[SF] Why can't you see[2/2]

posted on 25 Sep 2010 10:18 by woohoney in SmileJunho

คำแนะนำ : เพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่าน ขอให้ท่านแน่ใจว่า ท่านได้อ่านเรื่องต่อไปนี้แล้ว
อันได้แก่ All night long , Heartbeat , Farewell is coming , lesson 1

คำเตือน : เนื้อเรื่องมันไม่ได้ต่อกัน แต่อาจจะเกี่ยวข้อง หรืออาจจะไม่เกี่ยวเลย ที่แน่ๆไรเตอร์จะขายของเก่านั่นเอง
จะกลับไปอ่าน หรือไม่อ่าน ไม่บังคับ เพราะมันเป็นแค่คำแนะนำ เห็นมั้ยๆ
แต่นี่เป็นคำเตือนนะ คุณต้องอ่านพาร์ทหนึ่งก่อน ถึงจะอ่านพาร์ทสอง (แล้วจะมีใครอ่านสองก่อนหนึ่งว่ะ) - -"
โอเค และเราขอเตือนให้ทุกท่านตั้งสติให้มั่น เพราะเนื้อหาพาร์ทนี้มั่วกว่าพาร์ทที่แล้ว

ready
.
.

.

GO!


ฮวังชานซองที่หายตัวไปห้านาที กลับมาพร้อมชูแผ่นซีดีขึ้นตรงหน้าผม


“อะไรวะ” ผมเพ่งอ่านตัวอักษรขยุกขยิก


‘ส.ป.ช. สร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต’


ผมมองหน้ามัน แต่กลับได้รับแต่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ พร้อมชูนิ้วโป่งให้อีก มันแผ่นไรฟะเนี่ย หรือว่า... จากสีหน้าที่ไม่น่าไว้วางใจแล้ว ผมสรุปได้อย่างเดียว ซึ่งคงจะถูกด้วย


“ไอ้บ้า” ผมตะโกนด่ามันไปที มันคิดได้ไงวะเนี่ย คิดได้ไง


“แกไปเอามาจากไหนห๊ะ ของพรรค์นี้อ่ะ”


“เฮ้ย ฉันว่าเวิร์คน่ะเว้ย รับรองแค่เราเปิด แล้วฮยองได้ยินเสียง อูด้งไม่เหลือชิ้นดีแน่”


“ไอ้...” โว้ย คิดคำด่าไม่ออกครับ “เวิร์ดห่าอะไร ไม่เอาเว้ย” ผมดึงแผ่นจากมือมัน แล้วเขวี้ยงทิ้ง  แผ่นซีดีบินหวือข้ามห้องไปกระทบผนังก่อนจะไหลลงซอกหลังโซฟา ลงไปนอนนิ่งสนิทกับกองขยะมหาศาลที่ถูกซุกอยู่เบื้องล่าง



ชานซองทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ตอนที่ถลาไปตามทิศนั้น แต่ผมดึงคอเสื้อมันไว้ก่อน


“ฮวังชานซอง นายจะไปไหน กลับมานี่เดี๋ยวนี้”


“นูนอออ”


“ชานซอง!” ผมถลึงตาใส่มัน ชานซองเบ้ปากแต่ก็ยอมหันกลับมาโดยดี







“ฉันว่า... เราต้องสร้างบรรยากาศ”


“ก็แผ่น..” ผมยกมือขัดไม่ให้มันพูดต่อ เดี๋ยวพ่อก็ปรี้ดให้อีกรอบ


“เราต้องสร้างความโรแมนติก โรแมนติก ชานซอง ไม่ใช่อีโรติก”












- --------------------------------------------------------------------------















แล้วอะไรจะไปโรแมนติก เท่ากับการอยู่ด้วยกันสองต่อสองท่ามกลางแสงเทียน แว่วเสียงเพลงรักหวานๆ พาให้เคลิบเคลิ้มใจได้อีกล่ะครับ


ผมเปิดโน็ตบุ้คไวโอ้เครื่องสีขาวคลิกเปิดitune แล้วมองหาเพลงที่ชวนให้มีความรักที่สุด ผมพยักหน้าส่งสัญญาณให้ชานซองที่ยืนอยู่หน้าคัทเอ้าท์ตัดไฟ




พรึ่บ!




