[Short Fiction] Heartbeat

posted on 16 Jun 2010 19:00 by woohoney in JunsuPanda









“คลอดเร็วๆนะ มีลูกเยอะๆล่ะ”




ผมเป็นผู้ชาย ยังไม่แต่งงานและไม่ได้กำลังตั้งครรภ์  แล้วใครก็ได้ช่วยบอกผมทีสิครับว่า ประโยคที่ออกมาจากปากไอ้หน้าหล่อตรงหน้า มันพูดกับคิมจุนซูจริงๆ



“ตูไม่ได้ท้องเฟ้ยย...”



หมับ!



เสียงผมดูเหมือนจะหายไปทันทีเมื่อโดนหมีรัดร่างผมเข้าไปกอด คุณเมิงจะฟังกระผมพูดให้จบก่อนได้ปะครับ



“โชคดีนะพี่”


เออ.. โชคดีแน่ไอ้ชานซอง ถ้าไม่ขาดอากาศหายใจตายไปซะก่อนนะ ผมผลักมันออกอย่างยากเย็น เมื่อร่างกายเป็นอิสระผมสูดหายใจเอาอากาศบริสุทธ์เข้าปอดเฮือกใหญ่


“พี่อยู่คนเดียวได้แน่นะ” จุนโฮถามผม


“ได้ๆได้สิ” ผมตอบมันไป มันยิ้มจนตาเป็นขีดเดียว นายเหอะ จะไปไหนรอดมั้ย มองโลกแคบขนาดนี้


“กลับแดกูมั้ย” ผมหันไปมองคนพูด คนเดียวกับที่หาว่าผมท้องนั่นแหละ ความจริงผมก็ไม่ควรโทษเขานะครับ เขาเป็นคนต่างชาติ มันก็ต้องมีพูดผิดอะไรกันบ้าง ถ้าไม่ติดว่ามันรู้ว่าผิดแต่ก็ยังจะพูดอีก ไอ้ครั้งแรกนี่ยังพอเข้าใจ แต่ไอ้ครั้งต่อๆไปนี่ จงใจกวนเบื้องล่างชัดๆ


“ไม่เป็นไร ไอ้คุณ ฉันอยู่ได้”


“นึกว่าจะอยากกลับไปคลอดที่บ้านเกิด” แล้วเทวดานิชคุณก็ระเบิดหัวเราะด้วยใบหน้าที่สวยงาม หึ.. อย่างแกมันซาตานฝังในชัดๆ


“พวกนายไปกันเหอะ เดี๋ยวตกเครื่องบินนะ” ผมโบกมือไล่พวกมันหยอยๆ ด้วยรอยยิ้มชื่นอย่างหาที่สุดไม่ได้




“ครับ ไปแล้วนะ”


หมับ!




ฮึก...หายใจไม่ออก จะกอดไรตูนักหนา คราวนี้ไม่ใช่ไอ้หมีคนเดียวแต่มันเล่นกรูเข้ามาทีเดียวสี่คน ปิดทางหนีทีไล่ หน้าหลังซ้ายขวาไว้มิดชิด ไม่กะให้ได้รับออกซิเจนเลยทีเดียว ไอ้พวกนี้นี่ เมิงอาลัยอาวรณ์ตูขนาดนี้ไม่จับตูพับยัดกระเป๋าเลยล่ะครับ


“เอ่อ...พี่” อูยองสะพายกระเป๋าเป้อ้วนๆสีน้ำเงินขึ้นพาดไล่ตอนที่หันมาพูดกับผมที่กำลังสูดออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมอง

“พี่จำจียอนได้ป่ะ” จียอน.... จียอนไหนหว่า เฮ้ย หรือผมจะขาดออกซิเจนจนสมองฝ่อเลยความจำเสื่อม


“จำไม่ได้” ผมตอบพลางผลักร่างโตๆของมักเน่ออกไปนอกประตู ตามด้วยกระเป๋าที่อัดแน่นไปด้วยเสบียงอาหาร มันกลัวอดอยากขนาดนั้น? ไปอเมริกานะได้ข่าว ไม่ใช่แอฟริกา


