัวเราะไม่อยู่ที่ได้แหย่นิชคุณให้หน้าร้อนผ่าวๆ ถือว่าเจ๊ากันไปกับที่เอาขนมปังยัดปากเขาก็แล้วกัน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“รอนานมั้ยครับ”  

 

“ก็ครึ่งชั่วโมงกว่าๆเองค่ะ อปป้า” หญิงสาวสะบัดหน้ามุ่นเมินไปทางอื่น โดนงอนซะแล้วไง จางอูยอง

 

“พี่ขอโทษนะครับ ไม่โกรธนะ”

 

“..............”

 

“นะครับ” ยิ่งเธอเมิน เขาก็ยิ่งตาม ไม่ว่าจะสะบัดหน้าหนีไปทางไหน เขาก็ย้ายไปยืนตรงนั้น ดูสิจะใจแข็งงอนเขาได้แค่ไหนเชียว

 

สุดท้ายเธอก็ถอนหายใจยอมแพ้จนได้ อูยองยิ้มหยีจนตาเล็กแทบหายมิด

 

“ไม่โกรธก็ได้ แต่วันนี้อปป้าต้องเลี้ยงซอลลี่นะ” ยิ้มของอูยองเริ่มเจื่อนพอให้ตีความเป็นคำตอบได้ เธอก็เริ่มทำหน้าบึ้งอีกครั้ง

 

“ก็ได้ครับ เลี้ยงครับ เลี้ยง” เขายกมือยอมแพ้ เรียกรอยยิ้มกว้างจากหญิงสาวในที่สุด

 

ซอลลี่เป็นรุ่นน้องที่คณะ สวยน่ารักจนเพื่อนคะยั้นคะยอให้เขาเข้าไปจีบ ดวงตาสดใสที่ยิ้มได้พร้อมกับริมฝีปากอิ่มสีแดงเรื่อ เส้นผมหนาดำขลับขับผิวขาวให้ยิ่งนวลผ่องสะดุดตาตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ถ้าไม่ใช่เพราะชานซอง เพื่อนรักผู้หวังดีที่แทบจะจัดฉากให้เขาได้เข้าไปคุยกับเธอ เขาเองก็คงไม่กล้าเข้าหาหรอก พวกเขาเดทกันสามสี่ครั้ง แต่มันก็ไม่มีอะไรคืบหน้าไปกว่าการเป็นรุ่นพี่และรุ่นน้องสักเท่าไหร่

 

“วันนี้เราจะทำอะไรกันดีครับ”

 

“อืมมม ดูหนังกันมั้ย”

 

“โอเค” เขาตอบรับ แอบนึกไปถึงคนที่นอนดูหนังอยู่ที่บ้าน นิชคุณจะดูหนังเรื่องอะไรกับวิคตอเรียกันนะ แล้วเขาจะดูเรื่องอะไรดี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นิชคุณจับมือเล็กของหญิงสาวขึ้นมากุม วิคตอเรียมองสบดวงตากลมด้วยความแปลกใจ เขายิ้มให้เธอ ยิ้มแบบที่ไม่ว่าใครที่ได้รับเป็นต้องละลายยวบ แม้วิคตอเรียจะคบกับนิชคุณมานานเธอเองก็ยังไม่คุ้นชินกับรอยยิ้มแบบนี้เสียที ใบหน้าร้อนผะผ่าวเลยเรื่อสีเข้าให้

 

“มีอะไรคะ” เธอเอียงคอถามคนที่นั่งอยู่ข้างกัน

 

“ไม่ใช่สิ” เขาพึมพำยิ้มขำกับตัวเองมากกว่าจะพูดกับเธอ ก่อนจะลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นโดยที่ยังไม่ปล่อยมือของเขาไป ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะเข้าใจอะไรนัก วัตถุเล็กๆให้สัมผัสเย็นก็ถูกสวมเข้าที่นิ้วเรียว

 

 

“แต่งงานกันนะ”

 

 

ถ้อยคำที่เหมือนลอยล่องออกจากความฝันถูกเปล่งให้ดังชัดเจน นิชคุณมองสบตาเธอยืนยันความหมายในสิ่งที่พูด เธอได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงด้วยความปิติ น้ำตาก็พลันพรั่งพรู ให้คนที่คุกเข่าอยู่ต้องยกมือหนามาประคองดวงหน้าเธอไว้

 

 

“ค่ะ ฉันจะแต่งงานกับคุณ” เธอปาดน้ำตา แล้วเอ่ยออกไปพร้อมรอยยิ้ม หัวใจในอกพองโต อิ่มเอมไปด้วยความสุขที่ลอยฟ่อง นิชคุณสวมกอดเธอแน่น ความอบอุ่นแผ่ซ่านระหว่างคนทั้งสอง เขาบรรจงจูบอ่อนหวานลึกซึ้งให้กับว่าที่เจ้าสาวของเขา... วิคตอเรีย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อูยองทอดสายตามองสายฝนที่สาดเทลงมาอย่างไม่มีที่ท่าจะหยุดง่ายๆ