แล้วความมืดก็ลอยตัวเข้าครอบคลุมทั่วหอพัก ผมกดเล่นเพลง พร้อมเร่งเสียงขึ้นจนสุด

Oh… I’m in love …… I’m so deep in love












“ใครแม่งมาอินล๊งอินเลิฟแถวนี้วะ” แทคยอนกระแทกประตูเปิดผลั่วะออกมา เล่นเอาผมสะดุ้งจนเม้าส์หล่น


“เพลงห่าไร ไร้สาระว่ะ มีไปทำไมวะความรัก เฮงซวย คนจะหลับจะนอน ปิดดิ” เขาฟาดกำปั้นเข้ากับผนังจนตึกแทบสั่นไปทั้งตึก ไปโกรธแค้นอะไรใครมาแต่ชาติปางไหนฟะ อีจุนโฮกลัวแล้วค้าบบ


“คือ แทคฮยอง”


“เรียกชื่อให้กูไปปั่นแตงโมให้หรอ กูบอกให้ปิด ไม่อยากได้ยิน”


ครับ ปิดก็ปิด แต่เม้าส์... เม้าส์อยู่ไหน ผมควานมือสั่นๆลงหยิบเม้าส์แต่สายไปครับ แทคยอนเดินมากระแทกฝาโน๊ตบุ้คผมปิดฉับ ก่อนที่แสงจากหน้าจอจะดับลง ผมคิดว่าผมเห็นหยดน้ำตาไหลออกมาจากดวงตาแข็งกร่าวของอ๊กแทคยอน


เมื่อห้องกลับสู่ความเงียบ มันเงียบจนผมได้ยินเสียงหายใจของคนตัวโตตรงหน้าสูดเข้าออกราวกับพยายามสงบจิตใจของตัวเอง แต่ยังไม่ทันที่จะได้สงบหรอก


“อ๊กแทคยอน” เสียงโหยหวนขนาดนี้เป็นใครไปไม่ได้ นอกจากคิมจุนซูครับ


เขาเดินย่องหวาดๆออกมาจากห้องมือกอดตุ๊กตาหมีแพนด้าออกมาด้วย เขาแตะๆแขนแทคยอนเหมือนจะเช็คว่านี่ตัวจริงไม่ใช่รูปปั้น ก่อนจะเข้ามาเกาะแขนไว้แน่น

 


“ทำไมไฟดับ” เขาพูดเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะถามใคร


“แล้วนายทิ้งฉันเอาไว้คนเดียวในห้องได้ไง ตอนไฟดับห๊า” จุนซูหันไปตะคอกใส่หน้าแทคยอน ผมล่ะกลัวเมนวอคอลลิสเราจะโดนแมวเหวี่ยงติดข้างฝาจังครับ ก็ตอนนี้แทคยอนน่ากลัวยังกับอะไรดี


“ฉันกลัวความมืดเข้าใจมั้ย ฉันเกลียดการอยู่คนเดียวตอนที่มันมืดๆ รู้บ้างรึป่าว” ตอนนี้จุนซูเริ่มเขย่าแขนแทคยอนเหมือนเด็กโดนขัดใจ และโดยไม่คาดคิด...เขาเริ่มสะอื้น


นี่ถ้าไม่ติดว่ากำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจนไม่สามารถขยับตัวได้ ผมจะยกมือขึ้นกุมขมับยกตีนขึ้นก่ายหน้าผากให้หายปวดหัวซะหน่อย ผมหันไปเรียกชานซองที่ยืนหน้าเหวออยู่มุมห้องให้เดินมาร่วมด้วยช่วยกันงง ทันทีที่ชานซองโผล่เข้ามาใกล้จุนซูก็สะดุ้งไปหลบหลังแทคยอน


“ผมว่าพวกพี่ไปนอนกันต่อเหอะครับ” ชานซองพูดพร้อมยื่นไฟฉายให้แทคยอน


“อืม” เขาตอบรับสั้นๆ ก่อนจะเดินกลับเข้าห้องไปโดยมีจุนซูและตุ๊กตาหมีแพนด้าเกาะติดหลังตามไปด้วย


เอาเข้าจริง ผมว่าคู่นี้ชักน่าเป็นห่วงขึ้นทุกทีนะเนี่ย


“นายเห็นเหมือนที่ฉันเห็นใช่มั้ย ชานซอง” ผมหันไปถามไอ้หมี มันพยักหน้างึกๆ







ปวดหัว เจอคู่รูมเมทแล้วปวดหัวลามไปถึงไส้ติ่ง


ผมถอนหายใจยังไม่ทันสุด ก็ต้องรีบสูดเข้าไปใหม่แทบไม่ทัน เมื่อประตูห้องนิชคุณเปิดออก นิชคุณยื่นหน้ายุ่งๆที่ยังหล่อเกินมนุษย์ออกมา


“มีอะไรรึป่าวเสียงดังโวยวายอะไรกัน”