“เธอเพิ่งเสียเมื่อเช้า น่าสงสารนะ สภาพแทบดูไม่ได้ หน้านี่เละ ตาหลุดออกมาจากเบ้า แขนขาหักหมด” เหวยยย.. ไปวิ่งชนรถถังมาหรอครับ ถึงผมจะจำไม่ได้ แต่ยังไงผมก็ขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับ นอนหลับให้สบาย RIP ครับ


“เธอคงเสียใจนะที่พี่จำเธอไม่ได้ เธอเป็นแฟนคลับพี่เลยนะ เธอคงอยากเจอพี่” อูยองยิ้มบางๆให้ผม ดวงตารื้นชื้น ถ้าดูเผินๆเหมือนกำลังแสดงความเสียใจ แต่ผมมองได้ลึกกว่านั้น ภายใต้แก้มอูมน่ารักนั่น... มันคือยาพิษ เมิงคิดว่าตูกลัวผีหรอ อย่ามาขู่เสียให้ยาก ไม่ต้องขู่...ตูก็กลัวเองได้เว้ย


“ไปเลยแก” ผมไล่ไอ้คนที่เริ่มกระพือขนตาปริบๆ ทำหน้าซึ้ง


“ไปกันเถอะครับอังอัง อย่ากวนคนท้องเลยครับ อารมณ์ขึ้นๆลงๆ” พ่อเทพบุตรซาตานโอบไหล่ไอ้แก้มยาพิษ พลางหันมายิ้มให้ผม จ้ะ พ่อคนยิ้มหวาน นี่ถ้าไม่ติดว่าเข่าไม่ดีจะเตะมันคนละป้าบให้หายหมั่นไส้ ไปทำงานทำยังกะจะไปฮันนีมูน สองคนนี่นรกส่งมาให้คู่กันชัดๆ นั่นไม่ทันขาดคำ สบกันเข้าไปน่ะ ตาน่ะ เยิ้มซะ เดี๋ยวก็ท้องก่อนแต่งหรอกเห้ย ผมโบกมือไล่พวกมันให้ไปไกลๆสายตา


ผ่านไปสิบนาที ในที่สุดผมก็กวาดต้อนน้องๆที่น่ารักบ้างไม่น่ารักบ้างทั้งสี่คนพร้อมกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่เท่าบ้านออกไปนอกห้องได้สำเร็จ


 “พี่ดูแลตัวเองด้วยนะ” จุนโฮบอกผม คนชื่อจุน นี่น่ารักทุกคนนะครับ ผมยืนยันได้ ดูจุนโฮสิ เป็นห่วงเป็นใยผมตลอด ไม่เคยกวนประสาทผมเลย ไม่เหมือนไอ้พวกที่เหลือ ไม่ใช่ว่ามันไม่ห่วงผมหรอกครับ แค่พวกมันมีวิธีแสดงออกแบบแปลกๆ เท่านั้นเอง แต่ผมก็รักทุกคนนะครับ เพราะคนชื่อจุนน่ารัก นิสัยดี ไหนจะทั้งหล่อ ทั้งเสียงดี โดยเฉพาะคนชื่อจุนซูจะดูดีเป็นพิเศษ เชื่อผมสิครับ เพราะผมชื่อจุนซูครับ 

“อื้อ” ผมตอบรับน้องจุน


“ไม่ดื้อไม่ซนนะครับ” จุนโฮพูดต่อ นี่แกเห็นฉันเป็นเด็กหรอไงวะ ผมน่ารักเรียบร้อยนะครับ ไม่เคยดื้อเคยซนปีนท่อปีนหน้าต่างจริงๆนะ ผมพยักหน้ารับมันอย่างเสียไม่ได้ขี้เกียจเถียงครับ


 “ดูแลบ้านด้วย” อูยองครับ ห่วงความเรียบร้อยของบ้านมากกว่าพี่มันอีก ไม่ต้องห่วง ตูจะสตาฟไว้สภาพนี้เลย ไม่ทำบ้านพังแน่นอน