 

“เห้ออ แล้วอย่างนี้จะออกไปยังไง” เขาถอนหายใจ ก่อนจะมองหญิงสาวตัวเล็กด้วยความเป็นห่วง

 

“เรานั่งรอให้ฝนซาก่อนก็ได้ค่ะ” เธอยิ้มให้เขา ทั้งๆที่ตัวเองก็ยังเป็นกังวล ไม่ใช่แค่ฝนที่ตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา นาฬิกายังบอกเวลาว่านี่มันเย็นมากแล้ว

 

อูยองมองท่าทางของคนที่ยิ้มให้เขาก็ต้องถอนหายใจอีกรอบ เขาพาเธอออกมาติดฝนแถมยังไม่มีปัญญาพาไปส่งบ้านอีก ทั้งๆที่เมื่อเช้าฟ้าออกจะสว่างโร่มีเค้าฝนให้เห็นเสียเมื่อไหร่ ที่ไหนได้พอออกจากโรงหนัง พายุจากไหนไม่รู้กระหน่ำตกแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยราวกับโกรธเคืองใครมาซะอย่างนั้น

 

 

 “ครับ” เขาหยิบโทรศัพท์ที่ส่งเสียงเรียกขึ้นแนบหู

 

“นี่นายอยู่ไหน”

 

“อยู่ที่ห้างอ่ะ”

 

“เออ พอดีเลย พี่ไปส่งวิคมา เดี๋ยวแวะไปรับ”

 

“เอางั้นหรอ” เขาเหล่มองซอลลี่ที่เริ่มจะนั่งหงอยเพราะฝนไม่ยอมซาเม็ดลงสักที แล้วก็ต้องตอบตกลง

 

“เดี๋ยวพี่คุณมารับไปส่งบ้านนะ” เขาบอกกับเธอ ซอลลี่ทำหน้าแปลกใจอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างแววตาที่เคยเบื่อหน่ายกลับมีประกายสดใสขึ้นมาอีกครั้ง ดีใจเป็นเด็กๆ ความคิดนั้นทำให้เขาอดยิ้มออกมาไม่ได้

 

 

“ระหว่างรอ กินไอติมกันมั้ย เดี๋ยวพี่เลี้ยง”

 

“ค่ะ” เธอยิ้มจนตาหยี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

“ขอบคุณนะคะ คุนนี่อปป้า อูยองงี่อปป้า” เสียงใสๆของเด็กสาวเอ่ยก่อนลงจากรถ

 

“บ๊ายบายครับ” อูยองโบกมือให้เธอด้วยท่าน่ารัก จนนิชคุณต้องหลุดขำ

 

“หัวเราะอะไร” อูยองหันไปถามคนขับรถที่ยังไม่หุบยิ้ม แม้รถจะเคลื่อนออกมาแล้ว

 

“ก็นายกับแฟนนี่โคตรเหมาะกันเลยว่ะ น่ารักงุ๊งงิ๊งทั้งคู่“

 

“ซอลลี่ไม่ใช่แฟนผม”

 

“เฮ้ย ยังไม่ใช่อีกหรอ เห็นจีบมาตั้งนานแล้ว”

 

คำถามที่ทำให้อูยองเถียงไม่ออก พอเห็นอีกฝ่ายเงียบไป นิชคุณเลยต้องเป็นฝ่ายทำลายความเงียบเสียเอง

 

“ขอเขาเป็นแฟนซะสิ”

 

“เออ นั่นแหละ ผมไม่กล้าอะฮยอง” อูยองหันมองนิชคุณแววตาอ้อนขอความช่วยเหลือ จนคนโตกว่าที่ทำหน้าที่คนขับรถ ต้องยอมควบตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาปัญหาหัวใจจำเป็นให้ด้วย

 

“ทำไมล่ะ”

 

“ก็ผมแบบ ไม่รู้ดิ่ ไม่รู้จะดูแลเขาได้รึป่าว” อูยองยกมือขึ้นเกาท้ายทอยแก้อาการเก้อเขินที่ต้องมาพูดเรื่องนี้ให้นิชคุณฟัง

 

“แล้วนายรักเขารึป่าว”

 

“อืมม”

 

“อืม นี่รักหรือไม่รัก”

 

“ผมไม่รู้อ่ะ”

 

นิชคุณมองคนเป็นน้องอย่างหนักใจ จางอูยองไม่รู้จักใจตัวเองด้