“อ่อ ไม่มีอะไรฮยอง คือไฟมันดับ จุนซูฮยองเลยโวยวาย” ชานซองตอบแทนผมที่ยังมึนประสาทไม่หาย


เฮ้อ... ไหนๆก็ไหนๆแล้ว อย่าให้สิ่งที่ลงทุนทำไปมันเสียเปล่า เราต้องดำเนินการตามแผนต่อไป เดี๋ยวจะไม่คุ้มทุน


“คุณฮยอง ไปนอนต่อเถอะครับ นี่ครับเทียนเอาไว้ใช้” ผมหยิบเทียนหอมรูปหัวใจสีแดงที่เตรียมไว้ส่งให้เขา เมื่อนิชคุณรับไป ชานซองก็คว้าไฟแชคมาจุดให้อย่างรู้หน้าที่


เราผลักนิชคุณที่ดูจะยังงงๆกลับเข้าห้องแล้วปิดประตู













-----------------------------------------------------------------------------------









“คุณฮยองมีอะไรหรอครับ” จางอูยองถามขึ้นด้วยเสียงงัวเงีย


“ไฟมันดับน่ะอูยอง”


“งั้นหรอครับ”


“อื้อ นอนต่อเถอะ”




นอน... บ้านมันมีเตียงไว้นอนกันหรอไง แล้วบ้านใครมีเตียงไว้วิ่งเปรี้ยวว่ะ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ทั้งตัดไฟ จุดเทียน แถมยังยอมโดนด่า แล้วเอะอะไอ้สองคนนี่ก็เอาแต่นอน นอน นอน และนอน ได้ไงครับ


“เราจะทำยังไงกันต่อดีชานซอง” ผมหันไปถามชานซองที่กำลังอ้าปากหาว เอ่อ เมิงง่วงกูก็ง่วง


“เปิดเพลงสิ”


“เปิดให้แทคฮยองเอาฟันมาเฉาะกบาลหรอไงวะ”


ชานซองกอดอก แล้วหลับตาลง พาให้ผมสงสัยว่ามันกำลังคิดแผน หรือว่ามันหลับใน


 “เปิดเพลงไทยดิ่” ชานซองพึมพำ


“เออ... ว่ะ” ทำไมวันนี้หมีมันฉล๊าดดดฉลาดครับ จุนโฮคิดไม่ถึง เดี๋ยวจะตบรางวัลเป็นกล้วยสักเครือ แตงโมสักสวน วัวสักคอก ไก่สักเล้า



ว่าแต่เพลงไทย เป็นภาษาไทย แทคยอนฟังไม่ออก ผมก็ฟังไม่ออกเหมือนกัน แล้วจะไปตรัสรู้ได้ไงวะว่าควรเปิดเพลงไหน


“ฉันรู้จักอยู่เพลงนึง” ชานซองพูดขึ้นทำลายความเงียบที่ผมสร้างขึ้นขณะครุ่นคิดจนไส้แทบขมวด แต่หน้าตามันโคดไม่น่าเชื่อถือเลยครับ มันคงเห็นสีหน้าแขยงของผมมั้ง ถึงได้รีบพูดต่อ


“เฮ้ย เชื่อดิ่ เพลงนี้ ที่ประเทศไทยดังมากเลยนะเว้ย เปิดกันทั่ว ร้องได้ทุกคน เหยียบเข้าแผ่นดินไทยต้องได้ยินอ่ะ” บรรยายสรรพคุณพลางชูหัวแม่มือยืนยัน อะไรจะขนาดนั้น แต่เอาก็เอาวะ เชื่อหมีดูสักทีเป็นไร อย่างมากก็ถึงตายแค่นั้นเอง










----------------------------------------------------------------------







“คุณฮยอง หลับรึยังครับ”


“หือ ว่าไงอูยอง”


“ฮยองได้ยินเสียงเพลงรึป่าว”


“อื้ม”


“เพลงไทยรึเปล่าครับ”


“เออ ใช่ จริงด้วย”


“แปลกจัง”


“สองคนข้างนอกมันคงเปิดฟังกันมั้ง รำคาญรึป่าว เดี๋ยวพี่ไปบอกให้มันลดเสียงให้”


“ไม่เป็นไรครับ เพราะดีเหมือนกัน”




จนถึงตอนนี้ผมยังแอบหมั่นไส้ชานซองเล็กน้อยที่มันยังยิ้มแป้นแล้นภูมิใจกับเพลงที่ตัวเองนำเสนอ ไม่น่าไปชมมันเลยด้ง


“คุณฮยอง”