“ฝากเลี้ยงปลาในเฟสด้วยนะครับ” ชานซอง ไอ้เด็กติดเกม ปลาในเฟสเอามาทอดกินไม่ได้นะเว้ย


 “เก็บผักให้ผมด้วย” จุนโฮน้องพี่ แกอย่าเป็นไปกับเขาอีกคนได้มั้ยเนี่ย


 “ฝากอบเค้กด้วยนะ” ได้ครับนิชคุณ ไอม์กอนนาบีอบเค้ก ให้นะครับ



“อื้ออๆๆๆ” ผมรับไปงั้นๆแหละ เอาเหอะๆ สั่งเสียกันมาให้หมด แล้วไปๆกันสักที  ก่อนเมิงจะสรรหาอะไรมาฝากตูทำอีก





“บ๊ายยย บาย”

ผมตะโกนลาด้วยเสียงที่ดังกว่าพวกมันสี่คนรวมกันแล้วปิดประตูลงกลอนทันที


โล่ง........


อิสรภาพ ไม่ต้องทำงาน ไม่มีน้องคอยกวน สุดยอด! อยากจะโห่ร้องเป็นภาษาโปรตุเกสติดแต่ว่าพูดไม่เป็นด้วยความปิติเป็นอย่างยิ่ง


อย่าเข้าใจผมผิดนะ ผมก็เสียใจ ที่ผมไม่ได้ไปเล่นคอนเสิร์ตที่อเมริกากับเพื่อนๆในวง  ไม่ได้ไปหาแฟนๆที่น่ารัก และกุ๊กกิ๊กทั้งหลายแหล่ของผม คิมจุนซูขอโทษ แต่ไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องนั่งจมอยู่กับโชคชะตาที่เลวร้ายของตัวเองนี่ครับ มันแย่พออยู่แล้วที่ผมต้องเต้นจนเข่าพัง ผมไม่จำเป็นต้องทำให้ชีวิตต้องแย่ลงไปอีกด้วยการนั่งซึมเศร้าหงอยเหงาหว้าเหว่เพียงลำพัง ผมขอใช้โอกาสนี้....




ผมคว้าโทรศัพท์มากดโทรออกทันที หัวใจพองโตแทบจะติดปีกบิน ลัลล้า... อิสรภาพในอากาศช่างหอมหวาน

เสียงรอสายดังอยู่สองที ก่อนจะมีคนรับ


“จีจี้ ไปเที่ยวกับซูซู่นะ”

“ห๊ะ เที่ยว คืนนี้หรอ”

“เอ่อ...ดิ่”

“ตูอยู่ญี่ปุ่น”

“ไปทำไรญี่ปุ่น”

“ตู้ดด ตู้ดดด”

ตุ้บ! แพล่ก ! เสียงหัวใจผมตกลงพื้น แถมยังโดนเหยียบกระทืบซ้ำจนแตกแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี


เวร ไอ้ควอนจียง เมิงหนีตูไปญี่ปุ่นไม่พอ ยังจะตัดสายกันอีก คอยดูเมิงกลับมาเมื่อไหร่ ตูจะเอาเตารีดไปรีดหน้าไอ้กาโฮให้หน้าเรียบเลยวุ้ย ชีวิตจุนเคช่างหว้าเหว่ เคว้งคว้าง หอมันกว้างเกินไปที่จะอยู่คนเดียว มันทั้งเงียบทั้งวังเวง อ้างว้าง โดดเดี่ยว เดียวดาย แถมยัง...





พรึ่บ!




ไฟดับครับ



โว้ย... ให้มันได้งี้สิ  จุนเคอยากร้องไห้ ผมหยิบมือถือส่องไฟไปรอบห้องมืดสนิท โดดเดี่ยวเดียวดายแถมยังมืดมนอีกต่างหาก ผมทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟากลางห้องนั่งเล่น ไม่มีที่ไปแล้วนี่หว่า ...








“can you feel my heartbeat…..”