“ครับ”


“ผมอยากรู้ความหมายอ่ะ” ตรงจิตกูมาก ผมก็อยากรู้ความหมาย มันจะดีเลิศเหมือนที่ชานซองโฆษณาไว้มั้ย


ผมได้ยินเสียงนิชคุณตบเตียงเรียกให้อูยองมานั่ง หรือมานอน? ด้วยกัน


“ก็...... ” นิชคุณลากเสียงยาว 
















“เมื่อคิดให้ดีโลกนี้ประหลาด...บุพเพสันนิวาสที่ประสาทความรักภิรมย์...คู่ใครคู่เขารักยังคอยเฝ้าชม...คอยภิรมย์เรื่อยไปขอบน้ำขวางหน้า ขอบฟ้าขวางกั้น บุพเพยังสรรค์ประสบให้ได้พบสบรักกันได้ ห่างกันแค่ไหนเขาสูงบังกั้นไว้ รักยังได้บูชา”



จากไทย และปูซานห่างกันแค่ไหน ข้ามขอบน้ำข้ามขอบฟ้า รักยังได้ชาบู นี่มัน...บุพเพสันนิวาสเป็นแน่แท้










---------------------------------------------------------------











พวกเราทั้งในและนอกห้อง พร้อมใจกันปล่อยจิตปล่อยใจให้อินไปกับเสียงเพลงคล้ายกับต้องมนต์สะกด ตกอยู่ในความเงียบและห้วงความคิดของตัวเอง จนเมื่อโน๊ตบรรเลงตัวสุดท้ายจบลง ผมถึงผ่อนลมหายใจ ชานซองเคลื่อนไหวอยู่ข้างหลัง พร้อมๆกับเสียงขยับตัวของคนอีกฟากของประตู


 “คุณฮยองเชื่อในพรหมลิขิตมั้ยครับ”


“อืมม ... เชื่อสิครับ ดูอย่างตัวพี่เองสิ เป็นคนไทย ไปเรียนที่อเมริกา แล้วจู่ๆก็มาโผล่ที่เกาหลี พี่เชื่อว่ามันต้องเป็นเพราะอะไรสักอย่างที่พาให้พี่มาที่นี่ โชคชะตา พรหมลิขิต หรือจะอะไรก็แล้วแต่”


และไม่ว่าจะเพราะอะไรก็แล้วแต่ ผมกำลังมโนไปว่านิชคุณกำลังนั่งลูบหัวจางอูยองด้วยความเอ็นดู


“จินยองฮยองไง พามา” เสียงชานซองพึมพำอยู่หลังหู ทำมโนภาพผมแตกสลายไปในชั่วพริบตา





“ฮยองนอนเถอะครับ ผมไม่กวนฮยองแล้วดีกว่า” นอนนน..ให้ตาย ผมชักเกลียดคำนี้ขึ้นมาตะหงิดๆ


 “นอนด้วยกันสิอูยอง”


“อ่ะ..เอ่ออ..”


เอ่อ...อ่า.. ไม่ใช่แค่อูยองอึ้ง ผมก็อึ้ง แต่นอนอย่างนี้ จุนโฮอนุญาตครับ


“นอนอย่างงี้สบายดีออก”


“แต่ว่า...”


“นอนเถอะครับ พี่ง่วงแล้ว”


ฮยองเนียนกอดน้องไว้ใช่มั้ย บอกผมมาเดี๋ยวนี้ สองคนเงียบไปสักพัก จนผมนึกว่าหลับไปแล้วจริงๆ ผมกำลังจะถอยมาจากประตู แต่เสียงของนิชคุณก็ดังขึ้นมาเสียก่อน



“อังอัง ล่ะครับ”


“ฮะ?”


“เชื่อในพรหมลิขิตรึป่าว”


เห้ย ประเด็นนี้มันน่าสนใจนะเนีย ผมตั้งหน้าตั้งตารอฟัง นี่ถ้าเป็นไปได้จะปั่นตัวเองเป็นน้ำแล้วแทรกซึมเข้าไปสังเกตการณ์จากในห้องสักหน่อย


“ผม... ผมไม่แน่ใจ”


“ทำไมล่ะ”


“เพราะผมไม่แน่ใจ ว่ามัน.. จะไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญทั่วไป เราจะรู้ได้ยังไงล่ะครับ ว่าสิ่งที่เราเจอมันเรียกได้ว่าพรหมลิขิต”


“โลกนี้ ไม่มีคำว่าบังเอิญหรอก อูยองงี่ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยเหตุผลทั้งนั้น”


คุ้นๆเลย everything happen for a reason แต่ถูกของแกแหละ ไม่มีเรื่องบังเอิญหรอก ไม่พรหมลิขิต ก็ต้องเป็นจุนโฮลิขิตนี่แหละ คืนนี้นิชคุณกับอูยองถึงได้อยู่ด้วยกัน ผมนี่มัน.. คนดีของสังคมจริงๆ


“ไม่ว่ามันจะใช่พรหมลิขิตมั้ย แต่พี่เชื่อว่ามันต้องมีเหตุผลที่ทำให้พี่มาอยู่ที่นี่”


“เหตุผล? เหตุผลอะไรครับ”



“เพราะ...” นิชคุณหยุดนิ่งไปสักพัก ก่อนจะพูดต่อ “จาง อูยอง”













--------------------------------------------------------------------------











แล้วตูจะเขินทำไมล่ะเนี่ย ผมรู้สึกว่าหน้าตัวเองร้อนผะผ่าวชอบกล หูเหอแดงหมด แต่อันนี้ไม่แน่ใจว่าเพราะเขิน หรือเพราะโดนหมีที่เขินมันจับบิดไปมา



“อ...อื้ออ..” ผมตะบบเข้าแนบประตูแทบไม่ทัน ตอนที่ได้ยินเสียงคล้ายๆจะเป็นของอูยอง อูยองจะร้องอื้อทำไม แล้วก็เงียบ มีเพียงเสียงผ้าสวบสาบตามการเคลื่อนไหว เสียงอย่างนี้ ไม่ได้เล่นตบแปะกันแน่ๆ


“ค..คุณ..ฮยอ...ง” จางอูยองพูดเสียงตะกุกตะกัก


“ทีนี้ เชื่อรึยังครับ”


“อืออ.. อื้ออ อ”



อ้ากก คุณฮยอง ทำอะไรหัดเกรงใจคนแอบฟังบ้าง ถามไม่รอฟังคำตอบเลยเว้ย เล่นเอาคนข้างนอกคิดไปถึงไหนต่อไหนแล้ว ผมลากชานซองที่เริ่มน้ำลายไหลยืดออกมาจากตรงนั้น หมดหน้าที่ของผมแล้วล่ะ ต่อจากนี้ก็ให้เขาสองคนไปจัดการกันเองแล้วกัน ว่าจะทำอะไรกันต่อ จะเล่นหมากเก็บ ดีดกบ หรือกระโดดยาง จะไปซ้ายไปขวา ขึ้นบนหรือลงล่าง อีจุนโฮก็ช่วยได้เท่านี้


เสร็จสิ้นไปแล้วหนึ่งคู่ มิชชั่นคอมพลีท อิ่มเอมใจชะมัด ผมยิ้มจนแทบจะมองไม่เห็นทาง ยิ่งมืดๆอยู่แล้วด้วย ยังดีที่ชานซองเอาเทียนที่เหลือมาจุดพอให้ห้องสว่างอยู่บ้าง ผมล้มตัวลงนอนบนโซฟาทั้งๆที่ยังยิ้มจนเริ่มเมื่อยแก้ม เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าค่อยไปสับสวิชต์ไฟขึ้นแล้วกัน ให้สองคนนั้นได้ดื่มด่ำบรรยากาสใต้แสงเทียนกันสักคืน














-----------------------------------------------------------------------













“นูนอๆ”


“อะไร” ผมตอบคนที่นอนอยู่บนพื้น


“นอนรึยัง”


“นอนแล้วจะตอบแกได้มั้ย”


ผมรู้สึกถึงแรงสะกิด เมื่อผมพลิกตัวไป ก็เห็นชานซองลุกขึ้นมานั่งมองหน้าผมปริบๆ อย่าบอกนะว่ามันนอนละเมอ


“อีจุนโฮ นายเห็นนี่มั้ย” มันชี้นิ้วที่หน้าตัวเอง ชี้ทำไม เมิงเป็นสิว เป็นกลาก เป็นเกลื้อนบนหน้าหรืออย่างไร


 “ไม่นี่” ผมส่ายหัว


“ไม่เห็นจริงๆหรอ นี่อ่ะ”


แล้วมันจะให้ตูเห็นอะไรวะ ชี้ตัวเอง ให้ผมตอบว่าเห็นหมีหรอ - -


“ชานซองไง ฉันเห็นฮวังชานซอง”


“ไม่ใช่อย่างนั้นสิ จุนโฮ” มันทำหน้าบึ้ง เอ่อ ผมตอบผิดหรอเนี่ย


“แล้วอยากให้เห็นอะไรล่ะชาน”