โทรศัพท์ในมือสั่น ปลุกให้ผมตื่น เผลอหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่หว่า ผมมองหน้าจอที่สว่างวาบในความมืด

คุณมี 1 ข้อความใหม่

ผมกดเปิด ชื่อคนส่ง ระบุว่า นิกคุน

แดกู~ จะขึ้นเครื่องแล้วนะ ดูแลตัวเองด้วย หายไวๆ ตามมาเร็วๆ พวกเรารอนายอยู่


หึ... เกือบจะซึ้งแล้วครับ ถ้ามันไม่ได้ปิดท้ายว่า

ปล.อยู่คนเดียว ระวังนะ คึ คึ คึ

คึๆ บ้างเมิง เมิงจะให้ตูระวังอะไร จู่ๆหน้าไอ้อูยองก็ลอยเข้ามาในหัว


“พี่จำจียอนได้ป่ะ”



จียอน...


“เธอคงเสียใจนะที่พี่จำเธอไม่ได้ เธอเป็นแฟนคลับพี่เลยนะ เธอคงอยากเจอพี่”


เธออยากเจอผม แล้วเธอจะมาหาผมมั้ย?


“หน้านี่เละ ตาหลุดออกมาจากเบ้า แขนขาหักหมด”



ทำไมจู่ๆผมถึงรู้สึกเสียงสันหลังวาบ ผมเบียดตัวจนแทบจะรวมร่างเข้ากับโซฟาโดยไม่รู้ตัว บ้าน่า.. คิดอะไร ก็รู้อยู่ว่าไอ้พวกนั้นมันแกล้ง แล้วผมจะบ้าจี้ตามพวกมันไปทำไม อย่าไปกลัวดิ่ อย่าไปกลัว


 







กริกๆ



เสียงใครบางคนกำลังไขประตูเข้ามา ผมพลิกตัวลุกขึ้นนั่งบนโซฟา เผลอกลั้นลมหายใจโดยไม่รู้ตัว ประตูเปิดออกช้าๆ เสียงดังเอี๊ยดอ๊าดพาให้ขนแขนลุกชัน ผมเพ่งมองไปที่ร่างของคนที่เดินเข้ามาข้างใน แต่ก็เห็นเป็นเพียงเงาดำทะมึนที่รูปร่างบิดเบี้ยวพิกล ร่างนั้นเคลื่อนที่เข้าใกล้ผม ผมอยากจะถอยหนีหรอกนะ ถ้าไม่ติดว่าผมไม่สามารถขยับตัวได้ ไม่อาจแม้แต่จะหายใจ เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นตามไรผม เสียงหัวใจเต้นตึกๆ









“อ้ากกกกกกกกกกกก”




“เห้ยยยยยย”

ผมร้องขึ้นด้วยความตกใจ ตกใจไอ้เสียงตะโกนลั่นของคนที่เพิ่งเข้ามาใหม่นี่แหละ ห๊ะ อะไรวะ มันจะร้องทำไม ผมต้องเป็นคนกลัวมันไม่ใช่หรอ ผมสะดุ้งขึ้นยืนบนโซฟา




“เฮ้ย อะไรกัน” เสียงที่สามดังขึ้น พร้อมดวงไฟที่เริ่มกระพริบปริบๆ ตามด้วยแสงสว่างที่อาบไปทั่วห้อง ร่างของคนสองคนปรากฏชัดสู่สายตา



 “ไอ้แทค พี่มินแจ” ผมร้องออกมาด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นว่าใครคือผู้มาเยือนในความมืด


“โหย มานั่งไรมืดๆเนี่ย เค้าตกใจหมด” ไอ้อ๊ก เมิงอย่ามาแอ๊บแบ๊ว อุบาทว์ลูกตาตูมาก ผมทำหน้าหงิกใส่ไอ้คนตัวโตที่กำลังทำหน้าอังอัง อูยองมันทำแล้วยังน่ารักนะ แต่กับอ๊กแทคยอนเนี่ย ขอเหอะครับ


 “ไฟมันดับเว้ย” ผมล้มตัวลงนอนกระดิกเท้าบนโซฟาตามเดิม แต่ไฟมันมาได้จังหวะเนอะ ไอ้พวกนี้เข้ามาปุ๊บไฟติดปั๊บ


“ดับอะไร นายไม่ยอมเปิดมันต่างหาก” พี่มินแจเถียงขึ้น ทำให้เท้าผมหยุดกระดิก อะไรนะ...


“ฉันเพิ่งกดเปิดมันเมื่อกี้เนี่ย”


แต่ผมยังไม่ได้แตะสวิชต์ไฟเลยสักนิด สาบานได้...


แล้วใครปิด?


ผมกลืนน้ำลายหนืดลงคอ  มินแจ และแทคยอนดูจะไม่สนใจเรื่องไฟดับของผม ทั้งสองคนพากันแยกย้ายเข้าห้องตัวเอง ทิ้งให้ผมนอนอยู่ห้องนั่งเล่นคนเดียว มันโหวงๆว่ามั้ย เรื่องไรจะอยู่คนเดียวละครับ ผมวิ่งกะเผลกๆตามหลังแทคยอนเข้าไปในห้อง







ครืดๆๆ








แทคยอนลากกระเป๋าใบโตออกมาไว้กลางห้อง ก่อนจะรื้อเสื้อผ้าในตู้แล้วโยนลงไปข้างใน ผมหยิบกางเกงสีชมพูลายมิคกี้เม้าส์ขึ้นมาจากกระเป๋าแล้วพับให้เขา เขามองผมกลับด้วยความแปลกใจ แปลกใจอะไร คิดถูกแล้วครับ ผมมาพับผ้าให้มันอย่างนี้ต้องมีอะไรแน่ๆ


“ฉันว่านายอยู่เป็นเพื่อนฉันดีกว่านะ”


“อะไรของนาย”


“ฉันเจ็บเข่านะเว้ย แกจะทิ้งฉันให้อยู่คนเดียวหรอวะ แกเป็นรูมเมทฉันนะ แกต้องคอยดูแลฉันดิ่” ผมหว่านล้อม มันหันมาขมวดคิ้วใส่ผมหนึ่งทีจนหน้าผากเป็นริ้วๆ ก่อนจะหันกลับไปจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าต่อ ถ้าการโยนโครมๆนั่นเรียกว่าจัดนะ


“แทคยอน แทคยอนอ่า” ถึงตูจะไม่ใช่แอ๊บตัวพ่อ แบ๊วตัวแม่เหมือนเมิงกับอูยอง แต่ตูก็แอ๊บแบ๊วเป็นนะเว้ย “นายทิ้งฉันลงหรอ นายจะทิ้งฉันหรอ ถ้าไม่มีนายฉันจะนอนหลับลงได้ยังไง”


“ฉันกลับมาทีไรก็เห็นนายชิงหลับไปก่อนฉันทุกที มันหลับไม่ลงตรงไหนวะ” ก็จริง แต่มันไม่เหมือนกันนะอ๊ก


“นายไม่เห็นหรอ พวกนั้นมันไปเป็นคู่ๆ นายจะไปเป็นส่วนเกินหรอ อึดอัดตายเลย ยิ่งไอ้คุณไอ้ด้งช่วงนี้ยิ่งสวีทออกนอกหน้า แกจะไปกับพวกมันทำมายยยย” เชื่อสิ เรื่องนี้คิมจุนซูรู้ดี คนไม่มีคู่น่ะมันช่างโดดเดี่ยวและอ้างว้าง นายคงไม่อยากเป็นอย่างนั้นใช่มั้ย


“นายเป็นเมนวอคอลลิสใช่ปะ”


“อือ” แล้วมันเกี่ยวกันตรงไหน?


“ฉันก็เป็นเมนแรปเปอร์ไง แล้วนายลองคิดดูถ้ามันหายไปทีเดียวพร้อมกันสองคน วงจะเป็นไง”


โห... ไอ้นิ่แม่มจริงจังกับชีวิต


“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า จุนโฮมันก็อยู่ทั้งคน มันเหมาคนเดียวหมดได้อยู่แล้ว ให้มันร้องคนเดียวทั้งเพลงมันก็ทำได้”


“แฟนๆเขาจะรู้สึกยังไง” หน้าตามันนิ่งขรึมจริงจังและเรียบตึง จนผมไม่กล้าเถียงต่อ แต่มันคงกลัวผมเครียดไปหรืออย่างไรไม่ทราบ หรือกลัวหน้าจะไม่ย่น?


“แฟนคลับฉันยิ่งเยอะๆด้วย ไม่ไปหา เดี๋ยวแฟนเสียใจแย่ โฮะๆๆๆ” แล้วไอ้คนพูดก็เอามือป้องปากหัวเราะด้วยความภาคภูมิใจ รับเตารีดไปรีดหน้าเรียบอีกสักคนมั้ย นี่ถ้าไม่ติดว่ากำลังง้อให้มันอยู่ด้วย อยากจะหาอะไรยัดปากมันจริงๆครับ


“นายกลัวเหงาก็กลับแดกูไปดิ่” ตูไม่ได้กลัวเหงา ตูกลัวผี


“แทคยอนนนน อยู่กับฉันเถอะนะ”


ผมยื้อซิปกระเป๋ากับแทคยอนไม่ให้มันรูดปิด ไอ้นี่ก็แรงควาย วุ้ย ตูเจ็บมือหมด







ปังๆ!




เย้ยย ผมปล่อยมือกระโดดขึ้นเตียงโดยอัตโนมัติ ใครเคาะ แล้วประตูจะสั่นไปไหน ผมจ้องมองบานประตูที่สั่นไหว ราวกับจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ไอ้แทค อ้ายแทค อย่าเปิดดดดดดดดด







“แทคยอน จัดของเสร็จยัง ไปได้แล้ว”

พี่มินแจ... - -“

เคาะประตูเบาๆไม่ได้หรอครับ อย่าบ้าพลังดิ่ คิมจุนซูยิ่งขวัญอ่อนอยู่ แทคยอนรูดซิปปิดกระเป๋าใบอ้วนกลม

“เสร็จแล้ว” มันแสยะยิ้มฟันยื่นให้ผม “ไปละน้า”

เออ ไปได้ไปเลย ไม่ง้อแล้วเว้ย ตูไม่บอกเมิงหรอก ไม่บอกหรอก...














ว่าตูเอาบอกเซอร์เมิงออกมาหมดแล้ว หึๆ





“อยู่บ้านดีๆนะ บ๊ายบาย” แทคยอนพูดกับผมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะเดินจากไป เมิงยังไม่รู้ชะตากรรมตัวเองสินะ ได้กลับด้านเอบีซีดีแน่เมิง บานประตูปิดลง หอพักกลับมาเงียบสงัด ทิ้งให้จุนทูดาเคเป็นโดดเดี่ยวผู้น่ารักอีกครั้ง หวังว่าไฟจะไม่ดับอีกนะ





ปิ๊บบๆๆ





ไม่ทันขาดคำ ไฟมันกระพริบอีกแล้วครับ อย่านะเว้ย อย่าดับนะ…
ก็แค่ไฟกระพริบ อย่าไปกลัวดิ่ อย่าไปกลัว
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆสองสามทีเพื่อตั้งสติ it’s gonna be okay .. it’s gonna be fine…





“กริ๊งงๆๆๆ กริ๊ง~”




โทรศัพท์แผดเสียงร้องดังกว่าปกติ เพราะห้องมันเงียบกว่าปกติ ใครโทรมาวะ โทรเข้าหอทำแป๊ะอะไร ไม่รับได้ปะ จะโทรหาคิมจุนซูก็โทรเข้ามือถือสิครับ



“กริ๊งงงงง....”


วางๆไปสักทีดิ่ ตูไม่รับเฟ้ย



“กริ๊งงงงงงงง”

เสียงโทรศัพท์มันต้องผ่านการวิเคราะห์มาแล้วแน่ๆ ว่าเป็นเสียงที่